ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ สุมนวรรคที่ ๔
๑. สุมนสูตร

               สุมนวรรคที่ ๔               
               อรรถกถาสุมนสูตรที่ ๑               
               พึงทราบวินิจฉัยในสุมนสูตรที่ ๑ วรรคที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า สุมนา ราชกุมารี ได้แก่ เจ้าหญิงผู้ได้พระนามอย่างนั้น เพราะทรงกระทำมหาสักการะแล้ว ทรงตั้งความปรารถนาไว้.
               ความพิสดารมีว่า ครั้งพระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อพวกชาวเมืองคิดกันว่า พวกเราทำการรบเสร็จแล้ว จักยึดพระศาสดาของพวกเราไว้ จึงริเริ่มที่จะได้พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข อาศัยเสนาบดีแล้วทำบุญตามลำดับ ในวันแรกๆ แห่งวันทั้งหมดเป็นวาระของเสนาบดี.
               ในวันนั้น เสนาบดีเตรียมมหาทานวางคนรักษาการณ์ไว้โดยรอบสั่งว่า วันนี้ พวกเจ้าจงคอยรักษาการณ์ไว้โดยที่ใครๆ อื่นจะไม่ถวายแม้ภิกษาสักอย่างหนึ่ง.
               วันนั้น ภรรยาเศรษฐีร้องไห้พูดกะธิดาซึ่งเล่นกับพวกหญิงสาว ๕๐๐ คนกลับมาแล้วว่า ลูกเอ๋ย หากว่าบิดาของลูกยังมีชีวิตอยู่ วันนี้แม่ต้องนิมนต์พระทศพลฉันเป็นรายแรก.
               ลูกสาวพูดกะมารดาว่า แม่จ๋า แม่อย่าคิดเลย ลูกจักทำโดยวิธีที่พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข จักฉันภิกษาของเราเป็นรายแรก.
               ต่อจากนั้น ธิดาจึงบรรจุข้าวปายาสที่ไม่มีน้ำลงในถาดทองคำมีค่าแสนหนึ่งจนเต็ม แล้วปรุงด้วยเนยใส น้ำผึ้งและน้ำตาลกรวดเป็นต้น เอาถาดอีกถาดหนึ่งครอบ เอาพวงมาลัยดอกมะลิล้อมภาชนะนั้น ทำคล้ายพวงดอกไม้ ครั้นได้เวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปบ้าน นางยกเองมีหมู่ทาสีแวดล้อมออกจากเรือนไป. ครั้นถึงระหว่างทาง พวกคนรับใช้ของเสนาบดีพูดว่า แม่หนูอย่ามาทางนี้.
               ธรรมดาผู้มีบุญมากย่อมมีถ้อยคำต้องใจคน ถ้อยคำของคนรับใช้เสนาบดีเหล่านั้นซึ่งพูดแล้วพูดเล่า ก็ไม่อาจห้ามไว้ได้. นางกล่าวว่า ท่านอา ท่านลุง ท่านน้า ทำไมท่านไม่ให้เราเข้าไปเล่า. คนรับใช้กล่าวว่า แม่หนู ท่านเสนาบดีตั้งพวกเราให้คอยรักษาการณ์ โดยสั่งว่า พวกเจ้าจงอย่าให้ใครๆ อื่นนำของเคี้ยวและของกินเข้ามาเป็นอันขาด.
               นางกล่าวว่า ก็พวกท่านเห็นของเคี้ยวของกินในมือของฉันหรือ. คนรับใช้พูดว่า เห็นแต่พวงดอกไม้จ้ะ. นางถามว่า ท่านเสนาบดีของพวกท่านไม่ให้ทำแม้การบูชาด้วยดอกไม้ด้วยหรือ. คนรับใช้พูดว่า ให้จ้ะแม่หนู.
               นางกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นพวกท่านหลีกไปสิ แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ากราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์ทรงให้รับพวงดอกไม้เถิดพระเจ้าข้า.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแลดูคนรับใช้ของเสนาบดีคนหนึ่ง แล้วให้รับพวงดอกไม้ไว้ นางถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วตั้งความปรารถนาว่า เมื่อข้าพระบาทบังเกิดในภพน้อยภพใหญ่ ขออย่าให้มีชีวิตอยู่ด้วยความหวาดสะดุ้งเลย ในภพที่ข้าพระบาทเกิด ขอให้เป็นที่รักดุจพวงดอกไม้นี้ และขอให้มีชื่อว่าสุมนาเถิด.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เจ้าจงมีความสุขเถิด ดังนี้ นางถวายบังคมแล้วกระทำประทักษิณ กราบทูลลากลับไป.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าก็เสด็จไปยังเรือนของเสนาบดีประทับนั่งเหนืออาสนะที่เขาปูไว้ เสนาบดีถือข้าวยาคูน้อมเข้าไปถวาย. พระศาสดาทรงเอาพระหัตถ์ปิดบาตรไว้. เสนาบดีกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หมู่ภิกษุนั่งแล้ว พระเจ้าข้า.
               พระศาสดาตรัสว่า เราได้บิณฑบาตหนึ่งในระหว่างทาง. เสนาบดีนำมาลาออกได้เห็นบิณฑบาต. จูฬุปัฏฐากคนรับใช้ใกล้ชิดกล่าวว่า นายขอรับ ผู้หญิงพูดลวงกระผมว่าดอกไม้. ข้าวปายาสเพียงพอแก่ภิกษุทั้งหมด นับแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นต้นไป เสนาบดีได้ถวายไทยธรรมของตน.
               พระศาสดาเสวยเสร็จแล้ว ตรัสมงคลกถาเสด็จกลับ.
               เสนาบดีถามว่า หญิงที่ถวายบิณฑบาตชื่อไร. ธิดาเศรษฐีขอรับ.
               เสนาบดีคิดว่าหญิงมีปัญญา เมื่อมาอยู่ในเรือน ชื่อว่าสวรรค์สมบัติของบุรุษไม่ใช่หาได้ยากเลย ดังนี้ จึงนำนางนั้นมาตั้งไว้ในตำแหน่งหัวหน้า. นางก็จับจ่ายทรัพย์ในเรือนของมารดาและในเรือนของเสนาบดี ถวายทานแด่พระตถาคตบำเพ็ญบุญตลอดอายุ ครั้นจุติจากนั้นก็ไปบังเกิดในเทวโลกฝ่ายกามาวจร. ในขณะที่นางเกิดนั้นเอง ฝนดอกมะลิตกเต็มทั่วเทวโลกประมาณแค่เข่า. ทวยเทพคิดว่า เทพธิดานี้ถือเอาชื่อของตนด้วยตนเองมา จึงตั้งชื่อเทพธิดานั้นว่า สุมนา. เทพธิดานั้นท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษย์โลกตลอด ๘๙ กัป ในที่ที่นางเกิดแล้วๆ ฝนดอกมะลิก็ตกไม่ขาด จึงมีชื่อว่าสุมนาอย่างเดิม.
               ก็ครั้งนี้ นางได้ถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระเจ้าโกศล ในวันนี้เอง กุมาริกา ๕๐๐ ก็ถือปฏิสนธิในตระกูลนั้นๆ แล้วคลอดจากครรภ์มารดาในวันเดียวกันหมด. ในขณะนั้นเอง ฝนดอกมะลิตกประมาณแค่เข่า.
               พระราชาทอดพระเนตรเห็นพระธิดานั้นทรงปลื้มพระทัยว่าราชธิดานี้จักเป็นผู้สร้างบุญกุศลมาก่อน ทรงดำริว่าธิดาของเราถือเอาชื่อของตนด้วยตนเองมา จึงพระราชทานพระนามของพระธิดานั้นว่า สุมนา แล้วทรงให้ค้นหาทั่วพระนครด้วยทรงดำริว่า ธิดาของเราคงจะไม่เกิดเพียงผู้เดียวเท่านั้น ทรงสดับว่ามีทาริกา ๕๐๐ เกิด จึงโปรดเกล้าให้เลี้ยงไว้ทั้งหมดด้วยพระองค์เอง รับสั่งว่า เมื่อถึงเดือนหนึ่งๆ พวกเจ้าจงนำมาแสดงแก่ธิดาของเราดังนี้.
               พึงทราบว่า พระธิดาทรงกระทำมหาสักการะ แล้วตั้งความปรารถนาไว้ จึงได้พระนามอย่างนี้.
               เวลาพระธิดามีพระชนม์ได้ ๗ พระชันษา เมื่ออนาถปิณฑิกเศรษฐีสร้างวิหารเสร็จ จึงส่งทูตไปกราบทูลพระตถาคต พระศาสดามีหมู่ภิกษุเป็นบริวารได้เสด็จไปยังกรุงสาวัตถี.
               อนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ไปกราบทูลพระราชาว่า ขอเดชะ ข้าแต่พระมหาราชเจ้า การเสด็จมา ณ ทีนี้ของพระศาสดา เป็นมงคลทั้งแก่ข้าพระองค์ ทั้งแด่พระองค์ ขอพระองค์ทรงโปรดเกล้าให้พระสุมนาราชกุมารีพร้อมด้วยทาริกา ๕๐๐ ถือหม้อน้ำและของหอมและดอกไม้เป็นต้น รับเสด็จพระทศพลเถิด พระเจ้าข้า.
               พระราชาตรัสว่า ดีแล้วเศรษฐี แล้วทรงกระทำตามนั้น.
               พระธิดาก็เสด็จไปตามที่พระราชาทรงแนะนำ ถวายบังคมพระศาสดา แล้วทรงบูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น แล้วประทับอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง.
               พระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่พระธิดา. พระธิดาพร้อมด้วยกุมารี ๕๐๐ ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล. ทาริกา ๕๐๐ มาตุคาม ๕๐๐ และอุบาสก ๕๐๐ แม้เหล่าอื่นก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลในขณะนั้นเหมือนกัน. ในวันนั้นมีโสดาบัน ๒,๐๐๐ ในระหว่างทางนั้นเอง
               บทว่า เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ ถามว่า เพราะเหตุใดจึงเข้าไปเฝ้า.
               ตอบว่า เพราะทรงต้องการถามปัญหา.
               ได้ยินว่า ครั้งพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้มีภิกษุสองรูปเป็นสหายกัน.
               ในภิกษุสองรูปนั้น รูปหนึ่งบำเพ็ญสาราณียธรรม รูปหนึ่งบำเพ็ญภัตตัควัตร. รูปที่บำเพ็ญสาราณียธรรม กล่าวกะรูปที่บำเพ็ญภัตตัคควัตรว่า ผู้มีอายุ ชื่อว่าทานที่ไม่ให้ผล ย่อมไม่มี การให้ของที่ตนได้แก่ผู้อื่นแล้วบริโภคจึงควรดังนี้. แต่รูปที่บำเพ็ญภัตตัควัตรกล่าวว่า ผู้มีอายุ ท่านไม่รู้หรือการให้ไทยธรรมตกไปไม่ควร ผู้ที่ถือเอาเพียงอาหารยังชีวิตของตนให้เป็นไปได้เท่านั้น บำเพ็ญวัตรในโรงครัวจึงควร.
               ในภิกษุสองรูปนั่น แม้รูปหนึ่งก็ไม่อาจจะให้อีกรูปหนึ่งอยู่ในโอวาทของตนได้. แม้ทั้งสองรูปบำเพ็ญข้อปฏิบัติของตน ครั้นจุติจากภพนั้น ก็บังเกิดในเทวโลกฝ่ายกามาพจร.
               บรรดาภิกษุสองรูปนั้น รูปที่บำเพ็ญสาราณียธรรมล้ำภิกษุอีกรูปหนึ่งด้วยธรรม ๕ อย่าง ภิกษุเหล่านั้นเวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์สิ้นไปพุทธันดรหนึ่ง จึงเกิดในกรุงสาวัตถีในเวลานี้.
               รูปที่บำเพ็ญสาราณียธรรมถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของอัครมเหสีของพระเจ้าโกศล อีกรูปหนึ่งถือปฏิสนธิในท้องของหญิงรับใช้ของพระอัครมเหสีนั้นเหมือนกัน.
               คนแม้ทั้งสองเหล่านั้นก็เกิดในวันเดียวกันนั่นเอง. ในวันตั้งชื่อ มารดาให้คนเหล่านั้นอาบน้ำ แล้วให้นอนในห้องประกอบด้วยสิริ จัดเตรียมของขวัญในภายนอกไว้ให้แก่คนแม้ทั้งสอง.
               บรรดาคนเหล่านั้น คนที่บำเพ็ญสาราณียธรรมพอลืมตาก็เห็นเศวตฉัตรใหญ่ ที่นอนประกอบด้วยสิริที่เขาจัดไว้เป็นอย่างดี และนิเวศน์ประดับด้วยเครื่องอลังการ จึงได้รู้ว่า เราเกิดในราชตระกูลแห่งหนึ่งดังนี้. เขานึกอยู่ว่า เราทำกรรมอะไรหนอจึงได้เกิดในที่นี้ดังนี้ ก็รู้ว่าด้วยผลของการบำเพ็ญสาราณียธรรมดังนี้ จึงนึกว่าสหายของเราเกิดที่ไหนหนอ ก็ได้เห็นเขานอนบนที่นอนต่ำ คิดว่าผู้นี้บำเพ็ญวัตรในโรงครัว ไม่เชื่อคำของเรา คราวนี้เราจะข่มเขาในฐานะนี้ก็ควร จึงได้พูดว่าเพื่อน เจ้าไม่เชื่อคำของเรา.
               เขาตอบว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น จะเกิดอะไร.
               เขาได้บอกว่า เจ้าดูสมบัติของเราสิ เรานอนบนที่นอนมีสิริอยู่ภายใต้เศวตฉัตร เจ้านอนบนเตียงต่ำข้างบนลาดด้วยของแข็ง.
               สหายกล่าวว่า ก็ท่านอาศัยสิ่งนั้นแล้วยังทำมานะหรือ? สิ่งของนั้นทั้งหมดเขาเอาซี่ไม้ไผ่นำเอาผ้าขี้ริ้วห่อพันไว้ เป็นเพียงปฐวีธาตุเท่านั้นมิใช่หรือดังนี้.
               พระราชธิดาสุมนาทรงสดับถ้อยคำของคนทั้งสองนั้นแล้ว คิดว่า ที่ใกล้ๆ น้องชายทั้งสองของเราก็ไม่มีใครดังนี้ เดินเข้าไปใกล้คนเหล่านั้นยืนพิงประตู ได้ยินคำว่า ธาตุ แล้วก็คิดว่า คำว่าธาตุนี้ในภายนอกก็ไม่มี น้องชายของเราจักเป็นสมณเทพบุตร คิดว่าถ้าเราจักบอกแก่มารดาบิดาว่า คนเหล่านี้พูดกันอย่างนี้ ท่านก็จักให้นำออกไปด้วยเข้าใจว่า คนเหล่านั้นเป็นอมนุษย์ดังนี้. เราไม่บอกเหตุนี้แก่คนอื่น จักทูลถามเฉพาะพระทศพลผู้เป็นมหาโคตมพุทธะบิดาของเรา ซึ่งเป็นเหรัญญิกบุรุษผู้ตัดความสงสัยได้ดังนี้. เสวยพระกระยาหารเช้าเสร็จ ก็เข้าไปเฝ้าพระราชาทูลขออนุญาตไปเฝ้าพระทศพล.
               พระราชาตรัสสั่งให้จัดรถ ๕๐๐ คัน.
               ความจริง ในภาคพื้นชมพูทวีป กุมารีสามคนเท่านั้นได้รถ ๕๐๐ คันในสำนักของบิดาทั้งหลาย คือ เจ้าหญิงจุนทีราชธิดาของพระเจ้าพิมพิสาร นางวิสาขาธิดาของธนัญชยเศรษฐี และเจ้าหญิงสุมนานี้.
               นางถือเอาของหอมและดอกไม้แล้ว ยืนอยู่ในรถซึ่งมีรถ ๕๐๐ เป็นบริวาร จึงได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยคิดว่า เราจักทูลถามปัญหานี้ ดังนี้.
               บทว่า อิธสฺสุ แปลว่า พึงมีในที่นี้.
               บทว่า เอโก ทายโก ความว่า คนหนึ่งเป็นผู้แบ่งลาภที่ตนได้แล้วให้แก่คนอื่นบริโภคเป็นการบำเพ็ญสาราณียธรรม.
               บทว่า เอโก อทายโก ความว่า คนหนึ่งเป็นผู้ไม่แบ่งสิ่งที่ตนได้แล้วให้แก่คนอื่นบริโภค เป็นผู้บำเพ็ญวัตรในโรงครัว.
               บทว่า เทวภูตานํ ปน เนสํ ได้แก่ คนทั้งสองเหล่านั้นก็เป็นเทวดา.
               บทว่า อธิคณฺหาติ ได้แก่ ถือเอาล้ำหน้า.
               บทว่า อธิปเตยฺเยน ได้แก่ เหตุของผู้เป็นหัวหน้า.
               บทว่า อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ ความว่า ล้ำหน้าผู้ไม่เป็นทายกด้วยเหตุ ๕ เหล่านี้ เหมือนท้าวสักกเทวราชล้ำหน้าพวกเทพที่เหลือฉะนั้น.
               ในบทเป็นต้นว่า มานุสเกน พึงทราบวินิจฉัยดังนี้
               เป็นหัวหน้าล้ำหน้าด้วยเหตุ ๕ เหล่านี้ คือด้วยอายุเหมือนพระมหากัสสปเถระ พระพักกุลเถระและพระอานนทเถระ. ด้วยวรรณะเหมือนพระมหาคติมพอภัยเถระและอำมาตย์ผู้เป็นภัณฑาคาริกผู้รักษาเรือนคลัง. ด้วยสุขเหมือนรัฏฐปาลกุลบุตร โสเศรษฐีบุตรและยศกุลบุตร. ด้วยยศทั้งความเป็นใหญ่เหมือนพระเจ้าธรรมาโศกราช.
               บทว่า ยาจิโตว พหุลํ ความว่า เป็นหัวหน้าล้ำหน้าด้วยเหตุนี้ว่าเป็นผู้อันเขาวิงวอนจึงบริโภคจีวรเป็นต้นเป็นส่วนมาก เหมือนพระพักกุลเถระ พระสีวสีลเถระและพระอานนทเถระเป็นต้น.
               บทว่า ยทิทํ วิมุตฺติยา วิมุตฺตํ ความว่า เหตุต่างๆ กันอันใดที่จะพึงกล่าวปรารภวิมุตติของอีกคนหนึ่งกับวิมุตติของคนหนึ่ง เราไม่กล่าวเหตุที่ต่างๆ กันอันนั้น.
               จริงอยู่ เด็กอายุ ๗ ขวบก็ดี พระเถระอายุ ๑๐๐ ปีก็ดี ไม่ว่าจะเป็นภิกษุหรือภิกษุณี อุบาสกหรืออุบาสิกา เทวดาหรือมาร พรหม ก็แทงตลอดวิมุตติ ในโลกุตรมรรคที่แทงตลอดแล้ว ชื่อว่าความต่างๆ กันไม่มีเลย.
               บทว่า อลเมว แปลว่า ควรแท้.
               บทว่า ยตฺร หิ นาม เท่ากับ ยานิ นาม แปลว่า ชื่อเหล่าใด.
               บทว่า คจฺฉํ อากาสธาตุยา คือ โคจรไปทางอากาศ.
               บทว่า สทฺโธ ได้แก่ ผู้เชื่อคุณพระรัตนตรัย.
               บทว่า ถนยํ แปลว่า ลอยไป.
               บทว่า วิชฺชุมาลี ได้แก่ ประกอบด้วยสายฟ้าแลบอยู่หน้าเมฆเช่นกับมาลา.
               บทว่า สตกฺกกุ คือ มียอดตั้งร้อย. อธิบายว่า ประกอบด้วยเมฆตั้งร้อยยอดที่ตั้งขึ้นทางนี้ทางโน้น.
               บทว่า ทสฺสนสมฺปนฺโน คือ พระโสดาบัน.
               บทว่า โภคปริพฺยุฬฺโห ได้แก่ เป็นผู้พรั่งพรูด้วยโภคะที่มีอยู่นำไปให้ด้วยอำนาจทาน คล้ายห้วงน้ำ. อธิบายว่า ให้ถึงเทวโลก.
               บทว่า เปจฺจ คือ ในปรโลก.
               บทว่า สคฺเค ปโมทติ ความว่า ย่อมปลาบปลื้มปราโมทย์ในสวรรค์ที่เขาเกิดนั้นนั่นแล.

               จบอรรถกถาสุมนสูตรที่ ๑               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ สุมนวรรคที่ ๔ ๑. สุมนสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 22 / 1อ่านอรรถกถา 22 / 30อรรถกถา เล่มที่ 22 ข้อ 31อ่านอรรถกถา 22 / 32อ่านอรรถกถา 22 / 388
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=22&A=696&Z=748
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com