ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เทวทูตวรรคที่ ๔
๔. นิทานสูตร

               อรรถกถานิทานสูตรที่ ๔               
               พึงทราบวินิจฉัยในนิทานสูตรที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า นิทานานิ ได้แก่ เหตุทั้งหลาย.
               บทว่า กมมานํ ได้แก่ กรรมที่ให้สัตว์ถึงวัฏฏะ.
               บทว่า โลโภ นิทานํ กมฺมานํ สมุทยาย ความว่า ความโลภที่มีความอยากได้และความละโมบ เป็นสภาพ เป็นต้นเหตุ คือเป็นเหตุ. อธิบายว่า เป็นปัจจัย เพื่อการเกิดขึ้นแห่งกรรมที่ทำให้ถึงวัฏฏะ คือทำการประมวลกรรม ที่จะให้ถึงวัฏฏะมา. โทสะที่มีความดุร้ายและความประทุษร้ายเป็นสภาพ ชื่อว่าโทสะ. โมหะที่มีความหลงและความงมงายเป็นสภาพ ชื่อว่าโมหะ.
               บทว่า โลภปกตํ แปลว่า กรรมที่บุคคลทำแล้วด้วยโลภจิต. อธิบายว่า ได้แก่ กรรมที่บุคคลผู้ถูกความโลภครอบงำ เกิดละโมบแล้วทำ. กรรม ชื่อว่า โลภชํ เพราะเกิดจากความโลภ. กรรม ชื่อว่า โลภนิทานํ เพราะมีความโลภเป็นต้นเหตุ. กรรม ชื่อว่า โลภสมุทยํ เพราะมีความโลภเป็นสมุทัย. ปัจจัย ชื่อว่า สมุทัย อธิบายว่า มีโลภะเป็นปัจจัย.
               บทว่า ยตฺถสฺส อตฺตภาโว นิพฺพตฺตติ ความว่า ในที่ใดอัตภาพของบุคคลนั้น ผู้มีกรรมเกิดแต่ความโลภเกิดขึ้น คือขันธ์ทั้งหลายย่อมปรากฏขึ้น.
               บทว่า ตตฺถ ตํ กมมํ วิปจฺจติ ความว่า กรรมนั้นย่อมเผล็ดผลในขันธ์ทั้งหลายเหล่านั้น.
               บทว่า ทิฏฺเฐ วา ธมฺเม เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้เพื่อทรงแสดงถึงประเภทกรรมนั้น เพราะกรรมนั้นเป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรม (ให้ผลในชาตินี้) ก็มี เป็นอุปปัชชเวทนียกรรม (ให้ผลในชาติหน้า) ก็มี หรือเป็น อปรปริยายเวทนียกรรม (ให้ผลในภพต่อๆ ไป) ก็มี.
               แม้ในบททั้งสองที่เหลือ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
               บทว่า อขณฺฑานิ แปลว่า ไม่ถูกทำลาย.
               บทว่า อปูตีนิ ความว่า ไม่ถึงความเป็นของไม่ใช่พืชพันธ์ เพราะเสีย.
               บทว่า อวาตาตปหตานิ ความว่า ทั้งไม่ถูกลมโกรกและแดดเผา.
               บทว่า สาราทานิ ความว่า มีสาระที่ถือเอาได้ คือมีสาระ ไม่ใช่ไม่มีสาระ.
               บทว่า สุขสยิตานิ ความว่า อยู่อย่างปลอดภัย เพราะเก็บไว้ดี.
               บทว่า สุกฺเขตเต ได้แก่ ในนาเตียน.
               บทว่า สุปริกมฺมกตาย ภูมิยา ได้แก่ พื้นที่นาที่บริกรรมแล้วด้วยดี ด้วยการไถด้วยไถและด้วยคราด.
               บทว่า นิกฺขิตฺตานิ ได้แก่ ปลูกไว้แล้ว.
               บทว่า อนุปฺปเวจฺเฉยฺย ได้แก่ ตกเนืองๆ.
               ในบทว่า วุฑฒึ เป็นต้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
               ชื่อว่าเจริญ เพราะสูงขึ้นไป. ชื่อว่างอกงาม เพราะมีรากยึดมั่นอยู่เบื้องล่าง. ชื่อว่าไพบูลย์ เพราะขยายออกไปโดยรอบ.
               ก็ในสูตรนี้ คำใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้มีอาทิว่า ทิฏเฐ วา ธมฺเม เพื่อไม่ให้ฟั่นเฟือนในคำนั้น ในที่นี้ควรกล่าวจำแนกกรรม (ออกไป). อธิบายว่า โดยปริยายแห่งพระสูตร พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำแนกกรรมไว้ ๑๑ อย่าง คือ ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม ๑ อุปปัชชเวทนียกรรม ๑ อปรปริยายเวทนียกรรม ๑ ครุกกรรม ๑ พหุลกรรม ๑ ยทาสันนกรรม ๑ กฏัตตาวาปนกรรม ๑ ชนกกรรม ๑ อุปัตถัมภกรรม ๑ อุปปีฬกกรรม ๑ อุปฆาตกกรรม ๑.

               อธิบายทิฎฐธรรมเวทนียกรรม               
               บรรดากรรม ๑๑ อย่างนั้น ในบรรดา (ชวนะ) จิต ๗ ชวนะ ชวนเจตนาดวงแรกที่เป็นกุศลหรืออกุศล ในชวนวิถีแรก ชื่อว่าทิฎฐธรรมเวทนียกรรม.
               ทิฎฐกรรมเวทนียกรรมนั้น ให้วิบากในอัตภาพนี้เท่านั้นที่เป็นกุศล อำนวยวิบากในอัตภาพนี้ เหมือนกรรมของกากวฬิยเศรษฐีและปุณณกเศรษฐีเป็นต้น ส่วนที่เป็นอกุศล (อำนวยผลในอัตภาพนี้) เหมือนกรรมของนันทยักษ์ นันทมาณพ นันทโคฆาต ภิกษุโกกาลิกะ พระเจ้าสุปปพุทธะ พระเทวทัตและนางจิญจมาณวิกาเป็นต้น แต่เมื่อไม่สามารถให้ผลอย่างนั้น จะเป็นอโหสิกรรมไป คือถือความเป็นกรรมที่ไม่มีผล กรรมนั้นพึงสาธกด้วยข้อเปรียบกับพรานเนื้อ.

               อุปมาด้วยนายพรานเนื้อ               
               เปรียบเหมือนลูกศรที่นายพรานเนื้อ เห็นเนื้อแล้วโก่งธนูยิงไป ถ้าไม่พลาดก็จะทำให้เนื้อนั้นล้มลงในที่นั้นเอง.
               ลำดับนั้น นายพรานเนื้อก็จะถลกหนังเนื้อนั้นออก เฉือนให้เป็นชิ้นน้อยชิ้นใหญ่ ถือเอาเนื้อไปเลี้ยงลูกเมีย แต่ถ้าพลาด เนื้อจะหนีไป ไม่หันกลับมาดูทิศนั้นอีกฉันใด ข้ออุปไมยนี้ก็พึงทราบฉันนั้น. อธิบายว่า การกลับได้วาระแห่งวิบากของทิฎฐกรรมเวทนียกรรม เหมือนกับลูกศรที่ยิงถูกเนื้อโดยไม่พลาด การกลับกลายเป็นกรรมที่ไม่มีผล เหมือนลูกศรที่ยิงพลาดฉะนั้นฉะนี้แล.

               อธิบายอุปปัชชเวทนียกรรม               
               ส่วนชวนเจตนาดวงที่ ๗ ที่ยังประโยชน์ให้สำเร็จ ชื่อว่าอุปปัชชเวทนียกรรม. อุปปัชชเวทนีกรรมนั้นอำนวยผลในอัตภาพต่อไป แต่ในบรรดากุศลอกุศลทั้งสองฝ่ายนี้ อุปปัชชเวทนียกรรมในฝ่ายที่เป็นกุศล พึงทราบด้วยสามารถแห่งสมาบัติ ๘. ในฝ่ายที่เป็นอกุศล พึงทราบด้วยสามารถแห่งอนันตริยกรรม ๕.
               บรรดากรรมทั้งสองฝ่ายนั้น ผู้ที่ได้สมาบัติ ๘ จะเกิดในพรหมโลกด้วยสมาบัติอย่างหนึ่ง. ฝ่ายผู้กระทำอนันตริยกรรม ๕ จะบังเกิดในนรกด้วยกรรมอย่างหนึ่ง. สมาบัติที่เหลือและกรรม (ที่เหลือ) จะถึงความเป็นอโหสิกรรมไปหมด คือเป็นกรรมที่ไม่มีวิบาก. แม้ความข้อนี้พึงทราบตามข้อเปรียบเทียบข้อแรกเทอญ.

               อธิบายอปรปริยายเวทนียกรรม               
               ก็ชวนเจตนา ๕ ดวงที่เกิดขึ้นในระหว่างแห่งชวนะ ๒ ดวง (ชวนเจตนาดวงที่ ๑ และชวนเจตนาดวงที่ ๗) ชื่อว่าอปรปริยายเวทนียกรรม. อปรปริยายเวทนียกรรมนั้นได้โอกาสเมื่อใดในอนาคตกาล เมื่อนั้นจะให้ผล เมื่อความเป็นไปแห่งสังสารวัฎฎะยังมีอยู่ กรรมนั้นจะชื่อว่าเป็นอโนสิกรรม ย่อมไม่มี. กรรมทั้งหมดนั้นควรแสดงด้วย (เรื่อง) พรานสุนัข.
               เปรียบเหมือนสุนัขที่นายพรานเนื้อปล่อยไป เพราะเห็นเนื้อ จึงวิ่งตามเนื้อไป ทันเข้าในที่ใดก็จะกัดเอาในที่นั้นแหละฉันใด กรรมนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ได้โอกาสในที่ใดก็จะอำนวยผลในที่นั้นทันที. ขึ้นชื่อว่าสัตว์จะรอดพ้นไปจากกรรมนั้น เป็นไม่มี.

               อธิบายครุกกรรม               
               ส่วนในบรรดากรรมหนักและกรรมไม่หนัก ทั้งที่เป็นกุศลและอกุศล กรรมใดหนัก กรรมนั้นชื่อว่าครุกกรรม. ครุกกรรมนี้นั้น ในฝ่ายกุศลพึงทราบว่าได้แก่มหัคคตกรรม. ในฝ่ายอกุศลพึงทราบว่า ได้แก่ อนันตริยกรรม ๕. เมื่อครุกรรมนั้นมีอยู่ กุศลกรรมหรือกุศลกรรมที่เหลือจะไม่สามารถให้ผลได้. ครุกรรมแม้ทั้งสองอย่างนั้นแหละจะให้ปฏิสนธิ.
               อุปมาเสมือนหนึ่งว่า ก้อนกรวดหรือก้อนเหล็ก แม้ประมาณเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดที่โยนลงห้วงน้ำ ย่อมไม่สามารถจะลอยขึ้นเหนือน้ำได้ จะจมลงใต้น้ำอย่างเดียวฉันใด ในกุศลกรรมก็ดี อกุศลกรรมก็ดี ก็ฉันนั้นเหมือนกัน กรรมฝ่ายใดหนัก เขาจะถือเอากรรมฝ่ายนั้นแหละไป.

               อธิบายพหุลกรรม               
               ส่วนในกุศลกรรมและอกุศลกรรมทั้งหลาย กรรมใดมาก กรรมนั้นชื่อว่าพหุลกรรม. พหุลกรรมนั้น พึงทราบด้วยอำนาจอาเสวนะที่ได้แล้วตลอดกาลนาน. อีกอย่างหนึ่ง ในฝ่ายกุศลกรรม กรรมใดที่มีกำลังสร้างโสมนัสให้ในฝ่ายอกุศลกรรม สร้างความเดือดร้อนให้ กรรมนั้นชื่อว่าพหุลกรรม.
               อุปมาเสมือนหนึ่งว่า เมื่อนักมวยปล้ำ ๒ คนขึ้นเวที คนใดมีกำลังมาก คนนั้นจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งล้ม (แพ้) ไปฉันใด พหุลกรรมนี้นั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน จะทับถมกรรมพวกนี้ที่มีกำลังน้อย (ชนะ) ไป. กรรมใดมากโดยการเสพจนคุ้นหรือมีกำลังโดยอำนาจทำให้เดือนร้อนมาก กรรมนั้นจะให้ผล เหมือนกรรมของพระเจ้าทุฏฐคามณีอภัยฉะนั้น.

               เรื่องพระเจ้าทุฎฐคามณีอภัย               
               เล่ากันมาว่า พระเจ้าทุฎฐคามณีอภัยนั้นรบพ่ายแพ้ในจูฬังคณิยยุทธ์ ทรงควบม้าหนีไป. มหาดเล็กชื่อว่าติสสอมาตย์ ของพระองค์๑- ตามเสด็จไปได้คนเดียวเท่านั้น.
____________________________
๑- ปาฐะว่า ตตฺถ ฉบับพม่าเป็น ตสฺส แปลตามฉบับพม่า.

               ท้าวเธอเสด็จเข้าสู่ดงแห่งหนึ่ง ประทับนั่งแล้ว เมื่อถูกความหิวเบียดเบียน จึงรับสั่งว่า พี่ติสสะ เราสองคนหิวเหลือเกิน จะทำอย่างไร? มีอาหารพระเจ้าข้า ข้าพระองค์ได้นำพระกระยาหารใส่ขันทองใบหนึ่ง ซ่อนไว้ในระหว่างผ้าสาฎกมาด้วยพระเจ้าข้า. ถ้าอย่างนั้น จงนำมา. เขาจึงนำพระกระยาหารออกมาวางตรงพระพักตร์พระราชา. ท้าวเธอทรงเห็นแล้วตรัสสั่งว่า จงแบ่งออกเป็น ๔ ส่วน ซิพ่อคุณ. เขาทูลถามว่า พวกเรามี ๓ คน เหตุไฉน พระองค์จึงให้จัดเป็น ๔ ส่วน. พี่ติสสะ เวลาที่เรานึกถึงตัว เราไม่เคยบริโภคอาหารที่ยังไม่ได้ถวายแก่พระผู้เป็นเจ้าก่อนเลย ถึงวันนี้ เราก็จักไม่ยอมบริโภค โดยยังไม่ได้ถวายอาหารแก่พระผู้เป็นเจ้า. เขาจึงจัดแบ่งอาหารออกเป็น ๔ ส่วน. พระราชาทรงรับสั่งว่า ท่านจงประกาศเวลา. ในป่าร้าง เราจักได้พระคุณเจ้าที่ไหน พระเจ้าข้า. ข้อนี้ไม่ใช่หน้าที่ของท่าน ถ้าศรัทธาของเรายังมี เราจักได้พระคุณเจ้าเอง ท่านจงวางใจแล้วประกาศเวลาเถิด. เขาจึงประกาศถึง ๓ ครั้งว่า ได้เวลาอาหารแล้ว ขอรับพระคุณเจ้า ได้เวลาอาหารแล้ว ขอรับพระคุณเจ้า.
               ลำดับนั้น พระโพธิยมาลกมหาติสสเถระได้ยินเสียงนั้นด้วยทิพยโสตธาตุ รำพึงว่า เสียงนี้ที่ไหน? จึงรู้ว่า วันนี้พระเจ้าทุฎฐคามณีอภัยแพ้สงคราม เสด็จเข้าสู่ดงดิบ ประทับนั่งแล้วให้แบ่งข้าวขันเดียวออกเป็น ๔ ส่วน ทรงรำพึงว่า เราจักบริโภคเพียงส่วนเดียว จึงให้ประกาศเวลา (ภัตร) คิดว่า วันนี้ เราควรทำการสงเคราะห์พระราชา แล้วมาโดยมโนคติ ได้ยืนอยู่ตรงพระพักตร์พระราชา.
               พระราชาทอดพระเนตรเห็นแล้ว ทรงมีพระทัยเลื่อมใส รับสั่งว่า เห็นไหมเล่า พี่ติสสะ ดังนี้ ไหว้พระเถระแล้วตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงให้บาตร. พระเถระนำบาตรออกแล้ว พระราชาทรงเทอาหารส่วนของพระเถระ พร้อมกับส่วนของพระองค์ลงในบาตรแล้วตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขึ้นชื่อว่าความลำบากด้วยอาหาร จงอย่ามีในกาลไหนๆ ทรงไหว้แล้วประทับยืนอยู่.
               ฝ่ายติสสอมาตย์คิดว่า เมื่อพระลูกเจ้าของเราทอดพระเนตรอยู่ เราจักไม่สามารถบริโภคได้ จึงได้เทส่วนของตนลงไปในบาตรพระเถระเหมือนกัน. ถึงม้าก็คิดว่า ถึงเราก็ควรถวายส่วนของเราแก่พระเถระ. พระราชาทอดพระเนตรดูม้าแล้วทรงทราบว่า ถึงม้านี้ก็ประสงค์จะใส่ส่วนของตนลงในบาตรของพระเถระเหมือนกัน จึงได้เทส่วนแม้นั้นลงในบาตรนั้นเหมือนกัน ไหว้แล้วส่งพระเถระไป. พระเถระถือเอาภัตรนั้นไปแล้วได้ถวายแด่ภิกษุสงฆ์ ตั้งแต่ต้น โดยแบ่งปั้นเป็นคำๆ.
               แม้พระราชาทรงพระดำริว่า พวกเราหิวเหลือเกินแล้ว จะพึงเป็นการดีมาก ถ้าหากพระเถระจะส่งอาหารที่เหลือมาให้. พระเถระรู้พระราชดำริของพระราชาแล้ว จึงทำภัตรที่เหลือให้พอเพียงแก่คนเหล่านั้น จะดำรงชีวิตอยู่ได้ จึงโยนบาตรไปในอากาศ. บาตรมาวางอยู่ที่พระหัตถ์ของพระราชาแล้ว. แม้อาหารก็พอที่คนทั้ง ๓ จะดำรงชีพอยู่ได้.
               ลำดับนั้น พระราชาทรงล้างบาตรแล้ว ทรงดำริว่าเราจักไม่ส่งบาตรเปล่าไป จึงทรงเปลื้องพระภูษาชุบน้ำแล้ววางผ้าไว้ในบาตร ทรงอธิษฐานว่า ขอบาตรจงประดิษฐานอยู่ในมือแห่งพระผู้เป็นเจ้าของเรา แล้วทรงโยนบาตรไปในอากาศ. บาตรไปประดิษฐานอยู่ในมือของพระเถระแล้ว.
               ในเวลาต่อมา เมื่อพระราชาให้ทรงสร้างมหาเจดีย์สูง ๑๒๐ ศอกบรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนที่ ๘ แห่งพระตถาคตเจ้าไว้ เมื่อพระเจดีย์ยังไม่ทันเสร็จ ก็ได้เวลาใกล้สวรรคต. ลำดับนั้น เมื่อพระภิกษุสงฆ์สาธยายโดยนิกายทั้ง ๕ ถวายพระองค์ผู้บรรทมอยู่ข้างด้านทิศใต้แห่งมหาเจดีย์ รถ ๖ คันจากเทวโลก ๖ ชั้นจอดเรียงรายอยู่ในอากาศ เบื้องพระพักตร์ของพระราชา. พระราชาทรงรับสั่งว่า ท่านทั้งหลายจงนำสมุดบันทึกการทำบุญมา แล้วรับสั่งให้อ่านสมุดนั้นมาแต่ต้น. ครั้นไม่มีกรรมอะไรที่จะให้พระองค์ประทับพระทัยจึงตรัสสั่งว่า จงอ่านต่อไปอีก.
               คนอ่านอ่านต่อไปว่า ข้าแต่สมมติเทพ๒- พระองค์ผู้ปราชัยในจุลลังคณิยยุทธสงคราม เสด็จเข้าดง ประทับนั่งถวายภิกษาแก่ท่านพระโพธิมาลกมหาติสสเถระ โดยทรงแบ่งพระกระยาหารขันเดียวออกเป็น ๔ ส่วน.
____________________________
๒- ปาฐะว่า ตเทว ฉบับพม่าเป็น เต เทว แปลตามฉบับพม่า.

               พระราชารับสั่งให้หยุดอ่านแล้วซักถามภิกษุสงฆ์ว่า พระคุณเจ้าข้า เทวโลกชั้นไหนเป็นรมณียสถาน. ภิกษุสงฆ์ถวายพระพรว่า ขอถวายพระพร มหาบพิตร ดุสิตพิภพเป็นที่ประทับของพระโพธิสัตว์ทุกพระองค์. พระราชาสวรรคตแล้ว ประทับนั่งบนราชรถที่มาแล้วจากดุสิตพิภพนั่นแหละได้เสด็จถึงดุสิตพิภพแล้ว.
               นี้เป็นเรื่อง (แสดงให้เห็น) ในการให้วิบากของกรรมที่มีกำลัง.

               อธิบายยทาสันนกรรม               
               ส่วนในบรรดากุศลกรรมและอกุศลกรรมทั้งหลาย กรรมใดสามารถเพื่อจะให้ระลึกถึงในเวลาใกล้ตาย กรรมนั้น ชื่อว่ายทาสันนกรรม.๑-
____________________________
๑- คำว่า ยทาสันนกรรม ก็คืออาสันนกรรม

               ยทาสันนกรรมนั่นแหละ เมื่อกุศลกรรมและอกุศลกรรมเหล่านั้น ถึงจะมีอยู่ก็ให้ผล (ก่อน) เพราะอยู่ใกล้มรณกาล เหมือนเมื่อเปิดประตูคอกที่มีฝูงโคเต็มคอก บรรดาโคฝึกและโคมีกำลัง ถึงจะอยู่ในส่วนอื่นๆ (ไกลปากคอก) โคตัวใดอยู่ใกล้ประตูคอก โดยที่สุดจะเป็นโคแก่ ถอยกำลังก็ตาม โคตัวนั้นก็ย่อมออกได้ก่อนอยู่นั่นเองฉะนั้น.
               ในข้อนั้น มีเรื่องดังต่อไปนี้เป็นตัวอย่าง

               เรื่องคนเฝ้าประตูชาวทมิฬ               
               เล่ากันมาว่า ในบ้านมธุอังคณะ มีนายประตูชาวทมิฬคนหนึ่งถือเอาเบ็ดไปแต่เช้า ตกปลาได้แล้วแบ่งออกเป็น ๓ ส่วน ส่วนหนึ่งเอาแลกข้าวสาร ส่วนหนึ่งแลกนม ส่วนหนึ่งต้มแกงกิน. โดยทำนองนี้ เขาทำปาณาติบาตอยู่ถึง ๕๐ ปี ต่อมาแก่ตัวลง ล้มหมอนนอนเสื่อ.
               ในขณะนั้น พระจุลลปิณฑปาติกติสสเถระชาวคิรีวิหาร รำพึงว่า คนผู้นี้ เมื่อเรายังเห็นอยู่อย่างพินาศเสียเลย แล้วไปยืนอยู่ที่ประตูเรือนของเขา. ขณะนั้น ภริยาของเขาจึงบอกว่า นี่! พระเถระมาโปรดแล้ว เขาตอบว่า ตลอดเวลา ๕๐ ปี เราไม่เคยไปสำนักของพระเถระเลย ด้วยคุณความดีอะไรของเรา ท่านจึงต้องมา เธอจงไปนิมนต์ให้ท่านไปเสียเถิด.
               นางบอกพระเถระว่า นิมนต์ไปโปรดสัตว์ข้างหน้าเถิด เจ้าข้า.
               พระเถระถามว่า อุบาสกมีพฤติการทางร่างกายอย่างไร.
               นางตอบว่า อ่อนแรงแล้ว เจ้าข้า.
               พระเถระเข้าไปยังเรือนให้สติ แล้วกล่าวว่า โยมรับศีล (ไหม). เขาตอบว่า รับ ขอรับพระคุณเจ้า นิมนต์ให้ศีลเถิด. พระเถระให้สรณะ ๓ แล้ว เริ่มจะให้ศีล ๕. ในขณะที่อุบาสกนั้นว่า ปญฺจ สีลานิ นั่นแหละ ลิ้นแข็งเสียแล้ว. พระเถระคิดว่าเท่านี้ก็พอควร แล้วออกไป. ส่วนเขาตายแล้วไปเกิดในภพจาตุมหาราชิกะ.
               ก็ในขณะที่เขาเกิดนั้นแหละ รำลึกว่า เราทำกรรมอะไรหนอจึงได้สมบัตินี้ รู้ว่าได้เพราะอาศัยพระเถระ จึงมาจากเทวโลก ไหว้พระเถระแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง เมื่อพระเถระถามว่า นั่นใคร. ตอบว่า กระผม (คือ) คนเฝ้าประตูชาวทมิฬครับ พระคุณเจ้า. พระเถระถามว่า ท่านไปเกิดที่ไหน. ตอบว่า ผมเกิดที่ชั้นจาตุมหาราชิกภพ ครับพระคุณเจ้า ถ้าหากพระคุณเจ้าได้ให้ศีล ๕ แล้วไซร้ ผมคงได้เกิดในชั้นสูงขึ้นไป ผมจักทำอย่างไร. พระเถระตอบว่า ดูก่อน (เทพ) บุตร ท่านไม่สามารถจะรับเอาได้เอง. เทพบุตรไหว้พระเถระแล้ว กลับไปยังเทวโลก.
               นี้เป็นเรื่อง (ตัวอย่าง) ในกุศลกรรมก่อน.

               เรื่องมหาวาตกาลอุบาสก               
               ก็ในระหว่างแม่น้ำคงคา ได้อุบาสกชื่อว่ามหาวาตกาละ. เขาสาธยายอาการ ๓๒ เพื่อมุ่งโสดาปัตติมรรคถึง ๓๐ ปี ถึงทิฎฐิวิปลาสว่า เราสาธยายอาการ ๓๒ อยู่อย่างนี้ก็ไม่อาจให้เกิดแม้เพียงโอกาสได้ ชะรอยพระพุทธศาสนาจักไม่เป็นศาสนาเครื่องนำสัตว์ออกจากภพ (เป็นแน่) กระทำกาลกิริยาแล้วได้ไปเกิดเป็นลูกจระเข้ยาว ๙ อุสภะที่แม่น้ำมหาคงคา. คราวหนึ่ง เกวียนบรรทุกเสาหิน ๖๐ เล่มเดินทางไปตามท่ากัจฉปะ. จระเข้นั้นฮุบกินทั้งโคทั้งหินเหล่านั้น จนหมดสิ้น.
               นี้เป็นเรื่อง (ตัวอย่าง) ในอกุศลกรรม.

               อธิบายกฎัตตาวาปนกรรม               
               ส่วนกรรมนอกเหนือจากกรรม ๓ ดังกล่าวมาแล้วนี้ ทำไปโดยไม่รู้ ชื่อว่ากฏัตตาวาปนกรรม กฏัตตาวาปนกรรมนั้นอำนวยวิบากได้ในกาลบางครั้ง เพราะไม่มีกรรม ๓ อย่างเหล่านั้น เหมือนท่อนไม้๑- ที่คนบ้าขว้างไป จะตกไปในที่ๆ ไม่มีจุดหมายฉะนั้น.
____________________________
๑- ปาฐะว่า ขิตฺตํ กณฺฑํ ฉบับพม่าเป็น ขิตตทณฺฑํ แปลตามฉบับพม่า.

               อธิบายชนกกรรม               
               กรรมที่ให้เกิดปฏิสนธิอย่างเดียว ไม่ให้เกิดปวัตติกาล๑- กรรมอื่นย่อมให้เกิดวิบากในปวัตติกาล ชื่อว่าชนกกรรม. อุปมาเสมือนหนึ่งว่า มารดาให้กำเนิดอย่างเดียว ส่วนพี่เลี้ยงนางนมประคบประหงมฉันใด ชนกกรรมก็เช่นนั้นเหมือนกัน ให้เกิดปฏิสนธิเหมือนมารดา. (ส่วน) กรรมที่มาประจวบเข้าในปวัตติกาล๒- เหมือนพี่เลี้ยงนางนม.
____________________________
๑- ปาฐะว่า ปวตฺตํ ชเนติ ฉบับพม่าเป็น ปวตฺตึ น ชเนติ แปลตามฉบับพม่า.
๒- ปาฐะว่า ปวตฺเต ปวตฺติกํ ฉบับพม่าเป็น ปวตฺเต สปฺปตฺกมฺมํ แปลตามฉบับพม่า.

               อธิบายอุปัตถัมภกกรรม               
               ธรรมดาอุปัตถัมภกกรรมมีได้ทั้งในกุศล ทั้งในอกุศล เพราะว่า ลางคนกระทำกุศลกรรมแล้วเกิดในสุคติภพ เขาดำรงอยู่ในสุคติภพนั้นแล้วบำเพ็ญกุศลบ่อยๆ สนับสนุนกรรมนั้น ย่อมท่องเที่ยวไปในสุคติภพนั้นแหละตลอดเวลาหลายพันปี. ลางคนกระทำอกุศลกรรมแล้วเกิดในทุคติภพ เขาดำรงอยู่ในทุคตินั้น กระทำอกุศลกรรมบ่อยๆ สนับสนุนกรรมนั้นแล้ว จะท่องเที่ยวไปในทุคติภพนั้นแหละสิ้นเวลาหลายพันปี.
               อีกนัยหนึ่งควรทราบดังนี้ ทั้งกุศลกรรม ทั้งอกุศลกรรม ชื่อว่าเป็นชนกกรรม. ชนกกรรมนั้นให้เกิดวิบากขันธ์ทั้งที่เป็นรูปและอรูป ทั้งในปฏิสนธิกาล ทั้งในปวัตติกาล. ส่วนอุปัตถัมภกกรรม ไม่สามารถให้เกิดวิบากได้ แต่จะสนับสนุนสุขทุกข์ที่เกิดขึ้นในเพราะวิบากที่ให้เกิดปฏิสนธิที่กรรมอื่นให้ผลแล้ว ย่อมเป็นไปตลอดกาลนาน.
                                   

               อธิบายอุปปีฬกกรรม               
               กรรมที่เบียดเบียน บีบคั้นสุขทุกข์ที่เกิดขึ้นในเพราะวิบากที่ให้เกิดปฏิสนธิ กรรมอื่นให้ผลแล้ว จะไม่ให้ (สุขหรือทุกข์นั้น) เป็นไปตลอดกาลนาน ชื่อว่าอุปปีฬกกรรม.
               ในอุปปีฬกกรรมนั้น มีนัยดังต่อไปนี้.
               เมื่อกุศลกรรมกำลังให้ผล อกุศลกรรมจะเป็นอุปปีฬกกรรมไม่ให้ (โอกาส) กุศลกรรมนั้นให้ผล. แม้เมื่ออกุศลกรรมนั้นกำลังให้ผลอยู่ กุศลกรรมจะเป็นอุปปีฬกกรรมไม่ให้ (โอกาส) อกุศลกรรมนั้นให้ผล.
               ต้นไม้ กอไม้หรือเถาวัลย์ที่กำลังเจริญงอกงาม ใครคนใดคนหนึ่งเอาไม้มาทุบ หรือเอาศาสตรามาตัด เมื่อเป็นเช่นนั้น๑- ต้นไม้กอไม้หรือเถาวัลย์นั้นจะต้องไม่เจริญงอกงามขึ้นฉันใด กุศลกรรมก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อกำลังให้ผล (แต่ถูก) อกุศลกรรมเบียดเบียน หรือว่าอกุศลกรรมกำลังให้ผล (แต่ถูก) กุศลกรรมบีบคั้นจะไม่สามารถให้ผลได้.
____________________________
๑- ปาฐะว่า อถโข ฉบับพม่าเป็น อถ โส แปลตามฉบับพม่า.

               ในสองอย่างนั้น สำหรับนายสุนักขัตตะ อกุศลกรรม (ชื่อว่า) เบียดเบียนกุศลกรรม. สำหรับนายโจรฆาตกะ กุศลกรรม (ชื่อว่า) เบียดเบียนอกุศลกรรม.

               เรื่องเพชฌฆาตชื่อตาวกาฬกะ               
               เล่ากันว่า ในกรุงราชคฤห์ นายตาวกาฬกะกระทำโจรฆาตกรรม (ประหารชีวิตโจร) มาเป็นเวลา ๕๐ ปี. ลำดับนั้น ราชบุรุษทั้งหลายได้กราบทูลเขาต่อพระราชาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ นายตาวกาฬกะแก่แล้ว ไม่สามารถจะประหารชีวิตโจรได้. พระราชารับสั่งว่า ท่านทั้งหลายจงปลดเขาออกจากตำแหน่งนั้น. อำมาตย์ทั้งหลายปลดเขาออกแล้ว แต่งตั้งคนอื่นแทน.
               ฝ่ายนายตาวกาฬกะ ตลอดเวลาที่ทำงานนั้น (เป็นเพชฌฆาต) ไม่เคยนุ่งผ้าใหม่ ไม่ได้ทัดทรงของหอมและดอกไม้ ไม่ได้บริโภคข้าวปายาส ไม่ได้รักการอบอาบ. เขาคิดว่า เราอยู่โดยเพศของผู้เศร้าหมองมานานแล้ว จึงสั่งภรรยาให้หุงข้าวปายาส ให้นำเครื่องสัมภาระสำหรับอาบไปยังท่าน้ำ ดำเกล้าและนุ่งผ้าใหม่ ลูบไล้ของหอม ทัดดอกไม้ กำลังเดินมาบ้าน เห็นพระสารีบุตรเถระ ดีใจว่า เราจะได้พ้นจากกรรมที่เศร้าหมอง และได้พบพระผู้เป็นเจ้าของเราด้วย จึงนำพระเถระไปยังเรือน แล้วอังคาสด้วยข้าวปายาสที่ปรุงด้วยเนยใส เนยข้นและผงน้ำตาลกรวด.
               พระเถระได้อนุโมทนาทานของเขา.
               เขาได้ฟังอนุโมทนาแล้ว กลับได้อนุโลมิกขันติ ตามส่งพระเถระแล้วเดินกลับ ในระหว่างทางถูกโคแม่ลูกอ่อนขวิดให้ถึงความสิ้นชีวิต แล้วไปเกิดในดาวดึงสพิภพ.
               ภิกษุทั้งหลายกราบทูลถามพระตถาคตว่า พระพุทธเจ้าข้า วันนี้เอง นายโจรฆาตอันพระสารีบุตรเถระช่วยนำออกจากกรรมที่เศร้าหมอง ถึงแก่กรรมแล้วในวันนี้เหมือนกัน เขาเกิดในที่ไหนหนอ.
               พ. ในดาวดึงสพิภพ ภิกษุทั้งหลาย.
               ภิ. พระพุทธเจ้าข้า นายโจรฆาตฆ่าคนมาเป็นเวลานานและพระองค์ก็ตรัสสอนไว้อย่างนี้ บาปกรรมไม่มีผลหรืออย่างไรหนอ.
               พ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธออย่ากล่าวเช่นนั้น นายโจรฆาตได้กัลยาณมิตรผู้มีกำลังเป็นอุปนิสสยปัจจัย ถวายบิณฑบาตแก่พระธรรมเสนาบดี ฟังอนุโมทนากถาแล้ว กลับได้อนุโลมิกขันติ จึงได้บังเกิดในที่นั้น.
                         นายโจรฆาตได้ฟังคำเป็นสุภาษิตในเมืองแล้ว
                         ได้อนุโลมขันติบันเทิงใจ ไปเกิดในไตรเทพ.

               อธิบายอุปฆาตกกรรม               
               ส่วนอุปฆาตกกรรมที่เป็นกุศลบ้าง ที่เป็นอกุศลบ้าง มีอยู่เอง จะตัดรอนกรรมอื่นที่มีกำลังเพลากว่า ห้ามวิบากของกรรมนั้นไว้แล้วทำโอกาสแก่วิบากของตน. ก็เมื่อกรรมทำ (ให้) โอกาสอย่างนี้แล้ว กรรมนั้นเรียกว่าเผล็ดผลแล้ว. อุปฆาตกกรรมนี้นั่นแหละมีชื่อว่าอุปัจเฉทกกรรมบ้าง.

               อธิบายอุปัจเฉทกกรรม               
               ในอุปัจเฉทกกรรมนั้น มีนัยดังต่อไปนี้
               ในเวลาที่กุศลกรรมให้ผล อกุศลกรรมอย่างหนึ่งจะตั้งขึ้นตัดรอนกรรมนั้นให้ตกไป ถึงในเวลาที่อกุศลกรรมให้ผล กุศลกรรมอย่างหนึ่งก็จะตั้งขึ้น ตัดรอนกรรมนั้นแล้วให้ตกไป. นี้ชื่อว่าอุปัจเฉทกกรรม.
               บรรดาอุปัจเฉทกกรรมที่เป็นกุศลและอกุศลทั้งสองอย่างนั้น กรรมของพระเจ้าอชาตศัตรูได้เป็นกรรมที่ตัดรอนกุศล ส่วนกรรมของพระองคุลิมาลเถระได้เป็นกรรมตัดรอนอกุศล. ด้วยประการดังกล่าวมานี้ เป็นอันท่านจำแนกกรรม ๑๑ อย่างตามสุตตันติกปริยาย.

               กรรม ๑๖ อย่างตามแนวพระอภิธรรม               
               ส่วนพระอภิธรรมปริยาย ท่านจำแนกกรรมไว้ ๑๖ อย่าง คือ
                         กรรมสมาทานชั่ว ลางอย่าง ห้ามคติสมบัติ ยังไม่ให้ผล ๑
                         กรรมสมาทานชั่ว ลางอย่าง ห้ามอุปธิสมบัติ ยังไม่ให้ผล ๑
                         กรรมสมาทานชั่ว ลางอย่าง ห้ามกาลสมบัติ ยังไม่ให้ผล ๑
                         กรรมสมาทานชั่ว ลางอย่าง ห้ามปโยคสมบัติ ยังไม่ให้ผล ๑
                         กรรมสมาทานชั่ว ลางอย่าง อาศัยคติวิบัติ ให้ผล ๑
                         กรรมสมาทานชั่ว ลางอย่าง อาศัยอุปธิวิบัติ ให้ผล ๑
                         กรรมสมาทานชั่ว ลางอย่าง อาศัยกาลวิบัติ ให้ผล ๑
                         กรรมสมาทานชั่ว ลางอย่าง อาศัยปโยควิบัติ ให้ผล ๑
                         กรรมสมาทานดี ลางอย่าง ห้ามคติวิบัติ ยังไม่ให้ผล ๑
                         กรรมสมาทานดี ลางอย่าง ห้ามอุปธิวิบัติ ยังไม่ให้ผล ๑
                         กรรมสมาทานดี ลางอย่าง ห้ามกาลวิบัติ ยังไม่ให้ผล ๑
                         กรรมสมาทานดี ลางอย่าง ห้ามปโยควิบัติ ยังไม่ให้ผล ๑
                         กรรมสมาทานดี ลางอย่าง อาศัยคติสมบัติ ให้ผล ๑
                         กรรมสมาทานดี ลางอย่าง อาศัยอุปธิสมบัติ ให้ผล ๑
                         กรรมสมาทานดี ลางอย่าง อาศัยกาลสมบัติ ให้ผล ๑
                         กรรมสมาทานดี ลางอย่าง อาศัยปโยคสมบัติ ให้ผล ๑

               อธิบายกรรม ๑๖ อย่างตามแนวพระอภิธรรม               
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาปกานิ แปลว่า ลามก.
               บทว่า กมฺมสมาทานานิ ได้แก่ การยึดถือกรรม.
               คำว่า กมฺมสมาทานานิ นี้ เป็นชื่อของกรรมทั้งหลายที่บุคคลสมาทานถือเอาแล้ว.
               พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า คติสมฺปตฺตึ ปฎิพาฬฺหานิ น วิปจฺจนฺติ เป็นต้นดังต่อไปนี้
               เมื่อกรรมที่มีการเสวยอนิฏฐารมณ์เป็นกิจ ยังมีอยู่นั่นแหละ กรรมนั้นของสัตว์ผู้เกิดในสุคติภพ ชื่อว่าห้ามคติสมบัติไว้ ยังไม่ให้ผล. อธิบายว่า เป็นกรรมถูกคติสมบัติห้ามไว้ ยังไม่ให้ผล.
               ก็ผู้ใดเกิดในท้องของหญิงทาสี หรือหญิงกรรมกร เพราะบาปกรรม (แต่) เป็นผู้มีอุปธิสมบัติ ตั้งอยู่ในความสำเร็จ คือความงดงามแห่งอัตภาพ. ครั้นนายของเขาเห็นรูปสมบัติของเขาแล้ว เกิดความคิดว่า ผู้นี้ไม่สมควรทำงานที่ต่ำต้อย แต่งตั้งเขาไว้ในตำแหน่งภัณฑาคาริกเป็นต้น มอบสมบัติให้แล้วเลี้ยงดูอย่างลูกของตน. กรรมของคนเห็นปานนี้ ชื่อว่าห้ามอุปธิสมบัติ ให้ผลก็หามิได้.
               ส่วนผู้ใดเกิดในเวลาที่มีโภชนาหารหาได้ง่ายและมีรสอร่อยเช่นกับกาลของคนในปฐมกัป บาปกรรมของเขาถึงมีอยู่ จะชื่อว่า ห้ามกาลสมบัติ ให้ผลก็หามิได้.
               ส่วนผู้ใดอาศัยการประกอบโดยชอบ เลี้ยงชีพอยู่ แต่เข้าหาในเวลาที่ควรจะต้องเข้าหา ถอยกลับในเวลาที่ควรจะต้องถอยกลับ หนีในเวลาที่ควรจะต้องหนี ให้สินบนในเวลาที่ควรให้สินบน ทำโจรกรรมในเวลาที่ควรทำโจรกรรม บาปกรรมของคนเช่นนี้ ชื่อว่าห้ามปโยคสมบัติ ให้ผลก็หามิได้.
               ส่วนบาปกรรมของบุคคลผู้เกิดในทุคติภพ ชื่อว่าอาศัยคติวิบัติให้ ผลอยู่.
               ส่วนผู้ใดเกิดในท้องของหญิงทาสี หรือหญิงกรรมกร มีผิวพรรณไม่งดงาม รูปร่างไม่สวย ชวนให้เกิดสงสัยว่าเป็นยักษ์หรือเป็นมนุษย์ ถ้าเขาเป็นชาย คนทั้งหลายจะคิดว่า คนผู้นี้ไม่สมควรแก่งานอย่างอื่น แล้วจะให้เขาเลี้ยงช้าง เลี้ยงม้า เลี้ยงโค หรือให้หาหญ้าหาฟืน ให้เทกระโถน ถ้าเป็นหญิง คนทั้งหลายจะใช้ให้ต้มข้าวต้มถั่ว๑- ให้ช้างให้ม้าเป็นต้น ให้เทหยากเยื่อ หรือใช้ให้ทำงานที่น่ารังเกียจอย่างอื่น. บาปกรรมของผู้เห็นปานนี้ ชื่อว่าอาศัยอุปธิวิบัติให้ผล.
____________________________
๑- ปาฐะว่า ภตฺตมํสาทีนิ ฉบับพม่าเป็น ภตฺตมาสาทีนิ แปลตามฉบับพม่า.

               ส่วนผู้ใดเกิดในเวลาข้าวยากหมากแพง ในเวลาตระกูลเสื่อมสิ้นสมบัติ หรือในอันตรกัป บาปกรรมของผู้นั้น ชื่อว่าอาศัยกาลวิบัติให้ผล.
               ส่วนผู้ใดไม่รู้จักประกอบความเพียร ไม่รู้เพื่อจะเข้าไปหาในเวลาที่ควรเข้าไปหา ฯลฯ ไม่รู้เพื่อจะทำโจรกรรมในเวลาที่ควรทำโจรกรรม บาปกรรมของผู้นั้น ชื่อว่าอาศัยปโยควิบัติให้ผล.
               ส่วนผู้ใด เมื่อกรรมที่สมควรแก่การเสวยอิฎฐารมณ์เป็นกิจ ยังมีอยู่นั่นแลไปเกิดในทุคติภพ กรรมของเขานั้น ชื่อว่าห้ามคติวิบัติ ให้ผลก็หามิได้.
               ส่วนผู้ใดเกิดในพระราชวัง หรือในเรือนของราชมหาอำมาตย์เป็นต้นด้วยอนุภาพแห่งบุญกรรม เป็นคนบอด เป็นคนง่าย เป็นคนกระจอก หรือว่าเป็นคนเปลี้ย คนทั้งหลายไม่ยอมให้ตำแหน่งแก่เขา เพราะเห็นว่า เขาไม่เหมาะสมแก่ตำแหน่งอุปราชเสนาบดีและขุนคลังเป็นต้น บุญของเขาตามที่กล่าวมานี้ ชื่อว่าห้ามอุปธิวิบัติ ให้ผลก็หามิได้.
               ส่วนผู้ใดเกิดในหมู่มนุษย์ ในเวลาข้าวยากหมากแพง ในเวลาที่ (ตระกูล) เสื่อมสิ้นสมบัติแล้ว หรือในอันตรกัป กรรมดีของเขานั้น ชื่อว่าห้ามกาลวิบัติ ให้ผลก็หามิได้.
               ส่วนผู้ใดไม่รู้เพื่อจะยังความเพียรให้เกิดขึ้น ตามนัยที่ได้กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแหละ กรรมดีของเขานั้น ชื่อว่าห้ามปโยควิบัติ ให้ผลก็หามิได้.
               แต่กรรมของผู้เกิดในสุคติภพด้วยกัลยาณกรรมนั้น ชื่อว่าอาศัยคติสมบัติให้ผล. คนทั้งหลายเห็นอัตภาพของผู้ที่เกิดในราชตระกูล หรือตระกูลของราชมหาอำมาตย์เป็นต้นถึงอุปธิสมบัติ คือดำรงอยู่ในความเพรียบพร้อมแห่งอัตภาพ เช่นเดียวกับรัตนโดรณ (เสาระเนียดแก้ว) ที่เขาตั้งไว้ที่เทพนคร เห็นว่า คนผู้นี้เหมาะสมกับตำแหน่งอุปราช เสนาบดีหรือตำแหน่งขุนคลังเป็นต้น ถึงเขาจะยังหนุ่ม ก็ย่อมให้ตำแหน่งเหล่านั้น. กัลยาณธรรมของคนเห็นปานนี้ ชื่อว่าอาศัยอุปธิสมบัติให้ผล.
               ผู้ใดเกิดในปฐมกัปก็ดี ในเวลาที่ข้าวน้ำหาได้ง่ายก็ดี กัลยาณกรรมของเขา ชื่อว่าอาศัยกาลสมบัติให้ผล.
               ผู้ใดไม่รู้ เพื่อการประกอบความเพียร โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นและ กรรมของผู้นั้น ชื่อว่าอาศัยปโยคสมบัติให้ผล.
               ท่านจำแนกกรรม ๑๖ อย่างตามปริยายแห่งพระอภิธรรมด้วยประการดังพรรณนามาฉะนี้.

               กรรม ๑๒ อย่างตามแนวแห่งปฏิสัมภิทามรรค               
               โดยปริยายแห่งปฏิสัมภิทามรรค ท่านจำแนกกรรม ๑๒ อย่างไว้อีกอย่างหนึ่ง คือ
                         กรรมวิบากที่เป็นอโหสิกรรม ได้มีมาแล้ว ๑
                         กรรมวิบากที่เป็นอโหสิกรรม ไม่ได้มีมาแล้ว ๑
                         กรรมวิบากที่เป็นอโหสิกรรม ยังมีอยู่ ๑
                         กรรมวิบากที่เป็นอโหสิกรรม ไม่มีอยู่ ๑
                         กรรมวิบากที่เป็นอโหสิกรรม จักมีมา ๑
                         กรรมวิบากที่เป็นอโหสิกรรม จักไม่มีมา ๑
                         กรรมมีอยู่ กรรมวิบากก็มีอยู่ ๑
                         กรรมมีอยู่ แต่กรรมวิบากไม่มี ๑
                         กรรมมีอยู่ กรรมวิบากก็จักมีมา ๑
                         กรรมมีอยู่ แต่กรรมวิบากจักไม่มีมา ๑
                         กรรมก็จักมี กรรมวิบากก็จักมี ๑
                         กรรมจักมีมา แต่วิบากกรรมจักไม่มี ๑

               อธิบายกรรม ๑๒ อย่างตามแนวแห่งปฏิสัมภิทามรรค               
               บรรดากรรม ๑๒ อย่างนั้น กรรมที่ประมวลมาในอดีต ได้วาระแห่งผลในอดีตนั่นเอง ที่จะให้เกิดปฏิสนธิก็ให้เกิดปฏิสนธิแล้ว ส่วนที่จะให้เกิดรูป ก็สามารถให้เกิดรูปขึ้น ท่านกล่าวว่า กรรมวิบากที่เป็นอโหสิกรรม ได้มีมาแล้ว.
               ส่วนกรรมที่ไม่ได้วาระแห่งวิบากที่จะให้ปฏิสนธิ ก็ไม่สามารถจะให้เกิดปฏิสนธิได้ หรือที่จะให้เกิดรูป ก็ไม่สามารถจะให้เกิดรูปได้ ท่านกล่าวว่า กรรมวิบากที่เป็นอโหสิกรรม ไม่ได้มีมาแล้ว.
               ส่วนกรรมที่ประมวลมาแล้วในอดีต ได้วาระแห่งผลในปัจจุบันแล้ว ที่จะให้เกิดปฏิสนธิก็ให้เกิดปฏิสนธิแล้ว หรือที่จะให้เกิดรูป ก็ให้เกิดรูปแล้วตั้งอยู่ ท่านกล่าวว่า กรรมวิบากที่เป็นอโหสิกรรม ยังมีอยู่.
               ส่วนกรรมที่ไม่ได้วาระแห่งวิบากที่จะให้เกิดปฏิสนธิ ก็ไม่สามารถจะให้เกิดปฏิสนธิได้ หรือที่จะให้เกิดรูป ก็ไม่สามารถให้เกิดรูปได้ ท่านกล่าวว่า กรรมวิบากที่เป็นอโหสิกรรม ไม่มีอยู่
               ส่วนกรรมที่ประมวลมาในอดีตกาล จักได้วาระแห่งวิบากในอนาคต ที่ให้เกิดปฏิสนธิ ก็จักสามารถให้ปฏิสนธิ หรือที่จะให้เกิดรูปก็จักสามารถให้เกิดรูป ท่านกล่าวว่า กรรมวิบากที่เป็นอโหสิกรรม จักมีมา.
               ส่วนกรรมที่จักไม่ได้วาระแห่งวิบากในอนาคต ที่ให้เกิดปฏิสนธิ ก็จักไม่สามารถให้เกิดปฏิสนธิได้ หรือที่จะให้เกิดรูปก็จักไม่สามารถให้เกิดรูปได้ ท่านกล่าวว่า กรรมวิบากที่เป็นอโหสิกรรม จักไม่มีมา.
               ส่วนกรรมที่ประมวลมาในปัจจุบัน และจะได้วาระแห่งวิบากในปัจจุบันเหมือนกัน ท่านกล่าวว่า กรรมมีอยู่ กรรมวิบากก็มีอยู่.
               ส่วนกรรมที่ไม่ได้วาระแห่งวิบากในปัจจุบัน ท่านกล่าวว่า กรรมมี แต่กรรมวิบากไม่มี.
               ส่วนกรรมที่ประมวลมาในปัจจุบัน แต่จักได้วาระแห่งวิบากในอนาคต ที่จะให้เกิดปฏิสนธิก็จักสามารถให้เกิดปฏิสนธิ หรือที่จะให้เกิดรูป ก็จักให้เกิดรูป (ในอนาคต) ได้ ท่านกล่าวว่า กรรมมีอยู่ กรรมวิบากก็จักมีมา.
               ส่วนกรรมที่จักไม่ได้วาระแห่งวิบาก ที่จะให้เกิดปฏิสนธิ ก็จักไม่สามารถให้เกิดปฏิสนธิได้ หรือที่จะให้เกิดรูป ก็จักไม่สามารถให้เกิดรูป (ในอนาคต) ได้ ท่านกล่าวว่า กรรมมีอยู่ แต่ผลกรรมจักไม่มีมา.
               ส่วนกรรมที่จักประมวลมาในอนาคต จักได้วาระแห่งวิบากในอนาคตเหมือนกัน ที่จะให้เกิดปฏิสนธิก็จักให้เกิดปฏิสนธิ หรือที่จะให้เกิดรูปก็จักให้เกิดรูป ท่านกล่าวว่า กรรมก็จักมี กรรมวิบากก็จักมี.
               ส่วนกรรมที่จักไม่ได้วาระแห่งวิบาก ที่จะให้เกิดปฏิสนธิก็จักไม่สามารถให้เกิดปฏิสนธิ หรือที่จะให้เกิดรูปก็จักไม่สามารถให้เกิดรูปได้ ท่านกล่าวว่า กรรมจักมีมา แต่กรรมวิบากจักไม่มี.
               ตามปริยายแห่งปฏิสัมภิทามรรค ท่านจำแนกกรรมไว้ ๑๒ อย่างด้วยประการดังพรรณนามาฉะนี้.
               กรรม ๑๒ อย่างเหล่านี้ก็ดี กรรม ๑๖ อย่างข้างต้นก็ดี ที่จำแนกไว้แล้ว ย่อจากฐานะของตนลงมา กล่าวโดยปริยายแห่งสุตตันตะจะมี ๑๑ อย่างเท่านั้น. ถึงกรรมเหล่านั้นย่อจากกรรม ๑๑ อย่างนั้นแล้วจะเหลือเพียง ๓ อย่างเท่านั้น คือ ทิฎฐธรรมเวทนีกรรม ๑ อุปปัชชเวทนีกรรม ๑ อปรปริยายเวทนีกรรม ๑.
               กรรมเหล่านี้ไม่มีการก้าวก่ายกัน ย่อมตั้งอยู่ในฐานะของตนอย่างเดียว. เพราะว่า ถ้าหากทิฎฐธรรมเวทนียกรรมกลายเป็นอุปปัชชเวทนียกรรม หรืออปรปริยายเวทนียกรรมไปไซร้ พระศาสดาคงไม่ตรัสว่า ทิฎฺเฐว ธมฺเม (ในปัจจุบันนี้เท่านั้น). แม้ถ้าว่า อุปปัชชเวทนียกรรมจักกลายเป็นทิฎฐธรรมเวทนียกรรม หรืออปรปริยายเวทนียกรรมไปไซร้ พระศาสดาคงไม่ตรัสว่า อุปปชฺเช วา (ในภพที่จะเกิดขึ้น).
               อนึ่ง หากอปรปริยายเวทนียกรรมจะกลายเป็นทิฎฐธรรมเวทนียกรรม หรืออุปปัชชเวทนียกรรมไป พระศาสนาก็คงไม่ตรัสว่า อปเร วา ปริยาเย (หรือในปริยายภพต่อไป).
               แม้ในสุกปักษ์ (กุศลกรรม) พึงทราบความโดยนัยนี้เหมือนกัน.
               และพึงทราบวินิจฉัยในธรรมที่เป็นสุกปักษ์ ดังต่อไปนี้
               บทว่า โลเภ วิคเต ความว่า เมื่อความโลภปราศไปแล้ว คือดับแล้ว.
               บทว่า ตาลวตฺถุกตํ ความว่า ทำให้เป็นเหมือนต้นตาล. อธิบายว่า ทำให้ไม่งอกขึ้นมาอีก เหมือนต้นตาลที่ถูกตัดยอดแล้ว.
               บทว่า อนภาวํ กตํ ความว่า กระทำไม่ให้มีในภายหลัง. อธิบายว่า กระทำโดยไม่ให้เกิดขึ้นอีก.
               บทว่า เอวสสุ ความว่า พึงเป็นอย่างนั้น.
               พึงทราบข้อเปรียบเทียบ ในบทว่า เอวเมว โข ดังต่อไปนี้
               กุศลกรรมและอกุศลกรรมพึงเห็นเหมือนพืช พระโยคาวจรพึงเห็นเหมือนบุรุษเอาไฟเผาพืชเหล่านั้น. มัคคญาณพึงเห็นเหมือนไฟ. เวลาที่กิเลสถูกมัคคญาณเผาไหม้ พึงเห็นเหมือนเวลาที่จุดไฟเผาพืช. เวลาที่พระโยคาวจรทำรากของขันธ์ ๕ ให้ขาดแล้วดำรงอยู่ พึงเห็นเหมือนเวลาที่บุรุษเผาพืชให้เป็นเขม่า. เวลาที่พระขีณาสพไม่ถือปฏิสนธิในภพใหม่ เพราะดับขันธ์โดยที่ขันธ์ ๕ ซึ่งมีรากขาดแล้ว ไม่ปฏิสนธิต่อไป เพราะดับความสืบต่อแห่งอุปาทินนกสังขารได้แล้ว พึงทราบเหมือนเวลาที่พืชถูกเขาโปรยไปที่ลมแรงหรือลอยไปในแม่น้ำ ทำให้ไม่หวนกลับมาได้อีก.
               บทว่า โมหชํ วาปิ วิทฺทสุ๑- ความว่า ผู้ไม่รู้ (ทำกรรม) แม้ที่เกิดแต่โมหะ.
____________________________
๑- ปาฐะว่า โมหชํ วาปิ วิทฺทสุ ในบาลีและฉบับพม่าเป็น โมหชญฺจาปิวิทฺทสุ

               มีคำอธิบายที่ท่านกล่าวไว้ดังนี้ว่า
               เขาไม่รู้ คือเป็นอันธพาล ทำกรรมที่เกิดแต่โลภะบ้าง เกิดแต่โทสะบ้าง กรรมใดที่เขากระทำอยู่เช่นนี้ กระทำแล้ว น้อยก็ตาม มากก็ตาม.
               บทว่า อิเธว ตํ เวทนียํ ความว่า กรรมนี้เป็นกรรมที่คนพาลนั้นจะพึงได้เสวยในโลกนี้ คือในอัตภาพของตนนี้แหละ. อธิบายว่า กรรมนั้นจะให้ผลในอัตภาพของเขานั่นแหละ.๒-
____________________________
๒- ปาฐะว่า ตสฺเสว อตฺตภาเว จ วิปจฺจติ
    ฉบับพม่าเป็น ตสฺเสว ตํ อตฺตภาเว วิปจฺจติ แปลตามฉบับพม่า.

               บทว่า วตถํ อญญํ น วิชชติ ความว่า ไม่มีสิ่งอื่นเพื่อประโยชน์แก่การรับผลของกรรมนั้น. เพราะกรรมที่คนหนึ่งทำไว้ จะให้ผลในอัตภาพของอีกคนหนึ่งไม่ได้.๓-
____________________________
๓- ปาฐะว่า น หิ อญฺเญน กตํ กมมํ น อญฺญสฺส อตฺตภาเว วิปจฺจติ
    ฉบับพม่าเป็น น หิ อญฺเญน กตํ กมฺมํ อญฺญสฺส อตฺตภาเว วิปจฺจติ.

               บทว่า ตสฺมา โลภญฺจ โทสญฺจ โมหญฺจาปิ วิทฺทสุ ความว่า เพราะฉะนั้น ภิกษุใดเป็นผู้รู้ คือเป็นผู้มีปัญญาได้แก่เป็นบัณฑิต ย่อมไม่ทำกรรมนั้น แยกประเภทมีกรรมเกิดแต่ความโลภเป็นต้น ภิกษุนั้นผู้ยังวิชชาให้เกิดขึ้นอยู่ พึงละทุคติทุกอย่างได้ คือเมื่อทำวิชชาคือพระอรหัตมรรค ให้เกิดขึ้น จะละทุคติทุกอย่างใด.
               นี้เป็นหัวข้อ (ตัวอย่าง) แห่งเทศนาเท่านั้น. ส่วนพระขีณาสพนั้น แม้สุคติก็ละได้ทั้งนั้น.
               แม้ในคำที่ตรัสไว้ว่า ตสฺมา โลภญฺจ โทสญฺจ ดังนี้ พึงทราบว่า ทรงแสดงถึงกรรมที่เกิดแต่โลภะ และเกิดแต่โทสะเหมือนกัน โดยหัวข้อคือโลภะและโทสะ.
               ทั้งในพระสูตร ทั้งในพระคาถา พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสทั้งวัฎฎะและวิวัฎฎะไว้โดยประการดังกล่าวมาแล้วนี้แล.

               จบอรรถกถานิทานสูตรที่ ๔               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เทวทูตวรรคที่ ๔ ๔. นิทานสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 20 / 1อ่านอรรถกถา 20 / 472อรรถกถา เล่มที่ 20 ข้อ 473อ่านอรรถกถา 20 / 474อ่านอรรถกถา 20 / 596
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=20&A=3535&Z=3582
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๖  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :