ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๑
๓. พันธุรเถรคาถา

               อรรถกถาพันธุรเถรคาถา               
               คาถาของท่านพระพันธุรเถระ เริ่มต้นว่า นาหํ เอเตน อตฺถิโก.
               เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร?
               แม้พระเถระนี้ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ เป็นผู้คุ้มครองในพระราชวังของพระราชาพระองค์หนึ่ง ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าสิทธัตถะ ในวันหนึ่งเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยบริษัท เสด็จผ่านสนามหน้าพระราชวัง มีจิตเลื่อมใสเก็บดอกชบาไปบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นำของโลก พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์.
               ด้วยบุญกรรมนั้น เขาไปบังเกิดในเทวโลก ท่องเที่ยวไปๆ มาๆ อยู่แต่ในสุคติภพเท่านั้น เกิดเป็นบุตรแห่งเศรษฐี ในสีลวดีนคร ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่าพันธุระ.
               เขาถึงความเป็นผู้รู้แล้ว ไปในกรุงสาวัตถีด้วยกรณียกิจบางอย่าง แล้วไปสู่พระวิหารพร้อมด้วยอุบาสกทั้งหลาย ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว ได้เป็นผู้มีศรัทธาจิต บวชแล้ว เริ่มตั้งวิปัสสนาแล้วบรรลุพระอรหัตต่อกาลไม่นานนัก เพราะเป็นผู้มีญาณแก่กล้าแล้ว.
               สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า๑-
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าสิทธัตถะ เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านระ แวดล้อมด้วยพระสาวกทั้งหลาย เสด็จดำเนินไปสู่พระนคร เราเป็นผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้คุ้มครองในภายในพระราชวัง เราเข้าไปในปราสาท ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้นำของโลก จึงถือเอาดอกชบาไปโปรยลงในภิกษุสงฆ์ แยกพระพุทธเจ้าไว้แผนกหนึ่ง โปรยดอกชบาลงบูชายิ่งกว่านั้น.
               ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.
               ในกัปที่ ๘๗ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีนามว่ามหิทธิกะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
____________________________
๑- ขุ. อ. เล่ม ๓๒/ข้อ ๑๖๔

               ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ตั้งอยู่ในความเป็นผู้มีกตัญญู ไปสู่พระนครสีลวดี เพื่อสนองพระคุณพระราชาผู้มีอุปการะแก่ตน เมื่อจะแสดงธรรมแก่พระราชา ประกาศสัจจะทั้งหลายแล้ว.
               ในเวลาจบสัจจะ พระราชาเป็นพระโสดาบัน ให้สร้างวิหารใหญ่ชื่อว่าสุทัสสนะ ในพระนครของพระองค์ มอบถวายแก่พระเถระ. พระเถระ ได้เป็นผู้มีลาภสักการะอย่างใหญ่หลวง.
               พระเถระมอบวิหารและลาภสักการะทั้งหมดแก่สงฆ์ (ส่วน) ตนเองเที่ยวบิณฑบาตยังอัตภาพให้เป็นไปโดยทำนองก่อนนั่นแล พักอยู่ในสีลวดีนครนั้นสิ้นวันเล็กน้อย ได้เป็นผู้มีความประสงค์จะไปสู่พระนครสาวัตถี.
               ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงอยู่ในที่นี้แหละ ถ้าบกพร่องด้วยปัจจัยทั้งหลาย พวกข้าพเจ้าจักยังปัจจัยนั้นให้บริบูรณ์.
               พระเถระเมื่อจะแสดงความว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย เราไม่มีความต้องการด้วยปัจจัยอันโอฬาร เรายังอัตภาพให้เป็นไปด้วยปัจจัยตามมีตามได้ เราเป็นผู้มีความพอใจด้วยรสพระธรรมอย่างเดียวเท่านั้น ดังนี้แล้วได้กล่าวคาถาว่า
                         เราไม่มีความต้องการด้วยลาภคืออามิสนั้น มีความสุขพอแล้ว
                         อิ่มเอิบแล้วด้วยรสพระธรรม ครั้นได้ดื่มรสอันล้ำเลิศเช่นนี้แล้ว
                         จะไม่กระทำความสนิทสนมด้วยรสอื่นอีก ดังนี้.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาหํ เอเตน อตฺถิโก ความว่า ท่านทั้งหลายมีความประสงค์จะให้เราอิ่มหนำ ยินดีด้วยอามิสใด จึงกล่าวว่า พวกข้าพเจ้าจักทำปัจจัยให้บริบูรณ์ เราไม่มีความต้องการด้วยลาภคืออามิส
               นี้อันมีอามิสคือปัจจัยเป็นรส เราคำนึงอยู่ว่า เราไม่มีความต้องการด้วยลาภคือ อามิสนี้ (เพราะ) ความสันโดษเป็นสุขอย่างยิ่ง ดังนี้ จึงยังอัตภาพให้เป็นไป ด้วยปัจจัยตามมีตามได้.
               บัดนี้พระเถระเมื่อจะประกาศเหตุอันเป็นหลักในความไม่ต้องการด้วยลาภคืออามิสนั้น จึงกล่าวว่า เรามีความสุขพอเพียงแล้ว อิ่มเอิบแล้วด้วยรสพระธรรม ดังนี้.
               อธิบายว่า เราอิ่มเอิบแล้ว คือยินดีแล้ว คือถึงความสุข ได้แก่มีความพอใจโดยมีสุขด้วยรสแห่งโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ และด้วยรสแห่งโลกุตรธรรม ๙.
               บทว่า ปิตฺวา รสคฺคมุตฺตมํ ความว่า ดื่มรสแห่งพระธรรมอันสูงสุดตามที่ท่านกล่าวไว้ว่าเลิศ คือประเสริฐที่สุดในรสทั้งปวงเท่านั้นดำรงอยู่แล้ว.
               สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า รสแห่งพระธรรมย่อมชนะรสทั้งปวงดังนี้.
               บทว่า น จ กาหามิ วิเสน สนฺถวํ ความว่า เราดื่มรสพระธรรมอันเป็นรสล้ำเลิศเห็นปานนี้ ตั้งอยู่แล้วจักไม่ทำความสนิทสนม คือการคลุกคลีด้วยรสอื่น คือรสอันเป็นพิษ เช่นกับยาพิษ. อธิบายว่า ไม่มีเหตุให้ต้องกระทำอย่างนั้น.

               จบอรรถกถาพันธุรเถรคาถา               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๑ ๓. พันธุรเถรคาถา จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 239อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 240อ่านอรรถกถา 26 / 241อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=5572&Z=5575
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com