ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค
มหาวิยูหสูตร

               อรรถกถามหาพยูหสูตร#-ที่ ๑๓               
____________________________
#- บาลีว่า มหาวิยูหสูตร.

               มหาพยูหสูตร มีคำเริ่มต้นว่า เย เกจิเม บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งดังนี้เป็นต้น.
               พระสูตรนี้มีการเกิดขึ้นอย่างไร?
               ในมหาสมัยนั้นเหมือนกัน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระสูตรนี้เพื่อทำให้แจ้งความนั้น แก่เหล่าเทวดาบางพวกผู้มีจิตเกิดขึ้นว่า บุคคลเหล่านี้ถือมั่นในทิฏฐิย่อมได้รับการนินทาอย่างเดียวหรือหนอ หรือได้รับแม้การสรรเสริญด้วย จากสำนักของวิญญูชนทั้งหลาย ทรงให้พระพุทธนิมิตถามพระองค์ โดยนัยก่อนนั่นแล.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า อนฺวานยนฺติ ได้แก่ นำมาเนืองๆ คือนำมาบ่อยๆ. เพราะบุคคลผู้มีวาทะเป็นเจ้าทิฏฐิเหล่านั้นแม้กล่าวอยู่ว่าสิ่งนี้เท่านั้นจริง บางคราวได้ความสรรเสริญบ้าง ผลแห่งวาทะอันได้แก่ความสรรเสริญนั้นน้อยนักไม่สามารถเพื่อสงบราคะเป็นต้นได้ จะกล่าวไปไยถึงผลแห่งการนินทาที่สอง ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงความนี้จึงตรัสคาถาแก้นี้ก่อนมีอาทิว่า เรากล่าวผลแห่งการวิวาท ๒ ประการนี้น้อยนัก ไม่พอแก่ความสงบดังนี้.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า ทุเว วิวาทสฺส ผลานิ ผลแห่งการวิวาท ๒ ประการ ได้แก่ ความนินทาและความสรรเสริญ หรือได้แก่ความชนะและความแพ้เป็นต้น อันเป็นส่วนพวกเดียวกันกับความสรรเสริญและความนินทานั้น.
               บทว่า เอตมฺปิ ทิสฺวา เห็นโทษแห่งการวิวาทกัน คือเห็นโทษในผลแห่งการวิวาทอย่างนี้ว่า การนินทาอันเป็นสิ่งไม่น่าปรารถนา การสรรเสริญไม่พอแก่ความสงบดังนี้ บัณฑิตเห็นนิพพานมิใช่ภูมิแห่งการวิวาทว่าเป็นธรรมเกษม.
               เมื่อไม่วิวาทกันอย่างนี้ พึงทราบคาถาต่อไปว่า ยา กาจิมา ทิฏฺฐิ เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ดังนี้เป็นต้น.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า สมฺมติโย ได้แก่ ทิฏฐิ.
               บทว่า ปุถุชฺชา คือ เป็นอันมาก.
               บทว่า โส อุปยํ กิเมยฺย บัณฑิตผู้รู้แจ้งนั้นจะพึงถึงธรรมที่ควรเข้าไปใกล้อะไร คือบัณฑิตนั้นพึงถึงธรรมเครื่องเข้าใกล้ ด้วยอรรถว่าพึงเข้าถึง คือจะพึงถึงธรรมแม้อย่างหนึ่งในรูปเป็นต้นที่ควรเข้าไปใกล้อะไร หรือพึงเข้าถึงด้วยเหตุอะไร.
               บทว่า ทิฏฺเฐ สุเต ขนฺติมกุพฺพมาโน ได้แก่ ไม่ทำความชอบใจในรูปที่ได้เห็น ในเสียงที่ได้ฟังและในความบริสุทธิ์.
               นอกเหนือไปจากนี้ ควรทราบคาถาว่า สีลุตฺตมา ผู้มีศีลอุดมเป็นต้นต่อไป.
               บทนั้นมีความดังนี้
               ชนบางพวกมีศีลอุดมสำคัญว่าศีลเท่านั้นเป็นธรรมอุดม จึงกล่าวว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ความบริสุทธิ์ย่อมมีด้วยการเพียงสำรวมเท่านั้น.
               อนึ่ง ชนเหล่านั้นสมาทานวัตรมีหัตถีวัตรเป็นต้น ตั้งมั่นด้วยคิดว่า ความบริสุทธิ์ของศาสดาจะพึงมีในทิฏฐิเท่านั้น เขาถูกภพนำเข้าไปแล้วถูกภพท่วมทับ ยังพูดอยู่เสมอๆ ว่าเราเป็นผู้ฉลาด.
               บรรดาผู้มีศีลอุดมคนใดคนหนึ่งปฏิบัติได้อย่างนั้น พึงทราบคาถาว่า สเจ จุโต หากบุคคลเคลื่อนจากศีลและพรต ดังนี้ต่อไป.
               บทนั้นมีความดังนี้
               หากว่าบุคคลเป็นผู้เคลื่อนจากศีลและพรตนั้นด้วยการตัดผู้อื่น หรือไม่บริโภคร่วม บุคคลนั้นยังกรรมมีศีลและพรตเป็นต้น หรือกรรมคือปุญญาภิสังขารให้ผิดแล้วก็หวั่นไหว มิใช่หวั่นไหวอย่างเดียว ยังกระหายคร่ำครวญปรารถนาความบริสุทธิ์คือศีลและพรตนั้นอยู่.
               เหมือนอะไร.
               เหมือนบุคคลอยู่ปราศจากเรือน เสื่อมแล้วจากพวก พึงปรารถนาเรือนหรือพวกฉะนั้น.
               อนึ่ง อริยสาวกละศีลและพรตทั้งหมดอันเป็นเหตุทำให้ผู้มีศีลและพรตอันสูงสุดหวั่นไหว.
               พึงทราบคาถาต่อไป.
               ในบทเหล่านั้นบทว่า สาวชฺชานวชฺชํ ธรรมที่มีโทษและไม่มีโทษ ได้แก่อกุศลทั้งปวงและโลกิยกุศล.
               บทว่า สุทฺธี อสุทฺธีติ อปฏฺฐยามาโน ไม่ปรารถนาว่าธรรมชาตินี้บริสุทธิ์ ธรรมชาตินี้ไม่บริสุทธิ์ คือไม่ปรารถนาธรรมชาติบริสุทธิ์มีกามคุณ ๕ เป็นต้น และธรรมชาตินี้ไม่บริสุทธิ์มีอกุศลเป็นต้น.
               บทว่า วิรโต จเร เว้นแล้วเที่ยวไป คือเว้นแล้วจากความบริสุทธิ์และความไม่บริสุทธิ์เที่ยวไป. บทว่า สนฺติมนุคฺคหาย คือ ไม่ถือมั่นทิฏฐิ.
               พระพุทธนิมิตครั้นทรงแสดงสมณพราหมณ์ภายนอกจากศาสนานี้อย่างนี้ ผู้มีวาทะบริสุทธิ์ด้วยการสำรวมในศีลอันสูงสุด การกำจัดสมณพราหมณ์ภายนอกเหล่านั้น และการปฏิบัติของพระอรหันต์ผู้ละศีลและพรตแล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงถึงสมณพราหมณ์ภายนอกผู้มีวาทะบริสุทธิ์ แม้โดยประการอื่น จึงตรัสคาถาว่า ตมูปนิสฺสาย อาศัยทิฏฐินั้น ดังนี้เป็นต้น.
               บทนั้นมีความดังต่อไปนี้
               สมณพราหมณ์ทั้งหลายแม้เหล่าอื่น อาศัยทิฏฐินั้นหรือความเกลียดบาปอย่างใดอย่างหนึ่งในทิฏฐิอันบริสุทธิ์เป็นต้น เป็นผู้ระลึกแล่นพ้นไปจากอกิริยทิฏฐิ ยังไม่ปราศจากตัณหาในภพน้อยและภพใหญ่ แล้วย่อมทอดถอน คือพูดถึงความบริสุทธิ์.
               อธิบายว่า เมื่อสมณพราหมณ์เหล่านั้นยังไม่ปราศจากตัณหา ทอดถอนถึงความบริสุทธิ์ แม้ผู้ใดพึงสำคัญตนว่าเป็นผู้ถึงความบริสุทธิ์ ผู้นั้นเพราะยังไม่ปราศจากตัณหายังปรารถนาวัตถุนั้นๆ ในภพน้อยและภพใหญ่ ก็ยังมีความดิ้นรนอยู่บ่อยๆ นั่นเอง. เพราะตัณหาที่บุคคลเสพเป็นอาจิณแล้ว ก็ทำให้ตัณหาเจริญมากขึ้นนั่นเอง และมิใช่ความดิ้นรนอย่างเดียว ความหวั่นไหวยังมีในวัตถุที่ตนกำหนดอีกด้วย.
               ท่านอธิบายว่า ตัณหาและทิฏฐิของบุคคลนั้น เป็นความหวั่นไหวในวัตถุที่ตนกำหนดแล้ว. ก็เพราะเป็นผู้ปราศจากตัณหาในภพและมิใช่ภพแล้ว การจุติและการอุบัติต่อไป ในภพนี้ย่อมไม่มีแก่ผู้ใด ผู้นั้นจะพึงหวั่นไหว จะพึงดิ้นรนในอารมณ์ไหนๆ เพราะเหตุอะไร.
               นี้เป็นการเชื่อมความของคาถานี้.
               บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วในนิเทศนั่นแล.
               บทว่า ยมาหุ เป็นคาถาถาม คือสมณพราหมณ์พวกหนึ่งกล่าวธรรมใด.
               บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะไม่มีวาทะที่เป็นจริงแม้วาทะเดียวในสมณพราหมณ์นี้ ด้วยว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้นกล่าวเพียงความเห็นอย่างเดียว ฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงความเห็น จึงตรัสคาถาแก้นี้ก่อนว่า สกญฺหิ ธรรมของตนนั่นแหละ ดังนี้เป็นต้น.
               ในบทเหล่านั้นบทว่า สกํ คือ ทิฏฐิของตน.
               เมื่อสมณพราหมณ์เหล่านี้กล่าวธรรมของตนว่าบริบูรณ์ กล่าวธรรมของคนอื่นว่าเลว
               พึงทราบคาถาว่า ยสฺส กสฺสจิ ปรสฺส เจ วมฺภยิเตน หีโน หากบุคคลพึงเป็นผู้เลวทราม เพราะการติเตียนของบุคคลอื่น คนใดคนหนึ่ง ดังนี้ต่อไป.
               บทนั้นมีความดังนี้
               ผิว่าบุคคลนั้นพึงเป็นผู้เลวทรามเพราะเหตุที่คนอื่นติเตียน ใครๆ ก็จะไม่พึงเป็นผู้วิเศษคือเลิศในธรรมทั้งหลาย.
               เพราะอะไร. เพราะสมณพราหมณ์เป็นอันมาก กล่าวธรรมของผู้อื่นโดยความเป็นธรรมเลว สมณพราหมณ์ทั้งหมดเหล่านั้นในธรรมของตนกล่าวว่ามั่นคง
               มีอะไรยิ่งไปกว่านั้น.
               พึงทราบคาถาว่า สธมฺมปูชา การบูชาธรรมของตน ดังนี้เป็นต้นต่อไป.
               บทนั้นมีความดังนี้
               พวกเดียรถีย์เหล่านั้นย่อมสรรเสริญหนทางเครื่องดำเนินของตนอย่างใด แม้การบูชาธรรมของตนของเดียรถีย์เหล่านั้น ก็ยังเป็นไปอยู่อย่างนั้น เพราะว่าพวกเดียรถีย์เหล่านั้นย่อมเคารพศาสดาเป็นต้นเหลือเกิน. ในข้อนั้น ผิว่าการบูชาธรรมของตนจะพึงเป็นประมาณแก่พวกเดียรถีย์เหล่านั้น เมื่อเป็นอย่างนั้น วาทะทั้งหมดก็จะพึงเป็นของแท้.
               เพราะอะไร. เพราะว่าความบริสุทธิ์ของเดียรถีย์เหล่านั้น เป็นผลเฉพาะตนๆ เท่านั้น ความบริสุทธิ์นั้นย่อมไม่สำเร็จในที่อื่น แม้โดยปรมัตถ์ก็ไม่สำเร็จ เพราะคำนั้นเป็นเพียงยึดถือความเห็นในตนเท่านั้นของผู้รู้ที่ปัจจัยอื่นจะพึงนำไปเหล่านั้น. แต่ตรงกันข้าม ผู้ใดชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะลอยบาปได้แล้ว
               พึงทราบคาถาว่า โย ปน วิปรีโต ฯเปฯ ปรเนยฺยมตฺถิ ญาณที่ผู้อื่นจะพึงนำไปไม่มีแก่พราหมณ์นั้น ดังนี้ต่อไป.
               บทนั้นมีความดังนี้
               ญาณที่ผู้อื่นจะพึงนำไป ย่อมไม่มีแก่พราหมณ์ เพราะเห็นชอบแล้วโดยนัยมีอาทิว่า๑- สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง ดังนี้. การวินิจฉัยในธรรมคือทิฏฐิทั้งหลายว่าข้อนี้เท่านั้นจริง ดังนี้แล้วยึดถือไว้ ไม่มีแก่พราหมณ์.
____________________________
๑- ขุ. ธ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๓๐

               เพราะอะไร. เพราะว่าพราหมณ์นั้นล่วงความวิวาทเพราะทิฏฐิเสียได้
               อนึ่ง พราหมณ์นั้นไม่เห็นธรรมอื่นโดยความเป็นธรรมประเสริฐเลย นอกจากสติปัฏฐานเป็นต้น.
               พึงทราบการเชื่อมและความแห่งคาถาว่า ชานามิ เรารู้.
               พึงทราบอย่างนี้ก่อน จริงอยู่ พราหมณ์ชั้นยอดย่อมไม่เห็นธรรมอื่น โดยความเป็นธรรมประเสริฐเลย. แต่พวกเดียรถีย์เหล่าอื่นรู้อยู่เห็นอยู่ด้วยปรจิตตญาณ (รู้ใจผู้อื่น) เป็นต้น แม้กล่าวว่า เรารู้ เราเห็น สิ่งที่เรารู้เราเห็นเป็นอย่างนั้นแล ดังนี้จึงเชื่อความบริสุทธิ์ด้วยทิฏฐิ.
               เพราะเหตุไร. เพราะหากว่า บรรดาเดียรถีย์เหล่านั้นแม้คนหนึ่งได้เห็น ก็จะได้เห็นความตามเป็นจริง ด้วยปรจิตตญาณเป็นต้นนั้น ประโยชน์อะไรเล่าด้วยการเห็นนั้นแก่ตน คือทำอะไรได้ การกำหนดรู้ทุกข์สำเร็จแล้วหรือ หรือการละเหตุให้เกิดทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งสำเร็จแล้ว เพราะเดียรถีย์ทั้งหลายเหล่านั้นก้าวล่วงอริยมรรค แม้โดยประการทั้งปวงได้แล้ว ย่อมกล่าวความบริสุทธิ์ด้วยธรรมอย่างอื่น หรือพระพุทธเจ้าเป็นต้นก้าวล่วงเดียรถีย์เหล่านั้นได้แล้วย่อมกล่าวความบริสุทธิ์ด้วยธรรมอย่างอื่น.
               พึงทราบการเชื่อมและความแห่งคาถาว่า ปสฺสํ นโร นรชนเมื่อเห็นย่อมเห็นนามรูป ดังนี้เป็นต้น.
               มีอะไรยิ่งไปกว่านั้น มีดังต่อไปนี้.
               นรชนใดได้เห็นด้วยปรจิตตญาณ (รู้ใจผู้อื่น) แล้ว นรชนนั้นเมื่อเห็นย่อมเห็นนามรูป แต่นั้นครั้นเห็นแล้วจักรู้ทั่วถึงนามรูปเหล่านั้นทีเดียว โดยความเป็นของเที่ยง หรือโดยความเป็นสุข จักไม่รู้โดยประการอื่น. นรชนนั้นเมื่อเห็นอยู่อย่างนี้ จะเห็นนามรูปมากหรือน้อยโดยความเป็นของเที่ยง และโดยเป็นสุขก็จริง ถึงกระนั้น ผู้ฉลาดทั้งหลายย่อมไม่กล่าวความบริสุทธิ์ด้วยการเห็น เห็นปานนั้นของเขาเลย.
               พึงทราบการเชื่อมและความของคาถาว่า นิวิสฺสวาที มีปรกติกล่าวตามความมั่นใจ ดังนี้เป็นต้น. แม้เมื่อไม่มีความบริสุทธิ์ด้วยความเห็นนั้น ผู้ใดมีปรกติกล่าวตามความมั่นใจอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็นสิ่งนั้น เป็นอย่างนั้นแล อาศัยความเป็นอย่างนั้นจึงเชื่อความบริสุทธิ์ด้วยทิฏฐิ เป็นผู้มีปรกติกล่าวตามความมั่นใจอย่างนี้ว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริง ผู้นั้นมิใช่จะพึงแนะนำได้ง่ายเลย ชนผู้ทำทิฏฐิที่ตนกำหนดคือปรุงแต่งไว้เบื้องหน้าอย่างนั้น ผู้นั้นอาศัยศาสดาคนใดแล้ว ก็เป็นผู้กล่าวถึงความดีงามในศาสดานั้นสำคัญตนว่าเราเป็นผู้กล่าวความบริสุทธิ์ เป็นผู้กล่าวความหมดจด หรือเป็นผู้เห็นความบริสุทธิ์ ดังนี้.
               บทว่า ตตฺถ ตถทฺทสา โส ผู้นั้นได้เห็นความถ่องแท้ในทิฏฐิของตน คือได้เห็นความไม่วิปริตในทิฏฐิของตนนั้น. อธิบายว่า ได้เห็นความถ่องแท้นั้นโดยประการที่ทิฏฐินั้นยังเป็นไปอยู่ ไม่ปรารถนาจะเห็นโดยประการอื่น. เมื่อพวกเดียรถีย์ทำทิฏฐิที่ตนกำหนดไว้อย่างนี้ในเบื้องหน้า พึงทราบคาถาต่อไปว่า พราหมณ์รู้แล้วย่อมไม่เข้าถึงเครื่องกำหนด คือตัณหาและทิฏฐิ.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า สงฺขํ แปลว่า รู้แล้ว. อธิบายว่า รู้ด้วยการนับ.
               บทว่า นปิ ญาณพนธุ ไม่มีตัณหาทิฏฐิเครื่องผูกพันด้วยญาณ คือไม่ทำเครื่องผูกพันตัณหาทิฏฐิไว้ด้วยสมาปัตติญาณเป็นต้น.
               ในบทนั้นมีวิเคราะห์ว่า เครื่องผูกพันที่ทำไว้ด้วยญาณของคนนั้นไม่มี เหตุนั้น คนนั้นจึงชื่อว่าไม่มีเครื่องผูกพันด้วยญาณ. บทว่า สมฺมติโย ได้แก่ สมมติว่าเป็นทิฏฐิ. บทว่า ปุถุชฺชา คือ มีเป็นอันมาก.
               บทว่า อุคคหณนติมญเญ คือ คนเหล่าอื่นย่อมยึดถือ. อธิบายว่า คนเหล่าอื่นย่อมยึดถือสมมติเหล่านั้น.
               มีอะไรยิ่งไปกว่านั้น.
               มีคาถาว่า วิสชฺช คนฺถานิ มุนีสละกิเลสเครื่องร้อยรัดเสียแล้ว ดังนี้เป็นต้น.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า อนุคฺคโห คือเว้นจากการยึด ชื่อว่า อนุคฺคโห เพราะไม่มีการยึดถือ หรือย่อมไม่ยึดถือ.
               มีอะไรยิ่งไปกว่านั้น.
               มีคาถาว่า ปุพฺพาสเว มุนีละอาสวะเบื้องต้นเสีย ดังนี้เป็นต้น.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า ปุพฺพาสเว ได้แก่ กิเลสเกิดขึ้นเพราะปรารภรูปในอดีตเป็นต้น.
               บทว่า นเว อาสวะใหม่ คือกิเลสเกิดขึ้นปรารภรูปในปัจจุบันเป็นต้น.
               บทว่า น ฉนฺทคู คือ ไม่ลำเอียงเพราะความพอใจ.
               บทว่า อนตฺตครหี คือ มุนีไม่ติเตียนตนด้วยการทำและไม่ทำ มุนีไม่ติเตียนตนอย่างนี้
               พึงทราบคาถาต่อไปว่า ส สพฺพธมฺเมสุ มุนีนั้นเป็นผู้ไม่มีมารและเสนามารในธรรมทั้งปวง.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า ส สพฺพธมฺเมสุ ได้แก่ ในธรรมอันมีประเภทอย่างนี้ว่า ธรรมอะไรๆ ในธรรมคือทิฏฐิ ๖๒.
               บทว่า ปนฺนภาโร คือ ปลงภาระลงแล้ว. เป็นผู้ไม่มีเครื่องกำหนด เพราะไม่กำหนดไว้. อธิบายว่า ไม่ทำเครื่องกำหนดแม้สองอย่าง.
               บทว่า นูปรโต ไม่เข้าไปยินดี คือ (มุนี) ไม่เข้าไปคลุกคลีเหมือนปุถุชน กัลยาณปุถุชนและพระเถระ. บทว่า น ปฏฺฐิโย ไม่มีความปรารถนา คือไม่มีตัณหา. ชื่อว่า ปฏฺฐิยา เพราะตัณหาปรารถนา. ชื่อว่า น ปฏฺฐิโย เพราะไม่มีความปรารถนา.
               บทที่เหลือในบทนั้น ท่านกล่าวไว้ชัดแล้ว.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบเทศนาลงด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัตด้วยประการฉะนี้.

               จบอรรถกถามหาพยูหสูตรที่ ๑๓               
               แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย               
               ชื่อปรมัตถโชติกา               
               --------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค มหาวิยูหสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 419อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 420อ่านอรรถกถา 25 / 421อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=10494&Z=10607
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๓๑  พฤษภาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :