ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 

อ่าน อรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐]อ่านอรรถกถา 20 / 1อ่านอรรถกถา 20 / 147อรรถกถา เล่มที่ 20 ข้อ 148อ่านอรรถกถา 20 / 149อ่านอรรถกถา 20 / 596
อรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอตทัคคบาลี
วรรคที่ ๓

หน้าต่างที่ ๕ / ๑๐.

               อรรถกถาสูตรที่ ๕               
               ประวัติพระอุปเสนวังคันตบุตรเถระ               
               ในพระสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
               บทว่า สมนฺตปาสาทิกานํ ได้แก่ ผู้นำความเลื่อมใสมาแก่ชนทั้งปวง.
               คำว่า อุปเสน เป็นชื่อของพระเถระนั้น.
               ก็พระเถระนั้นเป็นบุตรพราหมณ์วังคันตะ ฉะนั้นจึงเรียกกันว่า วังคันตบุตร. ก็พระเถระนี้มิใช่เป็นผู้นำความเลื่อมใสมาด้วยตนเองอย่างเดียวเท่านั้น แม้บริษัทของท่านก็เป็นผู้นำความเลื่อมใสมา ดังนั้น ท่านจึงชื่อว่าเป็นยอดของภิกษุผู้นำความเลื่อมใสมาโดยรอบ ด้วยสามารถแห่งชื่อที่ได้เพราะอาศัยบริษัท.
               ในปัญหากรรมของท่าน มีเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับต่อไปนี้.
               ก็พระเถระแม้นี้บังเกิดในเรือนตระกูลในนครหงสวดี ในกาลแห่งพระปทุมุตพุทธเจ้า เจริญวัยแล้ว ไปเฝ้าพระศาสดาฟังพระธรรมอยู่โดยนัยก่อนนั่นแล เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งในตำแหน่งยอดเยี่ยมของภิกษุผู้นำความเลื่อมใสมาโดยรอบ กระทำกุศลธรรมยิ่งๆ ขึ้นไปต่อพระศาสดา ปรารถนาตำแหน่งนั้นกระทำกุศลตลอดชีวิต เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.
               ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้ถือปฏิสนธิในครรภ์ของนางสารีพราหมณี พวกญาติตั้งชื่อให้ท่านว่า อุปเสนทารก. อุปเสนทารกเจริญวัยแล้วเรียนไตรเพท ฟังพระธรรมในสำนักของพระทศพล ได้ศรัทธาบวชแล้ว.
               ท่านอุปสมบทได้พรรษาเดียว คิดว่าเราจะขยายอาณาจักรพระอริยะ จึงให้กุลบุตรคนหนึ่งบรรพชาอุปสมบทในสำนักของตน. ครั้นออกพรรษาปวารณาแล้ว ในเวลาที่สัทธิวิหาริกมีพรรษาเดียว ตนเองสองพรรษา ท่านคิดว่า พระทศพลทรงเห็นเราแล้วจักยินดี จึงพาสัทธิวิหาริกมาเฝ้าพระทศพล.
               พระศาสดาตรัสถามท่านซึ่งถวายบังคมแล้วนั่งในที่แห่งหนึ่งว่า “เธอมีพรรษาเท่าไร ภิกษุ” “สองพรรษา พระเจ้าข้า” “ภิกษุนี้มีพรรษาเท่าไร” “พรรษาเดียว พระเจ้าข้า” “ภิกษุนี้เป็นอะไรของเธอ” “เป็นสัทธิวิหาริกของข้าพระองค์ พระเจ้าข้า”
               ครั้งนั้น พระศาสดาตรัสว่า เร็วไป โมฆบุรุษ เธอเวียนมาเพื่อความเป็นผู้มักมาก แล้วทรงติเตียนท่านโดยอเนกปริยาย. พระเถระถูกตำหนิแต่สำนักพระศาสดา ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านมีใบหน้าผ่องใสเสมือนดวงจันทร์ในวันเพ็ญ คิดว่า เราจักให้พระศาสดาประทานสาธุการเพราะอาศัยบริษัทนี่แหละ ดังนี้แล้วไปยังที่แห่งหนึ่งในวันนั้นเอง เจริญวิปัสสนากรรมฐาน ไม่นานก็ได้บรรลุพระอรหัต.
               ลำดับนั้น เพราะพระเถระออกบวชจากตระกูลใหญ่ และเป็นพระธรรมกถึกผู้ฉลาดในการกล่าวสอน ฉะนั้นจึงมีทารกของตระกูลเป็นจำนวนมาก เลื่อมใสธรรมกถาของท่านและออกจากตระกูลมิตรอำมาตย์และญาติผู้ใหญ่ พากันไปบรรพชายังสำนักของพระเถระ.
               ท่านกล่าวว่า เราเป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร แม้พวกท่านก็จงสามารถเป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร บรรพชาเถิด ดังนี้แล้วบอกธุดงค์ ๑๓. ให้เขาเหล่านั้นอธิฏฐานธุดงค์นั้นๆ ตามกำลังของตน. แม้พระเถระ ในเวลาที่ตนมีพรรษา ๑๐ ศึกษาวินัยคล่องแคล่วแล้วให้สามเณรทั้งหมดอุปสมบท. ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูปที่อุปสมบทแล้ว ได้เป็นบริวารของท่านด้วยประการฉะนี้.
               สมัยนั้น พระศาสดาประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ตรัสบอกภิกษุสงฆ์ว่า ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตปรารถนาจะหลีกเร้นสักครึ่งเดือน แล้วประทับอยู่พระองค์เดียว. แม้ภิกษุสงฆ์ก็ได้ทำกติกากันว่า รูปใดเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ต้องให้รูปนั้นแสดงอาบัติปาจิตตีย์.
               คราวนั้น พระอุปเสนเถระคิดว่าจักเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงพร้อมด้วยบริษัทของตนไปพระวิหารเชตวัน เข้าเฝ้าพระศาสดาถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่สมควรแห่งหนึ่ง. เพื่อเริ่มการสนทนา พระศาสดาตรัสเรียกสัทธิวิหาริกของพระเถระรูปหนึ่งว่า ภิกษุ เธอชอบใจบังสุกุลจีวรหรือ. สัทธิวิหาริกรูปนั้นกราบทูลว่า ข้าพระองค์ไม่ชอบใจบังสุกุลจีวรเลย พระเจ้าข้า แล้วกราบทูลแด่พระศาสดาถึงเรื่องที่พวกตนครองบังสุกุลจีวร ก็ด้วยความเคารพพระอุปัชฌาย์.
               ในฐานะนี้ พระศาสดาได้ประทานสาธุการแก่พระเถระว่า สาธุ สาธุ อุปเสนะ แล้วตรัสกถาพรรณนาคุณโดยอเนกปริยาย.
               ความย่อในเรื่องนี้ ดังนี้. แต่ความพิสดาร เรื่องนี้มาแล้วในพระบาลีนั่นแล.
               ในกาลต่อมา พระศาสดาประทับนั่งท่ามกลางหมู่พระอริยะ ทรงตั้งพระ (อุปเสนวังคันตบุตร) เถระไว้ในตำแหน่งยอดเยี่ยมของเหล่าภิกษุผู้นำความเลื่อมใสมาโดยรอบ ในพระศาสนานี้แล.

               จบอรรถกถาสูตรที่ ๕               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอตทัคคบาลี วรรคที่ ๓
อ่านอรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐]
อ่านอรรถกถา 20 / 1อ่านอรรถกถา 20 / 147อรรถกถา เล่มที่ 20 ข้อ 148อ่านอรรถกถา 20 / 149อ่านอรรถกถา 20 / 596
อ่านเนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=20&A=660&Z=674
อ่านอรรถกถาภาษาบาลีอักษรไทย
http://84000.org/tipitaka/atthapali/read_th.php?B=14&A=5351
The Pali Atthakatha in Roman
http://84000.org/tipitaka/atthapali/read_rm.php?B=14&A=5351
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๖  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :