ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค
กลหวิวาทสูตร

               อรรถกถากลหวิวาทสูตรที่ ๑๑               
               กลหวิวาทสูตร มีคำเริ่มต้นว่า กุโต ปหูตา กลหา วิวาทา ความทะเลาะ ความวิวาท เกิดจากอะไร ดังนี้เป็นต้น.
               พระสูตรนี้มีการเกิดขึ้นอย่างไร?
               ในมหาสมัยนั้นแหละ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระสูตรแม้นี้ เพื่อทรงทำให้แจ้งถึงธรรมเหล่านั้นแก่เทวดาบางพวกผู้มีจิตเกิดขึ้นว่า ธรรมทั้งหลาย ๘ ประการมีการทะเลาะกันเป็นต้นเกิดแต่เหตุไรหนอ จึงให้พระพุทธนิมิตตรัสถามพระองค์โดยนัยก่อนนั่นแล.
               ในพระสูตรนั้นคาถาทั้งหมดมีการเชื่อมความปรากฏชัดแล้ว เพราะอยู่ตามลำดับของการถามและการตอบ. แต่พึงทราบถึงการพรรณนาบทที่ยากของคาถาเหล่านั้นดังต่อไปนี้.
               บทว่า กุโต ปหูตา กลหา วิวาทา ได้แก่ ธรรมเครื่องเศร้าหมองเหล่านี้ คือความทะเลาะและความวิวาทอันเป็นเบื้องต้นของความทะเลาะนั้นเกิดจากอะไร. บทว่า ปริเทวโสกา สหมจฺฉรา จ คือความร่ำไร ความเศร้าโศก พร้อมกับความตระหนี่เกิดจากอะไร. บทว่า มานาติมานา สหเปสุณา จ คือความถือตัว ความดูหมิ่นพร้อมด้วยคำส่อเสียดเกิดจากไหน. บทว่า เต ได้แก่ ธรรมคือกิเลส ๘ อย่างแม้ทั้งหมดเหล่านั้น.
               บทว่า ตทิงฺฆ พฺรูหิ คือ ขอพระองค์จงตรัสบอกเนื้อความที่ข้าพระองค์ถามนั้นเถิด คือข้าพระองค์ขอวิงวอนพระองค์. บทว่า อิงฺฆ เป็นนิบาตมีความว่า ขอร้อง.
               บทว่า ปิยปฺปหูตา คือ เกิดจากสิ่งที่รัก.
               เป็นอันยุติดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วในนิเทศ๑- นี้นั่นแล.
____________________________
๑- ขุ. มหา. เล่ม ๒๙/ข้อ ๔๔๗

               บทว่า มจฺเฉรยุตฺตา กลหา วิวาทา ความทะเลาะ ความวิวาทประกอบเข้าแล้วด้วยความตระหนี่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า มิใช่วัตถุเป็นที่รักอย่างเดียวเท่านั้น แม้ความตระหนี่ก็เป็นเหตุแห่งความทะเลาะและความวิวาทด้วยบทนี้.
               พึงทราบว่า ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสด้วยหัวข้อแห่งความทะเลาะ ความวิวาทในบทนี้.
               ความวิวาทเป็นเหตุแห่งคำส่อเสียด เหมือนความตระหนี่เป็นเหตุแห่งความทะเลาะความวิวาท ฉะนั้น. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า วิวาทชาเตสุ จ เปสุณานิ ก็เมื่อความวิวาทเกิดขึ้นแล้วคำส่อเสียดย่อมเกิด.
               บทว่า ปิยา สุ โลกสฺมึ กุโตนิทานา เย วาปิ โลภา วิจรนฺติ โลเก ความรักในโลกมีอะไรเป็นเหตุ แม้อนึ่งชนเหล่าใดมีความโลภเที่ยวไปในโลก.
               ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในบทนี้ว่า ความทะเลาะเกิดจากความรัก ความรักนั้นในโลกมีอะไรเป็นเหตุ. พระพุทธนิมิตตรัสถามเนื้อความทั้งสองด้วยคาถาเดียวว่า มิใช่ความรักอย่างเดียว.
               อนึ่ง ชนเหล่าใดมีกษัตริย์เป็นต้น มีความโลภเที่ยวไป คือเที่ยวไปเพราะความโลภเป็นเหตุ เพราะถูกความโลภครอบงำ ความโลภของชนมีกษัตริย์เป็นต้นเหล่านั้น มีอะไรเป็นเหตุ.
               บทว่า อาสา จ นิฏฺฐา จ ความหวังและความสำเร็จ คือความหวังและความสำเร็จ เพราะความหวังนั้น. บทว่า เย สมฺปรายาย นรสฺส โหนฺติ คือ ความหวังและความสำเร็จของนรชนซึ่งมีในสัมปรายภพ. ท่านอธิบายว่า ภพเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
               คำถามนี้ก็อย่างเดียวกัน.
               บทว่า ฉนฺทานิทานานิ ความรักมีความพอใจเป็นเหตุ คือความรักมีความพอใจในกามเป็นต้นเป็นเหตุ. บทว่า เย วาปิ โลภา วิจรนฺติ ชนเหล่าใดมีความโลภเที่ยวไป พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแก้เนื้อความแม้ทั้งสองโดยความเป็นอันเดียวกันว่า อนึ่ง ชนเหล่าใดมีกษัตริย์เป็นต้นมีความโลภเที่ยวไป แม้ความโลภของชนมีกษัตริย์เป็นต้นเหล่านั้นก็มีความพอใจเป็นเหตุ.
               บทว่า อิโตนิทานา ท่านอธิบายว่า มีความพอใจเป็นเหตุเหมือนกัน.
               พึงทราบความสำเร็จแห่งศัพท์ ในบททั้งสองว่า กุโตนิทานา มีอะไรเป็นเหตุ และ อิโตนิทานา มีความพอใจนี้เป็นเหตุ โดยนัยดังกล่าวแล้วในสูจิโลมสูตร๒-นั้นแล.
____________________________
๒- ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๓๑๙

               บทว่า วินิจฺฉยา ได้แก่ การวินิจฉัย คือการตัดสินด้วยตัณหาและทิฏฐิ.
               บทว่า เย วาปิ ธมฺมา สมเณน วุตฺตา อนึ่ง ธรรมเหล่าใดอันพระสมณะตรัสแล้ว.
               ความว่า ธรรมแม้อื่นเหล่าใดเป็นอกุศล สัมปยุตด้วยความโกรธเป็นต้นอันพระพุทธสมณะตรัสแล้ว ธรรมเหล่านั้นเกิดจากไหน.
               บทว่า ตมูปนิสฺสาย ปโหติ ฉนฺโท ความพอใจย่อมเกิดเพราะอาศัยความยินดีและความไม่ยินดี อันได้แก่วัตถุสองอย่าง คือ สุขเวทนาและทุกขเวทนานั้น ด้วยปรารถนาความอยู่ร่วมกันและความพลัดพรากกัน
               ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ เป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแก้ปัญหาว่า ความพอใจในโลกมีอะไรเป็นเหตุ ดังนี้.
               บทว่า รูเปสุ ทิสฺวา วิภวํ ภวํ จ คือ สัตว์เห็นความเสื่อมไปและความเกิดขึ้นในรูปทั้งหลาย. บทว่า วินิจฉยํ กุรุเต ชนฺตุ โลเก สัตว์ในโลกย่อมกระทำการวินิจฉัย คือกระทำการตัดสินด้วยตัณหาเพื่อให้ได้โภคสมบัติ และตัดสินด้วยทิฏฐิโดยนัยมีอาทิว่า ตัวตนของเราเกิดแล้วดังนี้. เป็นอันยุติดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วในนิเทศ๓- นี้.
               ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ เป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแก้ปัญหานี้ว่า อนึ่ง ความวินิจฉัยเกิดจากอะไร ดังนี้.
____________________________
๓- ขุ. มหา. เล่ม ๒๙/ข้อ ๔๗๐

               บทว่า เอเตปิ ธมฺมา ทฺวยเมว สนฺเต เมื่อความยินดีและความไม่ยินดีทั้งสองอย่างนั้นแหละมีอยู่ ธรรมแม้เหล่านี้ก็ย่อมเกิดได้ คือธรรมมีความโกรธเป็นต้น แม้เหล่านี้ย่อมเกิดขึ้นได้.
               อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสวิธีเกิดของสุขเวทนาและทุกขเวทนานั้นไว้แล้วในนิเทศ๔- นั่นแล.
               ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ เป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก้แม้ปัญหาที่สามแล้ว.
____________________________
๔- ขุ. มหา. เล่ม ๒๙/ข้อ ๔๗๒

               บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงถึงอุบายละความสงสัยของพระพุทธนิมิตที่สงสัยในปัญหาเหล่านี้ที่พระองค์แก้อย่างนี้แล้ว จึงตรัสว่า กถํกถี ญาณปถาย สิกฺเข ผู้มีความสงสัยพึงศึกษาเพื่อทางแห่งญาณดังนี้. ท่านอธิบายไว้ว่า พึงศึกษาสิกขา ๓ เพื่อบรรลุญาณคือญาณทัสสนะ
               เพราะเหตุไร
               เพราะท่านผู้เป็นสมณะรู้แล้ว จึงกล่าวธรรมทั้งหลาย คือพระพุทธสมณะรู้แล้วจึงกล่าวธรรม ความไม่รู้ในธรรมทั้งหลายย่อมไม่มีแก่พระพุทธสมณะนั้น เมื่อไม่รู้ธรรมเหล่านั้น ไม่พึงรู้เพราะไม่มีญาณของตน ไม่พึงรู้เพราะโทษแห่งการแสดง ฉะนั้น ผู้สงสัยพึงศึกษาเพื่อทางแห่งญาณ ท่านผู้เป็นสมณะรู้แล้วจึงทรงกล่าวธรรมทั้งหลาย.
               บทว่า สาตาสาตํ ในบทนี้ว่า สาตํ อสาตญฺจ กุโตนิทานา ความยินดีและความไม่ยินดีมีอะไรเป็นเหตุ ทรงประสงค์เอาสุขเวทนาและทุกขเวทนานั่นเอง.
               บทว่า น ภวนฺติ เหเต คือ ธรรมเหล่านั้นจักไม่มี.
               บทว่า วิภวํ ภวญฺจาปิ ยเมตฺมตฺถํ เอตํ เม ปพฺรูหิ ยโตนิทานํ คือ ขอพระองค์จงตรัสบอกอรรถ คือทั้งความเสื่อมไปและทั้งความเกิดขึ้นแห่งความยินดีและความไม่ยินดีว่ามีอะไรเป็นเหตุแก่ข้าพระองค์.
               ในบทนี้ท่านเปลี่ยนลิงค์.
               บทนี้มีอธิบายว่า สาตาสาตานํ วิภโว ภโว จ ความเสื่อมและความเกิดของความยินดีและความไม่ยินดีทั้งหลาย
               พึงทราบความในบทนี้ว่า
               ขอพระองค์จงตรัสบอกทั้งความเสื่อมและความเกิดนั้นว่า มีอะไรเป็นเหตุ คือความเสื่อมและความเกิดอันเป็นวิภวทิฏฐิ ความเห็นว่าเสื่อมและภวทิฏฐิความเห็นว่าเกิดอันเป็นวัตถุแห่งความเสื่อมและความเกิด.
               จริงอย่างนั้น ในฝ่ายแก้ปัญหานี้ ท่านกล่าวไว้ในนิเทศว่า๕- ภวทิฏฐิก็ดี วิภวทิฏฐิก็ดี ล้วนมีผัสสะเป็นเหตุ.
____________________________
๕- ขุ. มหา. เล่ม ๒๙/ข้อ ๔๘๔

               บทว่า อิโตนิทานํ คือ มีผัสสะเป็นเหตุ.
               บทว่า กิสฺมึ วิภูเต น ผุสนฺติ ผสฺสา เมื่อธรรมอะไรไม่มีผัสสะจึงไม่ถูกต้อง คือเมื่อธรรมอะไรล่วงไปแล้ว ผัสสะ ๕ มีจักษุสัมผัสเป็นต้นจึงไม่มี. บทว่า นามญฺจ รูปญฺจ ปฏิจฺจ อาศัยนามและรูป คืออาศัยนามอันสัมปยุตกันเข้า และอาศัยวัตถุกับรูปที่เป็นอารมณ์. บทว่า รูเป วิภูเต น ผุสนฺติ ผสฺสา คือ เมื่อรูปล่วงไป ผัสสะ ๕ จึงไม่ถูกต้อง.
               บทว่า กถํสเมตสฺส คือ เมื่อบุคคลปฏิบัติอย่างไร. บทว่า วิโภติ รูปํ คือ รูปจึงไม่มีหรือไม่พึงมี. บทว่า สุขํ ทุกฺขํ วา พระพุทธนิมิตตรัสถามถึงรูปทั้งที่น่าปรารถนาและทั้งที่ไม่น่าปรารถนานั่นเอง.
               บทว่า น สญฺญสญฺญี บุคคลเป็นผู้ไม่มีสัญญาด้วยสัญญา คือ เมื่อบุคคลปฏิบัติอย่างไร รูปจึงไม่มี บุคคลนั้นเป็นผู้ไม่มีสัญญาด้วยสัญญาเป็นปรกติ. บทว่า น วิสญฺญสญฺญี เป็นผู้ไม่มีสัญญาด้วยสัญญาอันผิดปรกติ คือเป็นบ้าหรือจิตฟุ้งซ่าน. บทว่า โนปิ อสญฺญี เป็นผู้ไม่มีสัญญาก็มิใช่ คือเป็นผู้เว้นจากสัญญาเข้านิโรธสมาบัติ หรือเป็นสัตว์ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่.
               บทว่า น วิภูตสญฺญี เป็นผู้มีสัญญาว่าไม่มีก็ไม่ใช่ คือเป็นผู้ก้าวล่วงมีสัญญาล่วงแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า ก้าวล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง๖- เป็นผู้ได้อรูปฌานก็ไม่ใช่.
____________________________
๖- อภิ. สํ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๑๙๒   อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๖๘๘

               บทว่า เอวํสเมตสฺส วิโภติ รูปํ บุคคลเมื่อปฏิบัติอย่างนี้ รูปจึงไม่มี คือบุคคลผู้ได้อรูปสมาบัติเมื่อไม่ตั้งอยู่ในความเป็นผู้มีสัญญาและไม่มีสัญญาเป็นต้นนี้แล้วปฏิบัติดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า เมื่อจิตตั้งมั่นแล้วอย่างนี้ ฯลฯ บุคคลนั้นย่อมนำจิตไปเพื่อได้อากาสานัญจายตนสมาบัติ รูปจึงไม่มี.
               บทว่า สญฺญานิทานา หิ ปปญฺจสงฺขา เพราะว่าธรรมเป็นส่วนแห่งความเนิ่นช้ามีสัญญาเป็นเหตุ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า แม้เมื่อปฏิบัติอย่างนี้แล้ว ธรรมเป็นส่วนแห่งความเนิ่นช้าคือตัณหาและทิฏฐิอันมีสัญญานั้นเป็นเหตุ ยังละไม่ได้ทีเดียว.
               หลายบทว่า เอตฺตาวตคฺตํ ฯเปฯ วทนฺติ เอตฺโต ก็สมณพราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิตในโลกนี้ย่อมกล่าวความบริสุทธิ์ของสัตว์ว่าเป็นยอดด้วยเหตุเพียงเท่านี้ หรือว่าย่อมกล่าวความบริสุทธิ์อย่างอื่นอันยิ่งไปกว่านี้.
               พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า สมณพราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิตย่อมกล่าวความบริสุทธิ์ของสัตว์ว่าเป็นยอดด้วยเหตุเพียงเท่านี้ หรือว่าย่อมกล่าวความบริสุทธิ์อย่างอื่นอันยิ่งไปกว่าอรูปสมาบัตินี้.
               บทว่า เอตฺตาวตคฺคมฺปิ วทนฺติ เหเก สมณพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมกล่าวความบริสุทธิ์ว่าเป็นยอดด้วยเหตุเพียงเท่านี้ คือสมณพราหมณ์ผู้มีวาทะว่าเที่ยงพวกหนึ่ง ถือตัวว่าเป็นบัณฑิตย่อมกล่าวอรูปสมาบัตินี้ว่าเป็นความบริสุทธิ์อย่างยอด แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้.
               บทว่า เตสํ ปุเนเก สมยํ วทนฺติ สมณพราหมณ์อีกพวกหนึ่งย่อมกล่าวถึงลัทธิของสมณพราหมณ์เหล่านั้น คือสมณพราหมณ์ผู้มีวาทะว่าขาดสูญพวกหนึ่งย่อมกล่าวถึงลัทธิ คือความขาดสูญของสมณพราหมณ์เหล่านั้น.
               บทว่า อนุปาทิเสเส กุสลาวทานา คือ ผู้มีวาทะว่าตนเป็นคนฉลาดในอนุปาทิเสสนิพพาน. บทว่า เอเต จ ญฺตฺวา อุปนิสฺสิตา คือ ส่วนท่านผู้เป็นมุนีรู้บุคคลผู้เป็นเจ้าทิฏฐิเหล่านั้นว่า เป็นผู้อาศัยสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ.
               บทว่า ญตฺวา มุนี นิสฺสเย โส วิมํสี ท่านผู้เป็นมุนีนั้นพิจารณารู้ผู้อาศัยทิฏฐิทั้งหลาย คือพระพุทธมุนีผู้เป็นบัณฑิตพิจารณารู้ผู้อาศัยนั่นแล.
               บทว่า ญตฺวา วิมุตฺโต รู้แล้วหลุดพ้น คือรู้ธรรมโดยความเป็นทุกข์และไม่เที่ยงเป็นต้น หลุดพ้นแล้ว. บทว่า ภวาภวาย น สเมติ คือ ย่อมไม่มาเพื่อเกิดบ่อยๆ.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบเทศนาด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัต.
               เมื่อจบเทศนาได้มีผู้บรรลุเช่นเดียวกับที่กล่าวแล้วในปุราเภทสูตรนั่นแล.

               จบอรรถกถากลหวิวาทสูตรที่ ๑๑               
               แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย               
               ชื่อปรมัตถโชติกา               
               --------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค กลหวิวาทสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 417อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 418อ่านอรรถกถา 25 / 419อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=10332&Z=10417
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๓๑  พฤษภาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com