ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ปฐมวรรค
๙. ปิลินทวัจฉเถรคาถา

               อรรถกถาปิลินทวัจฉเถรคาถา               
               คาถาของท่านพระปิลินทวัจฉเถระ เริ่มต้นว่า สฺวาคตํ ดังนี้.
               เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร?
               ได้ยินว่า พระเถระนี้เกิดในตระกูลมีโภคะมาก ณ กรุงหงสาวดี ในกาลของพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา โดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล เห็นพระบรมศาสดาทรงแต่งตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งแห่งภิกษุผู้เลิศโดยเป็นที่รักเป็นที่พอใจของเทวดาทั้งหลาย ปรารถนาตำแหน่งอันเลิศนั้น บำเพ็ญกุศลจนตลอดชีวิต จุติจากอัตภาพนั้นแล้วท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย แล้วบังเกิดในมนุษยโลก ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่าสุเมธะ. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว กระทำการบูชาพระสถูปของพระบรมศาสดา และยังมหาทานให้เป็นไปในหมู่สงฆ์ จุติจากมนุษยโลกนั้นแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายนั่นแหละ เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติขึ้น เป็นพระเจ้าจักรพรรดิยังมหาชนให้ดำรงอยู่ในศีล ๕ ได้กระทำให้เป็นผู้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
               เขา เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายยังไม่เสด็จอุบัติขึ้นนั่นแล บังเกิดในเรือนแห่งพราหมณ์ ในพระนครสาวัตถี. คนทั้งหลายขนานนามเขาว่า ปิลินทะ. ส่วนคำว่า วัจฉะ เป็นโคตร.
               ด้วยเหตุนั้น เวลาต่อมา เขาจึงมีนามปรากฏว่า ปิลินทวัจฉะ ก็เขาบวชเป็นปริพาชก เพราะเป็นผู้มากไปด้วยความสลดใจในสงสาร สำเร็จวิชชาชื่อว่าจูฬคันธาระ ท่องเที่ยวไปในอากาศได้ด้วยวิชชานั้น ทั้งเป็นผู้รู้จิตของผู้อื่น ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยลาภและยศ อาศัยอยู่ในกรุงราชคฤห์.
               ครั้งนั้น จำเดิมแต่เวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ เสด็จเข้าไปสู่กรุงราชคฤห์โดยลำดับ ด้วยพระพุทธานุภาพ ทำให้วิชชานั้นของเขาเสื่อมไป (ไม่สมบูรณ์) ไม่สามารถยังกิจของตนให้สำเร็จได้.
               เขาคิดว่า ก็เราได้ฟังมาดังนี้ว่า เมื่ออาจารย์และปรมาจารย์ทั้งหลายกล่าวมนต์นี้อยู่ มหาคันธารวิชชาอยู่ในที่ใด จูฬคันธารวิชชาย่อมเสื่อม (ไม่สมบูรณ์) ในที่นั้น ดังนี้. ก็นับจำเดิมแต่พระสมณโคดมเสด็จมาแล้ว วิชชานี้ของเราไม่สมบูรณ์เลย พระสมณโคดมต้องรู้มหาคันธารวิชชา โดยไม่ต้องสงสัย ไฉนหนอ เราพึงเข้าไปนั่งใกล้พระสมณโคดมนั้น แล้วเรียนวิชชานั้นในสำนักของพระองค์ ดังนี้.
               เขาเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว กราบทูลดังนี้ว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ ข้าพระองค์ประสงค์จะเรียนวิชชาอย่างหนึ่งในสำนักของพระองค์ ขอพระองค์จงให้โอกาสแก่ข้าพระองค์
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ถ้าเช่นนั้นท่านจงบวช. เขาสำคัญว่า บรรพชาเป็นการบริกรรมวิชชาจึงยอมบวช.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมแก่ท่าน แล้วทรงประทานกัมมัฏฐานอันเหมาะแก่จริต. ท่านเจริญวิปัสสนาบรรลุพระอรหัตแล้ว ต่อกาลไม่นานเลย เพราะความเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย.
               ก็เทวดาเหล่าใดผู้ตั้งอยู่ในโอวาทของท่านในชาติก่อน แล้วเกิดในสวรรค์ เทวดาเหล่านั้นอาศัยความเป็นผู้รู้คุณนั้น จึงเกิดความนับถืออย่างมาก เข้าไปหาพระเถระทุกเย็น ทุกเช้าแล้วจึงไป. เพราะเหตุนั้น พระเถระจึงถึงความเป็นผู้เลิศ เพราะความเป็นผู้เป็นที่รัก เป็นที่พอใจของเทวดาทั้งหลาย.
               สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
               เมื่อพระโลกนาถพระนามว่าสุเมธ เป็นบุคคลผู้เลิศ นิพพานแล้ว เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้ทำการบูชาพระสถูป.
               ในสมาคมนั้น พระขีณาสพผู้ได้อภิญญา ๖ มีฤทธิมากเท่าใด เรานิมนต์พระขีณาสพเหล่านั้นมาประชุมกันในสมาคมนั้นแล้ว ได้ทำสังฆภัตถวาย เวลานั้นมีภิกษุผู้อุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสุเมธ ท่านมีนามว่าสุเมธ ได้อนุโมทนาในเวลานั้น ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น เราได้เข้าถึงวิมาน นางอัปสรแปดหมื่นหกพันได้มีแก่เรา นางอัปสรเหล่านั้นย่อมคล้อยตามความประสงค์ทุกอย่างของเราเสมอ เราย่อมครอบงำเทวดาเหล่าอื่น นี่เป็นผลแห่งบุญกรรม.
               ในกัปที่ ๒๕ เราเป็นกษัตริย์พระนามว่าวรุณ ในกาลนั้น เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ เสวยโภชนะอันขาวผ่อง ชนเหล่านั้นไม่ต้องหว่านพืช และไม่ต้องนำไถไปไถ มนุษย์ทั้งหลายย่อมบริโภคข้าวสาลีอันเกิดเอง สุกเอง ในที่ไม่ได้ไถ.
               เราได้เสวยราชสมบัติในภพนั้นแล้ว ได้ถึงความเป็นเทวดาอีก ถึงเวลานั้น โภคสมบัติเช่นนี้ก็บังเกิดแก่เรา สัตว์ทั้งปวงซึ่งเป็นมิตร หรือมิใช่มิตร ย่อมไม่เบียดเบียนเรา เราเป็นที่รักของสัตว์ทุกจำพวก นี้เป็นผลแห่งกรรม เราได้ให้ทานใดในกาลนั้น ด้วยการให้ทานนั้น เราไม่พบทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการไล้ทาด้วยของหอม.
               ในภัทรกัปนี้ เราผู้เดียวได้เป็นอธิบดีของคน ได้เป็นราชฤาษีผู้มีอานุภาพมาก ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ มีพลมาก เรานั้นตั้งอยู่ในศีล ๕ ได้ยังหมู่ชนเป็นอันมากให้ถึงสุคติ ได้เป็นที่รักของเทวดาทั้งหลาย.
               คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราได้ทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า เราได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
               อนึ่ง เพราะเหตุที่ท่านเป็นผู้อันเทวดาทั้งหลาย รักใคร่สนิทสนมอย่างมากยิ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงตั้งพระเถระนี้ไว้ในตำแหน่งแห่งภิกษุผู้เลิศโดยความเป็นที่รัก เป็นที่พอใจของเทวดาทั้งหลาย โดยพระพุทธดำรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระปิลินทวัจฉะเลิศกว่าภิกษุผู้เป็นมหาสาวกของเราฝ่ายทำให้เทวดาทั้งหลายรักใคร่ชอบใจ ดังนี้.
               วันหนึ่ง ท่านนั่งอยู่ในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ พิจารณาดูคุณทั้งหลายของตนแล้ว เมื่อจะสรรเสริญการมาในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า ว่าเป็นนิมิตของวิชชา อันเป็นเหตุแห่งการบรรลุคุณเหล่านั้น จึงได้ภาษิตคาถาว่า
                                   การที่เรามาสู่สำนักของพระศาสดานี้เป็นการมา
                         ดีแล้ว ไม่ไร้ประโยชน์ การที่เราคิดไว้ว่า จักฟังธรรมใน
                         สำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วจักบวช เป็นความคิด
                         ที่ไม่ไร้ประโยชน์ เพราะเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
                         จำแนกธรรมทั้งหลายอยู่ เราได้บรรลุธรรมอันประเสริฐ
                         แล้ว ดังนี้.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สฺวาคตํ ความว่า เป็นการมาที่ดี เชื่อมความว่า การที่เรามานี้.
               อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สฺวาคตํ ความว่า อันเรามาดีแล้ว ต้องเปลี่ยนวิภัตติเป็น มยา.
               บทว่า นาปคตํ ตัดบทเป็น น อปคตํ ได้ความว่า ไม่ไปปราศจากการถึงความเจริญ คือประโยชน์เกื้อกูล.
               บทว่า นยิทํ ทุมฺมนฺติตํ มม ความว่า พระดำรัสนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่เราไม่ถูกต้อง หรือเราไตร่ตรองไม่ดี ก็หามิได้.
               ท่านกล่าวอธิบายไว้ ดังนี้ว่า
               ความคิดคือความดำริ ได้แก่ ถ้อยคำที่เรากล่าวว่า เราฟังธรรมในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วจักบวชดังนี้ หรือสิ่งที่เราพิจารณาด้วยจิต แม้นี้เป็นความคิดที่ไม่ไร้ประโยชน์
               บัดนี้ เมื่อจะแสดงเหตุ ในบทว่า ทุมฺมนฺติตํ นั้น ท่านจึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปวิภตฺเตสุ ดังนี้.
               บทว่า ปวิภตฺเตสุ ความว่า จำแนกแล้วโดยประการ (ต่างๆ).
               บทว่า ธมฺเมสุ ความว่า ในไญยธรรม หรือในสมถธรรมทั้งหลาย ได้แก่ ในธรรมที่เดียรถีย์กล่าวไว้ด้วยสามารถแห่งปกติเป็นต้น หรือในธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสจำแนกไว้ด้วยสามารถแห่งอริยสัจมีทุกขสัจเป็นต้น.
               บทว่า ยํ เสฏฺฐํ ตทุปาคมึ ความว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น ธรรมใดประเสริฐที่สุด เราเข้าถึงธรรมนั้น ซึ่งเป็นจตุราริยสัจจธรรม.
               อีกอย่างหนึ่ง เราเข้าถึงซึ่งศาสนธรรมอันเป็นเหตุนำสัตว์ให้ตรัสรู้ คือเข้าถึงว่า นี้ธรรม นี้วินัย.
               อีกอย่างหนึ่ง ในบรรดาสภาวธรรมทั้งหลาย อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นแหละทรงจำแนกแล้วด้วยสามารถแห่งกุศลเป็นต้น (และ) ด้วยสามารถแห่งขันธ์เป็นต้น ตามความเป็นจริง ธรรมใดประเสริฐ คือสูงสุด ได้แก่ประเสริฐในศาสนานั้น เราเข้าถึงแล้ว คือเข้าถึงแล้วโดยประจักษ์ในตน ได้แก่ทำให้แจ้งแล้วซึ่งธรรมนั้นอันประเสริฐ อันหมายถึงธรรม คือมรรคผลและนิพพาน. เพราะฉะนั้น จึงประกอบความว่า การที่เรามาสู่สำนักของพระศาสดานี้เป็นการมาดีแล้ว ไม่ไร้ประโยชน์ การที่เราคิดว่า จักฟังธรรมในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วจักบวช เป็นความคิดที่ไม่ไร้ประโยชน์ ดังนี้.

               จบอรรถกถาปิลินทวัจฉเถรคาถา               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ปฐมวรรค ๙. ปิลินทวัจฉเถรคาถา จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 145อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 146อ่านอรรถกถา 26 / 147อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=5025&Z=5031
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :