ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค โพชฌงคสังยุตต์ ปัพพตวรรคที่ ๑
๓. สีลสูตร

               อรรถกถาสีลสูตรที่ ๓               
               พึงทราบวินิจฉัยในสีลสูตรที่ ๓.
               ในบทว่า สีลสมฺปนฺนา นี้ ท่านถือเอาโลกิยศีลและโลกุตรศีลของภิกษุผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว. อธิบายว่า พวกภิกษุเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลนั้น. แม้ในสมาธิและปัญญาก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ส่วนความหลุดพ้นเป็นผลวิมุตติเท่านั้น. วิมุตติญาณทัสสนะเป็นปัจจเวกขณญาณ. ในข้อนี้ ธรรมมีศีลเป็นต้นเป็นทั้งโลกิยะและโลกุตระอย่างนี้. วิมุตติเป็นโลกุตระ วิมุตติญาณทัสสนะเป็นโลกิยะเท่านั้น.
               บทว่า ทสฺสนมฺปหํ ตัดบทเป็น ทสฺสนํปิ อหํ ก็การได้เห็นนี้นั้นมี ๒ อย่างคือ การเห็นด้วยจักษุ ๑ เห็นด้วยญาณ ๑.
               ในการได้เห็น ๒ อย่างนั้น การได้เห็นคือการได้แลดูพระอริยะทั้งหลายด้วยจักษุอันเลื่อมใส ชื่อว่าการได้เห็นด้วยจักษุ. ส่วนการได้เห็นลักษณะอันพระอริยะเห็นแล้วและการแทงตลอดลักษณะอันพระอริยะแทงตลอดแล้ว ด้วยฌาน ด้วยวิปัสสนา หรือด้วยมรรคและผล ชื่อว่าการได้เห็นด้วยญาณ.
               แต่ในการได้เห็น ๒ อย่างนี้ การได้เห็นด้วยจักษุประสงค์เอาในที่นี้ เพราะว่า แม้การได้แลดูพระอริยะด้วยจักษุอันเลื่อมใส มีอุปการะมากทีเดียว.
               บทว่า สวนํ ได้แก่ การได้ฟังด้วยหูต่อบุคคลทั้งหลายผู้กล่าวอยู่ว่า พระขีณาสพชื่อโน้นย่อมอยู่ในแว่นแคว้น ชนบท บ้าน นิคม วิหาร หรือในถ้ำชื่อโน้น การได้ฟังนั้นก็มีอุปการะมากเหมือนกัน.
               บทว่า อุปสงฺกมนํ ได้แก่ การเข้าไปหาพระอริยะด้วยจิตเห็นปานนี้ว่า เราจักถวายทาน หรือจักถามปัญหา เราจักฟังธรรมหรือเราจักทำสักการะ.
               บทว่า ปยิรุปาสนํ ได้แก่ การเข้าไปนั่งใกล้เพื่อจะถาม.
               อธิบายว่า การฟังคุณของพระอริยะ เข้าไปหาพระอริยะเหล่านั้น นิมนต์ ถวายทาน ถามปัญหา โดยนัยเป็นต้นว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อะไรเป็นกุศล ดังนี้.
               บทว่า อนุสฺสตึ ได้แก่ การระลึกถึงภิกษุผู้นั่งอยู่ในที่พักกลางคืนและที่พักกลางวันว่า บัดนี้ พระอริยะทั้งหลายให้เวลาล่วงไปอยู่ด้วยความสุขเกิดแต่ฌาน วิปัสสนามรรคและผล ในที่มีที่เร้น ถ้ำ และมณฑปเป็นต้น.
               อนึ่ง โอวาทใดอันเราได้แล้วในสำนักของพระอริยะเหล่านั้น การจำแนกโอวาทนั้นแล้วระลึกถึงอย่างนี้ว่า ในที่นี้ท่านกล่าวถึงศีล ในที่นี้ท่านกล่าวถึงสมาธิ ในที่นี้ท่านกล่าวถึงวิปัสสนา ในที่นี้ท่านกล่าวถึงมรรค ในที่นี้ท่านกล่าวถึงผล.
               บทว่า อนุปพฺพชฺชํ ได้แก่ การยังจิตให้เลื่อมใสในพระอริยะ แล้วออกจากเรือนบวชในสำนักของพระอริยะเหล่านั้น.
               อนึ่ง การบวชแม้ของบุคคลผู้ยังจิตให้เลื่อมใสในสำนักของพระอริยะ บวชในสำนักของท่านเหล่านั้น หวังประพฤติตามโอวาทานุสาสนีของท่าน ชื่อว่าการบวชตาม. การบวชของบุคคลผู้หวังประพฤติตามโอวาทานุสาสนี ในสำนักคนเหล่าอื่นก็ดี ของบุคคลผู้บวชในที่อื่นด้วยความเลื่อมใสในพระอริยะ หวังประพฤติตามโอวาทานุสาสนี ในสำนักของพระอริยะก็ดี ชื่อว่าการบวชตาม. ส่วนการบวชของคนผู้บวชในสำนักของเจ้าลัทธิอื่นด้วยความเลื่อมใสในเจ้าลัทธิอื่น หวังประพฤติตามัโอวาทานุสาสนีของเจ้าลัทธิอื่น ไม่ชื่อว่าบวชตาม.
               ก็ในบรรพชิตทั้งหลาย บรรพชิตที่บวชตามพระมหากัสสปเถระอย่างนี้ คราวแรกได้มีประมาณแสนรูป. และที่บวชตามพระจันทคุตตเถระผู้เป็นสัทธิวิหาริกของพระเถระนั้น ก็มีประมาณเท่านั้นเหมือนกัน. พระสุริยคุตตเถระผู้เป็นสัทธิวิหาริกของพระจันทคุตตเถระนั้นก็ดี พระอัสสคุตตเถระผู้เป็นสัทธิวิหาริกของพระสุริยคุตตเถระนั้นก็ดี พระโยนกธรรมรักขิตเถระผู้เป็นสัทธิวิหาริกของพระอัสสคุตตเถระนั้นก็ดี ก็ได้มีประมาณเท่านั้นเหมือนกัน. ส่วนพระอนุชาของพระเจ้าอโศกผู้เป็นสัทธิวิหาริกของพระโยนกธรรมรักขิตเถระ ชื่อว่าติสสเถระ บรรพชิตบวชตามพระติสสเถระนั้นนับได้สองโกฏิครึ่ง. พวกบวชตามพระมหินทเถระกำหนดนับไม่ได้. เมื่อคนบวชด้วยความเลื่อมใสในพระศาสดาในเกาะลังกาจนถึงวันนี้ ก็ชื่อว่าบวชตามพระมหินทเถระเหมือนกัน.
               บทว่า ตํ ธมฺมํ ได้แก่ ซึ่งธรรมคือโอวาทานุสาสนีของท่านเหล่านั้น.
               บทว่า อนุสฺสรติ แปลว่า ย่อมระลึก. บทว่า อนุวิตกฺเกติ ได้แก่ ทำให้วิตกนำไป.
               บทว่า อารทฺโธ โหติ ได้แก่ บริบูรณ์.
               คำเป็นต้นว่า ปวิจินติ ทั้งหมดท่านกล่าวด้วยอำนาจการเที่ยวไปด้วยญาณในธรรมนั้น.
               อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ปวิจินติ ได้แก่ เลือกเฟ้นลักษณะแห่งธรรมเหล่านั้นๆ.
               บทว่า ปวิจรติ ได้แก่ ยังญาณให้เที่ยวไปในธรรมนั้น.
               บทว่า ปริวีมํสมาปชฺชติ ได้แก่ ย่อมถึงความพิจารณา ตรวจดู ค้นคว้า.
               บทว่า สตฺต ผลานิ สตฺตานิสํสา นั้น โดยใจความเป็นอย่างเดียวกัน.
               บทว่า ทิฏฺเฐว ธมฺเม ปฏิจฺจ อญฺญํ อาราเธติ ได้แก่ เมื่อบรรลุอรหัตผล ก็ได้บรรลุในอัตภาพนี้แล. และย่อมบรรลุอรหัตผลนั้นแลก่อน. อธิบายว่า เมื่อบรรลุไม่ได้ ก็จะบรรลุในมรณกาล.
               บทว่า อถ มรณกาเล ได้แก่ ย่อมบรรลุอรหัตผลในเวลาใกล้จะตาย.
               บทว่า อนฺตราปรินิพฺพายี ความว่า อันตราปรินิพพานยีใด อายุยังไม่ถึงกลางคน ปรินิพพานเสียก่อน.
               อันตราปรินิพพายีนั้นมีสามอย่าง คือ ผู้หนึ่งเกิดในชั้นอวิหามีอายุพันกัป จะบรรลุพระอรหัตผล ครั้งแรกในวันที่ตนเกิดนั่นเอง. ถ้าไม่บรรลุในวันที่ตนเกิดก็จะบรรลุในที่สุดแห่งร้อยกัปต้น นี้เป็นอันตราปรินิพพายีที่หนึ่ง อีกหนึ่ง เมื่อไม่อาจอย่างนี้จะบรรลุในที่สุดแห่งสองร้อยกัป นี้เป็นอันตราปรินิพพายีที่สอง. อีกหนึ่ง เมื่อไม่อาจอย่างนี้จะบรรลุในที่สุดแห่งสี่ร้อยกัป นี้เป็นอันตราปรินิพพายีที่สาม.
               ก็พ้นร้อยกัปที่ห้าบรรลุอรหัตผล ชื่อว่าอุปหัจจปรินิพพายี.
               แม้ในชั้นอตัปปา ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ก็เขาเกิดในที่แห่งใดแห่งหนึ่ง บรรลุอรหัตผลแล้ว ด้วยการประกอบร่วมกันมีปัจจัยปรุงแต่ง ชื่อว่าสสังขารปรินิพพายี. บรรลุอรหัตผลแล้ว ด้วยการไม่ประกอบทั้งไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง ชื่อว่าอสังขารปรินิพพายี. ผู้เกิดแม้ในชั้นอวิหาเป็นต้น ดำรงอยู่ในชั้นนั้นตลอดอายุแล้ว เกิดในชั้นสูงๆ ขึ้นไปถึงอกนิฏฐพรหม ชื่อว่าอุทธังโสโตอกนิฏฐคามี.
               ส่วนอนาคามี ๔๘ ควรกล่าวไว้ในที่นี้ด้วย
               ก็ในชั้นอวิหา อันตราปรินิพพายีมีสาม อุปหัจจปรินิพพายีมีหนึ่ง อุทธังโสโตอกนิฏฐคามีหนึ่ง รวมเป็น ๕ อสังขารปรินิพพายีเหล่านั้น ๕ สสังขารปรินิพพายี ๕ รวมเป็น ๑๐.
               ในชั้นอตัปปาเป็นต้นก็อย่างนั้น.
               ส่วนในชั้นอกนิฏฐพรหม ไม่มีอุทธังโสโต. เพราะฉะนั้น ในชั้นอกนิฏฐพรหมนั้น มีสสังขารปรินิพพายี ๔ มีอสังขารปรินิพพายี ๔ รวมเป็น ๘ รวมอนาคามีได้ ๔๘ ด้วยประการฉะนี้
               บรรดาอนาคามีเหล่านั้น อุทธังโสโตอกนิฏฐคามีย่อมเป็นผู้ใหญ่กว่าเขาทั้งหมด และเป็นผู้น้อยกว่าเขาทั้งหมด.
               ถามว่า อย่างไร.
               ตอบว่า ก็เขาชื่อว่าผู้ใหญ่กว่าอนาคามีทั้งปวงด้วยอายุ. เพราะมีอายุหนึ่งหมื่นหกพันกัป. ชื่อว่าผู้น้อยกว่าอนาคามีทั้งปวง เพราะบรรลุอรหัตผลภายหลังกว่าเขาทั้งหมด.
               ในสูตรนี้ ท่านกล่าวโพชฌงค์อันเป็นบุพภาควิปัสสนาแห่งอรหัตมรรค ซึ่งมีลักษณะต่างๆ อันเป็นไปในขณะแห่งจิตดวงหนึ่ง ไม่ก่อนไม่หลัง.

               จบอรรถกถาสีลสูตรที่ ๓               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค โพชฌงคสังยุตต์ ปัพพตวรรคที่ ๑ ๓. สีลสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 19 / 1อ่านอรรถกถา 19 / 357อรรถกถา เล่มที่ 19 ข้อ 373อ่านอรรถกถา 19 / 383อ่านอรรถกถา 19 / 1786
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=19&A=2228&Z=2285
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๐  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com