ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต จตุตถวรรค
๕. สามัญญกานิเถรคาถา

               อรรถกถาสามัญญิกานิเถรคาถา               
               คาถาของท่านพระสามัญญกานิเถระ เริ่มต้นว่า สุขํ สุขตฺโถ.
               เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร?
               ได้ยินว่า ท่านเป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมกุศลไว้ในภพนั้นๆ เกิดในกำเนิดมนุษย์ ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าวิปัสสี ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าวิปัสสี แล้วเป็นผู้มีใจเลื่อมใส ได้ถวายเตียงหลังหนึ่ง.
               ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดเป็นบุตรของปริพาชกคนใดคนหนึ่ง ในพุทธุปบาทกาลนี้ ท่านได้มีนามว่าสามัญญกานี เขารู้เดียงสาแล้ว เห็นยมกปาฏิหาริย์ของพระศาสดา เป็นผู้มีใจเลื่อมใสแล้ว บวชในพระศาสนาแล้ว เรียนกรรมฐานอันเหมาะแก่จริต ยังฌานให้เกิดแล้ว กระทำฌานให้เป็นบาท เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว.
               สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า๑-
               เราเลื่อมใสได้ถวายเตียงหลังหนึ่งแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นเชษฐบุรุษของโลก ผู้คงที่ พระนามว่าวิปัสสี ด้วยมือของตน เราได้ยานช้าง ยานม้าและยานทิพย์ เราได้บรรลุธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะ ก็เพราะการถวายเตียงนั้น.
               ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายเตียงใด ด้วยการถวายเตียงนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายเตียง. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เราทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
____________________________
๑- ขุ. อ. เล่ม ๓๓/ข้อ ๑๑๒

               ส่วนปริพาชกชื่อว่ากาติยานะ ผู้เป็นสหาย (สมัยเป็น) คฤหัสถ์ของพระเถระ ไม่ได้แม้เพียงของกินและเครื่องนุ่งห่ม เพราะจำเดิมแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จอุบัติขึ้น พวกเดียรถีย์ทั้งหลายก็มีลาภและสักการะเสื่อมหมด เข้าไปหาพระเถระทั้งๆ ที่มีเพศเป็นอาชีวก
               ถามว่า พวกท่านชื่อว่าเป็นศากยบุตร ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยลาภ เลิศด้วยยศอย่างใหญ่หลวง ย่อมเป็นอยู่โดยง่าย ส่วนพวกเราตกยาก มีชีวิตลำเค็ญ ความสุขที่เป็นปัจจุบันและความสุขที่มีในสัมปรายภพ จะสำเร็จแก่ผู้ปฏิบัติ (ตาม) อย่างไรหนอแลดังนี้.
               ลำดับนั้น พระเถระบอกกับปริพาชกว่า ความสุขอันเป็นโลกุตระอย่างเดียวเท่านั้น ชื่อว่าเป็นสุขโดยตรง และสุขนั้นจะมีแก่ผู้ปฏิบัติปฏิปทาอันสมควรแก่โลกุตรสุขเท่านั้น ดังนี้แล้ว
               เมื่อจะประกาศความที่โลกุตรสุขนั้นอันตนได้บรรลุแล้ว ได้ภาษิตคาถาว่า
                         บุคคลผู้ต้องการความสุข เมื่อประพฤติให้สมควรแก่
                         ความสุขนั้น ย่อมได้ความสุข ผู้ใดเจริญอริยมรรค
                         อันประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นทางตรง เพื่อบรรลุอมต
                         ธรรม ผู้นั้นย่อมได้ความสรรเสริญ และเจริญด้วยยศ
                         ดังนี้.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุขํ ความว่า ในคาถานี้ ท่านประสงค์เอาความสุขที่ปราศจากอามิส. ก็นิรามิสสุขนั้น ก็ได้แก่ผลสมาบัติ และพระนิพพาน.
               สมดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า สมาธินี้เป็นทั้งปัจจุบันสุข เป็นทั้งสุขวิบาก ในขั้นต่อไป และว่าพระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง ดังนี้.
               บทว่า สุขตฺโถ ความว่า มีความสุขเป็นประโยชน์ คือมีความต้องการด้วยความสุข ตามที่กล่าวแล้ว.
               บทว่า ลภเต ความว่า ย่อมถึง.
               ความสุขนี้จะถึงแก่ผู้ที่ต้องการเท่านั้น ไม่ถึงแก่บุคคลนอกนี้ ท่านกล่าวว่า ตทาจรํ ประพฤติให้สมควรแก่ความสุขนั้น ดังนี้ เพื่อจะแก้คำถามที่ว่า ก็ใครเล่าที่ต้องการ.
               อธิบายว่า ผู้ปฏิบัติข้อปฏิบัตินั้นด้วยปฏิบัติอันใด ประพฤติโดยเอื้อเฟื้อ เพื่อข้อปฏิบัตินั้น ผู้นั้นจะได้ความสุขที่ประพฤติให้สมควรแก่ข้อปฏิบัตินั้นอย่างเดียวก็หามิได้ โดยที่แท้จะประสบเกียรติอีกด้วย ได้แก่บรรลุถึงชื่อเสียง คือความเป็นผู้มียศแผ่ไปในที่ลับหลัง โดยนัยมีอาทิว่า เป็นผู้มีศีล มีกายกรรมวจีกรรมบริสุทธิ์ด้วยดี มีอาชีวะบริสุทธิ์ด้วยดี เป็นผู้มีความเพ่ง เป็นผู้ประกอบแล้วด้วยฌาน แม้ด้วยประการฉะนี้.
               บทว่า ยสสฺส วฑฺฒติ ความว่า ยศกล่าวคือความยกย่องสรรเสริญคุณในที่ต่อหน้า และยศกล่าวคือความถึงพร้อมด้วยบริวาร ย่อมเพิ่มพูนแก่ผู้นั้น.
               บัดนี้ พระเถระ เมื่อจะแสดงประโยชน์ที่กล่าวไว้ โดยความเป็นของสามัญว่า ตทาจรํ โดยสรุป จึงกล่าวว่า ผู้ใดเจริญอริยมรรค อันประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นทางตรง เพื่อบรรลุอมตธรรม ผู้นั้นย่อมได้ความสรรเสริญและเจริญด้วยยศ ดังนี้.
               ความของพระคาถานั้นมีดังนี้
               บุคคลใดย่อมเจริญปฏิปทาอันเป็นเหตุให้ถึงความดับทุกข์ อันชื่อว่าอริยะ เพราะอรรถว่าบริสุทธิ์ เพราะไกลจากกิเลสทั้งหลาย และเพราะอรรถว่ากระทำความเป็นพระอริยะแก่ผู้ปฏิบัติอยู่ ชื่อว่าประกอบด้วยองค์ ๘ เพราะเป็นที่ประชุมแห่งมรรคมีองค์ ๘ มีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น ชื่อว่าอัญชสะ ด้วยอรรถว่าไม่คด เพราะเป็นข้อปฏิบัติกลางๆ ที่เว้นจากส่วนสุด ๒ อย่าง ชื่อว่าตรง เพราะละความคดทางกายเป็นต้นได้ ชื่อว่ามรรค เพราะอรรถว่าผู้ต้องการพระนิพพานพึงดำเนินไป และเพราะอรรถว่าฆ่ากิเลสไปด้วย เดินไปด้วย เพื่อถึงคือบรรลุอมตธรรม คืออสังขตธาตุ ได้แก่ ให้เกิดและเจริญขึ้นในสันดานของตน
               บุคคลนั้น ท่านเรียกว่า สุขตฺโถ ตทาจรํ (บุคคลผู้ต้องการความสุข เมื่อประพฤติให้สมควรแก่ความสุขนั้น) ดังนี้.
               ปริพาชกฟังคาถานั้นแล้ว มีใจเลื่อมใสแล้วบวช ปฏิบัติอยู่โดยชอบ เจริญวิปัสสนา แล้วบรรลุพระอรหัตต่อกาลไม่นานนัก.
               คาถาทั้งสองนี้แหละได้เป็นการพยากรณ์พระอรหัตผลของพระเถระ.

               จบอรรถกถาสามัญญิกานิเถรคาถา               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต จตุตถวรรค ๕. สามัญญกานิเถรคาถา จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 171อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 172อ่านอรรถกถา 26 / 173อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=5183&Z=5188
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :