ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๕
๖. จูฬกเถรคาถา

               อรรถกถาจูฬกเถรคาถา               
               คาถาของท่านพระจูฬกเถระ เริ่มต้นว่า นทนฺติ โมรา สุสิขา สุเปขุณา.
               เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร?
               แม้พระเถระนี้ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ ทั้งหลาย เข้าไปสั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้นๆ เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าสิขี ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ บรรลุนิติภาวะแล้ว วันหนึ่งเห็นพระศาสดา มีจิตเลื่อมใส ได้ถวายผลฉัตตปาณี.
               ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ กรุงราชคฤห์ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้นามว่าจูฬกะ เจริญวัยแล้วได้ความเลื่อมใสในพระศาสดา ในคราวที่ทรงทรมานช้างชื่อธนบาล บวชแล้วบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ในถ้ำอินทสาระ.
               วันหนึ่ง ท่านนั่งอยู่ที่ประตูถ้ำ แลดูนาของชาวมคธ. ในขณะนั้น เมฆที่ยังฝนให้ตกตามฤดูกาล ส่งเสียงร้องดังก้องไพเราะ หนาตั้งร้อยชั้นพันชั้น ยังฝนให้ตกเต็มทั่วท้องฟ้า งามสกาวเหมือนยอดอัญชันและฝูงนกยูงฟังเสียงเมฆคำรน พากันร่าเริงยินดี ส่งเสียงร่ำร้องรื่นรมย์ พากันเที่ยวรำแพนไปในประเทศนั้นๆ.
               ในเมื่อกรชกายสงบระงับแล้ว เพราะความร้อนในฤดูร้อนผ่านไปโดยสัมผัสแห่งลมฝน ทำให้ห้องอันเป็นที่อยู่แม้ของพระเถระถึงความเยือกเย็น จิตก็เป็นเอกัคคตารมณ์ เพราะได้ฤดูเป็นที่สบาย หยั่งลงสู่แนวกรรมฐาน.
               พระเถระรู้ดังนั้นแล้ว เมื่อจะยังจิตให้มีอุตสาหะในภาวนา โดยมุขคือการแสดงความถึงพร้อมแห่งกาลเป็นต้น ได้กล่าวคาถา ๒ คาถาความว่า
                         นกยูงทั้งหลายมีหงอนงาม ปีกก็งาม มีสร้อยคอเขียวงาม
                         ปากงาม มีเสียงไพเราะ ส่งเสียงร่ำร้องรื่นรมย์ใจ
                         อนึ่ง แผ่นดินใหญ่นี้มีหญ้าเขียวชอุ่ม ดูงาม มีน้ำเอิบอาบ
                         ทั่วไป ท้องฟ้าก็มีวลาหกงดงาม ท่านก็มีใจเบิกบานควร
                         แก่การงาน จงเพ่งฌานที่พระโยคาวจรผู้มีใจดีเจริญแล้ว
                         มีความบากบั่นในพระพุทธศาสนาเป็นอันดี จงบรรลุ
                         ธรรมอันสูงสุด อันเป็นธรรมขาว ผุดผ่อง ละเอียด เห็น
                         ได้ยาก เป็นธรรมไม่จุติแปรผัน ดังนี้.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นทนฺติ โมรา สุสิขา สุเปขุณา สนีลคีวา สุมุขา สุคชฺชิโน ความว่า นกยูงทั้งหลายเหล่านี้ ชื่อว่ามีหงอนงาม เพราะประกอบไปด้วยหงอน ซึ่งตั้งอยู่บนหัวงดงาม. ชื่อว่ามีปีกงดงาม เพราะประกอบไปด้วยขนหางอันเจริญมีสีต่างๆ กันมิใช่น้อย งดงาม น่าดู. ชื่อว่ามีสร้อยคอเขียวงาม เพราะประกอบไปด้วยคอมีสีเขียวงาม คล้ายกับมีสีลายพร้อย. ชื่อว่ามีปากงาม เพราะมีปากงดงาม ชื่อว่ามีเสียงไพเราะ เพราะมีเสียงร้องเสนาะจับใจ.
               นกยูงทั้งหลายมีหงอน ร้องไพเราะเหมือนเสียงดนตรี เปล่งศัพท์สำเนียง ร้องเสียงรื่นรมย์ใจ.
               บทว่า สุสทฺทลา จาปิ มหามหี อยํ ความว่า ก็ผืนแผ่นดินใหญ่นี้มีหญ้าแพรกดารดาษ มีติณชาติเขียวชอุ่ม.
               บทว่า สุพฺยาปิตมฺพู ความว่า มีน้ำเอิบอาบทั่วไปคือมีชลาลัยไหลแผ่ไป เพราะมีน้ำเหนือไหลหลาก แผ่ซ่านไปในที่นั้นๆ โดยมีฝนตกทำให้เกิดน้ำใหม่. ปาฐะว่า สุสุกฺกตมฺพุ ดังนี้ก็มี โดยมีอธิบายว่า มีชลาลัยใสสะอาดบริสุทธิ์.
               บทว่า สุวลาหกํ นภํ ความว่า ก็นภากาศนี้ ชื่อว่ามีวลาหกงดงาม เพราะมีวลาหกคือเมฆ งดงามตั้งอยู่คล้ายกับมีกลีบอุบลเขียว แผ่กระจายเต็มไปโดยรอบ.
               บทว่า สุกลฺลรูโป สุมนสฺส ฌายตํ ความว่า บัดนี้ ท่านก็มีความเหมาะสม คือมีสภาพที่ควรแก่การงาน เพราะได้ฤดูเป็นที่สบาย จงเพ่งฌานที่พระโยคาวจรผู้ชื่อว่ามีใจดี เพราะมีจิตงอกงาม โดยไม่ถูกนิวรณ์ทั้งหลายเบียดเบียน เพ่งอยู่ด้วยสามารถแห่งอารัมมณูปนิชฌานและลักขณูปนิชฌาน.
               บทว่า สุนิกฺกโม ฯเปฯ อจฺจุตํ ปทํ ความว่า ก็ท่านเพ่งฌานอยู่อย่างนี้ เป็นความดี คือเป็นผู้มีความพยายามดีในพระศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้ดีแล้ว จงกระทบคือจงกระทำให้แจ้งด้วยสัมมาปฏิบัติ โดยกระทำให้ประจักษ์ด้วยตนเอง ซึ่งพระนิพพาน ชื่อว่าบริสุทธิ์ด้วยดี เพราะความเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ดีแล้ว. ชื่อว่าสว่างไสว เพราะไม่เข้าไปถึงความโคจรของความเศร้าหมองแม้ทั้งปวง. ชื่อว่าละเอียด เพราะความเป็นอารมณ์ของญาณอันละเอียด. ชื่อว่าเห็นได้โดยยาก เพราะความที่ธรรมลึกซึ้งอย่างยิ่ง. ชื่อว่าสูงสุด เพราะความเป็นของประณีต และเพราะความเป็นของประเสริฐ. ชื่อว่าเป็นอัจจุตบท คือเป็นธรรมที่ไม่จุติแปรผัน เพราะความเป็นสภาพที่เที่ยง.
               ก็พระเถระเมื่อกล่าวสอนตนอยู่อย่างนี้แล เป็นผู้มีจิตตั้งมั่นแล้ว เพราะได้ฤดูเป็นที่สบาย ขวนขวายวิปัสสนาแล้ว บรรลุพระอรหัตผล.
               สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า๑-
               เราได้เห็นพระศาสดาผู้เป็นนายกของโลก ทรงรุ่งเรืองดังดอกกรรณิการ์ โชติช่วงเหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ และดังดวงประทีป เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้ถือเอาผลกล้วยไปถวายแด่พระศาสดา ถวายบังคมแล้วกลับไป.
               ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
____________________________
๑- ขุ. อ. เล่ม ๓๒/ข้อ ๓๘๙

               ก็พระเถระบรรลุพระอรหัตแล้วพิจารณาข้อปฏิบัติของตน เกิดปีติและโสมนัส กล่าวซ้ำคาถาเหล่านั้นแหละ โดยนัยมีอาทิว่า นทนฺติ โมรา ดังนี้. ด้วยเหตุนั้น คาถาทั้งสองนั้นแลจึงได้เป็นคาถาพยากรณ์พระอรหัตผลของพระเถระ.

               จบอรรถกถาจูฬกเถรคาถา               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๕ ๖. จูฬกเถรคาถา จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 302อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 303อ่านอรรถกถา 26 / 304อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=6016&Z=6023
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :