ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา สัตตกนิบาต
๒. ลกุณฏกเถรคาถา

               อรรถกถาลกุณฑกภัททิยเถรคาถาที่ ๒#-               
#-บาลีเป็น ลกุณฏกเถรคาถา.

               คาถาของท่านพระลกุณฑกภัททิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปเร อมฺพาฏการาเม ดังนี้.
               เรื่องนี้มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร?
               ได้ยินว่า ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าปทุมุตตระ พระเถระนี้บังเกิดในตระกูลมีโภคะมาก ในหังสวดีนคร พอเจริญวัย นั่งฟังธรรมอยู่ในสำนักของพระศาสดา ในขณะนั้นได้เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเป็นผู้เลิศแห่งภิกษุผู้มีเสียงไพเราะ แม้ตนเองก็ปรารถนาฐานันดรนั้น จึงถวายมหาทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน แล้วได้กระทำปณิธานความปรารถนาว่า โอหนอ แม้ข้าพระองค์ก็พึงเป็นผู้เลิศแห่งภิกษุผู้มีเสียงไพเราะ ในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต เหมือนภิกษุรูปนี้. และพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นความปรารถนานั้นไม่มีอันตราย จึงทรงพยากรณ์แล้วหลีกไป.
               เขากระทำบุญในหังสวดีนั้นจนตลอดชีวิต ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าผุสสะ เกิดเป็นนกดุเหว่ามีขนปีกวิจิตรงดงาม คาบผลมะม่วงหวานจากพระราชอุทยานบินไป ได้เห็นพระศาสดา มีใจเลื่อมใส จึงเกิดความคิดว่าจักถวาย.
               พระศาสดาทรงทราบความคิดของนกดุเหว่านั้น จึงทรงนั่งถือบาตร. นกดุเหว่าได้ใส่ผลมะม่วงสุกลงในบาตรของพระศาสดา. พระศาสดาเสวยผลมะม่วงสุกนั้น. นกดุเหว่านั้นมีใจเลื่อมใสจึงยับยั้งอยู่ตลอดสัปดาห์ ด้วยสุขอันเกิดจากปีตินั้น และด้วยบุญกรรมนั้นจึงเป็นผู้มีเสียงไพเราะ.
               ก็ในกาลแห่งพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อมหาชนปรารภจะสร้างพระเจดีย์ว่าจะสร้างขนาดไหน. เมื่อเขากล่าวว่าประมาณ ๗ โยชน์ ก็กล่าวว่าขนาดนั้นใหญ่เกินไป เมื่อใครๆ กล่าวว่า ๖ โยชน์ก็กล่าวว่าแม้ขนาดนั้นก็ใหญ่เกินไป เมื่อใครๆ กล่าวว่า ๕ โยชน์ ๔ โยชน์ ๓ โยชน์ ๒ โยชน์ดังนี้ ในคราวนั้น พระเถระนี้เป็นหัวหน้าช่างพูดขึ้นว่า มาเถิด ท่านผู้เจริญทั้งหลายควรจะทำให้ปฏิบัติได้สะดวกในอนาคต ดังนี้แล้วจึง เอาเชือกวงแล้วหยุดอยู่ในที่สุดคาวุตหนึ่ง จึงกล่าวว่า ด้านหนึ่งๆ ได้คาวุตหนึ่งๆ จักเป็นเจดีย์กลมโยชน์หนึ่ง สูงโยชน์หนึ่ง. ชนเหล่านั้นก็เชื่อถือถ้อยคำของหัวหน้าช่างนั้นๆ ได้กระทำขนาดประมาณแห่งพระพุทธเจ้าผู้หาประมาณมิได้ด้วยประการดังนี้แล. ก็ด้วยกรรมนั้น หัวหน้าช่างนั้นจึงเป็นผู้มีขนาดต่ำกว่าคนอื่นๆ ในที่ที่เกิดแล้วๆ.
               ในกาลแห่งพระศาสดาของเราทั้งหลาย เขาบังเกิดในตระกูลที่มีโภคะมากในกรุงสาวัตถี. ได้มีชื่อว่าภัททิยะ แต่เพราะเป็นคนเตี้ยจึงปรากฏชื่อว่าลกุณฑกภัททิยะ.
               ลกุณฑกภัททิยะนั้นได้ฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา ได้ศรัทธาบวชแล้ว เป็นพหูสูต เป็นพระธรรมกถึก แสดงธรรมแก่คนเหล่าอื่นด้วยเสียงอันไพเราะ.
               ครั้นในวันมหรสพวันหนึ่ง หญิงคณิกาคนหนึ่งไปรถกับพราหมณ์คนหนึ่ง เห็นพระเถระจึงหัวเราะจนเห็นฟัน. พระเถระถือเอานิมิตในกระดูกฟันของหญิงนั้นแล้วทำฌานให้เกิดขึ้น กระทำฌานนั้นให้เป็นบาท เจริญวิปัสสนาได้เป็นพระอนาคามี ท่านอยู่ด้วยกายคตาสติเป็นเนืองนิตย์.
               วันหนึ่งอันท่านพระธรรมเสนาบดีโอวาทอยู่ ก็ดำรงอยู่ในพระอรหัต.
               ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอุปทานว่า๑-
               ในแสนกัปแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เป็นพระผู้นำโลก ได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลก. ครั้งนั้น เราเป็นบุตรเศรษฐีมีทรัพย์มากภายในพระนครหังสวดี เที่ยวเดินพักผ่อนอยู่ ได้ไปถึงสังฆาราม.
               คราวนั้น พระผู้นำโลก ผู้ทำโลกให้โชติช่วงพระองค์นั้นทรงแสดงธรรม ได้ตรัสสรรเสริญพระสาวกผู้ประเสริฐกว่าสาวกทั้งหลายผู้มีเสียงไพเราะ เราได้ฟังดังนั้นแล้วก็ชอบใจ จึงได้ทำสักการะแก่พระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ ถวายบังคมพระบาททั้งสองของพระศาสดาแล้ว ปรารถนาฐานันดรนั้น.
               ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าผู้แนะนำชั้นพิเศษได้ตรัสพยากรณ์ในท่ามกลางสงฆ์ว่า
               ในอนาคตกาล ท่านจักได้ฐานันดรนี้สมดังมโนรถความปรารถนา. ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ พระศาสดามีพระนามว่าโคดม โดยพระโคตร ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก. เศรษฐีนี้จักได้เป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมเนรมิต เป็นสาวกของพระศาสดา มีนามว่าภัททิยะ.
               เพราะกรรมที่ทำไว้ดีนั้นและเพราะการตั้งเจตจำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้วได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์.
               ในกัปที่ ๙๒ แต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารพระนามว่าผุสสะ พระผู้นำ ยากที่จะหาผู้เสมอ ยากที่จะข่มขี่ได้ ผู้สูงสุดกว่าโลกทั้งปวง ได้เสด็จอุบัติขึ้น พระองค์ทรงสมบูรณ์ด้วยจรณะ เป็นผู้ประเสริฐ เที่ยงตรง ทรงมีความเพียรเผากิเลส ทรงแสวงหาประโยชน์เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์ ทรงเปลื้องสรรพสัตว์เป็นอันมากให้พ้นจากกิเลสเครื่องจองจำ.
               เราเกิดเป็นนกดุเหว่าขาวอยู่ในพระอารามอันน่าเพลิดเพลินใจของพระผุสสะสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น เราอยู่ที่ต้นมะม่วงใกล้พระคันธกุฎี ครั้งนั้นเราเห็นพระพิชิตมารผู้สูงสุด เป็นพระทักขิไณยบุคคล เสด็จดำเนินไปบิณฑบาต จึงทำจิตให้เลื่อมใส แล้วร้องด้วยเสียงอันไพเราะ. ครั้งนั้น เราบินไปสวนหลวง คาบผลมะม่วงสุกดี มีผิวดังทองคำ เอามาน้อมถวายแด่พระสัมพุทธเจ้า.
               เวลานั้น พระพระพิชิตมารผู้ประกอบด้วยพระกรุณา ทรงทราบวารจิตของเรา จึงทรงรับบาตรจากมือของภิกษุผู้อุปัฏฐาก เรามีจิตร่าเริง ถวายผลมะม่วงแด่พระมหามุนี เราใส่บาตรแล้วก็เอาปีกจบ ร้องด้วยเสียงอันไพเราะ เสนาะน่าฟังน่ายินดี เพื่อบูชาพระพุทธเจ้าแล้วไปรังนอน.
               ครั้งนั้น นกเหยี่ยวผู้มีใจชั่วช้าได้โฉบเอาเราผู้มีจิตเบิกบาน ผู้มีอัธยาศัยไปสู่ความรักในพระพุทธเจ้า ฆ่าเสีย เราจุติจากอัตภาพนั้นไปเสวยสุขมากมายในสวรรค์ชั้นดุสิต แล้วมาสู่กำเนิดมนุษย์ เพราะกรรมนั้นชักนำไป.
               ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าผู้มีพระนามตามพระโคตรว่ากัสสป เป็นเผ่าพันธุ์พรหม มีพระยศใหญ่ ประเสริฐกว่านักปราชญ์ ได้อุบัติขึ้น พระองค์ทรงยังพระศาสนาให้โชติช่วง ครอบงำพวกเดียรถีย์ผู้หลอกลวง ทรงแนะนำเวไนยสัตว์ทั้งหลาย พระองค์พร้อมทั้งพระสาวกปรินิพพานแล้ว.
               เมื่อพระองค์ผู้เลิศในโลกปรินิพพานแล้ว ประชุมชนเป็นอันมากที่เลื่อมใส จักกระทำพระสถูปของพระศาสดา เพื่อบูชาพระพุทธเจ้า. เขาปรึกษากันอย่างนี้ว่าจักช่วยกันทำพระสถูปของพระมเหสีเจ้า ให้สูง ๗ โยชน์ประดับด้วยรัตนะ ๗ ประการ. ครั้งนั้น เราเป็นแม่ทัพของพระเจ้ากาสีพระนามว่ากิกิ ได้พูดลดประมาณเจดีย์ของพระพุทธเจ้าผู้หาประมาณมิได้. ครั้งนั้น ชนเหล่านั้นได้ช่วยกันทำเจดีย์ของพระศาสดาผู้มีปัญญาว่านรชน สูงโยชน์เดียวประดับด้วยรัตนะนานาชนิด ตามถ้อยคำของเรา. เพราะกรรมที่ทำไว้ดีนั้นและเพราะการตั้งเจตจำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้วได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์.
               ก็ในภพสุดท้าย ในบัดนี้เราเกิดในสกุลเศรษฐีอันมั่งคั่ง สมบูรณ์มีทรัพย์มาก ในนครสาวัตถีอันประเสริฐ เราได้เห็นพระสุคตเจ้าคราวเสด็จเข้าพระนคร ก็อัศจรรย์ใจจึงบวช ไม่นานก็ได้บรรลุพระอรหัต. เพราะกรรมที่ได้ทำ (การลด) ขนาดพระเจดีย์นั้น เราจึงมีร่างกายต่ำเตี้ยควรแก่การดูหมิ่น เราบูชาพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๗ ด้วยสุรเสียงอันไพเราะ จึงได้ถึงความเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีเสียงไพเราะ.
               เพราะการถวายผล (มะม่วง) แด่พระพุทธเจ้า และเพราะการระลึกถึงพระพุทธคุณ เราจึงสมบูรณ์ด้วยสามัญผล ไม่มีอาสวะอยู่ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... ฯลฯ ... คำสอนของพระพุทธเจ้า เราได้ทำตามแล้ว.
____________________________
๑- ขุ. อ. เล่ม ๓๓/ข้อ ๑๓๑

               ในกาลต่อมา เมื่อท่านจะพยากรณ์พระอรหัตผล จึงได้กล่าวคาถา ๓ คาถาเหล่านี้ว่า
                                   ภัททิยภิกขุอยู่ ณ อัมพาฏการามอันเลิศใกล้ไพรสณฑ์
                         ได้ถอนตัณหาพร้อมทั้งรากขึ้นแล้ว เป็นผู้เจริญด้วยคุณมีศีล
                         เป็นต้น เพ่งฌานอยู่ในไพรสณฑ์นี้.
                                    กามโภคีบุคคลบางพวก ย่อมยินดีเสียงตะโพน เสียง
                         พิณและบัณเทาะว์ แต่ความยินดีของพวกเขานั้นไม่ประเสริฐ
                         ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ส่วนเรายินดีแล้วในคำสอนของ
                         พระพุทธเจ้า ยินดีอยู่โคนไม้.
                                   ถ้าพระพุทธเจ้าประทานพรแก่เรา และเราก็รับพรนั้น
                         แล้ว ถือเอากายคตาสติอันชาวโลกทั้งปวงพึงเจริญเป็นนิตย์.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปเร แปลว่า ประเสริฐ คือยิ่ง. อธิบายว่า วิเศษ.
               จริงอยู่ ปร ศัพท์นี้ บอกถึงอรรถว่ายิ่ง เหมือนในประโยคมีอาทิว่า ดุจยิ่งกว่าประมาณ.
               บทว่า อมฺพาฏการาเม ได้แก่ ในอารามมีชื่ออย่างนี้.
               ได้ยินว่า อารามนั้นสมบูรณ์ด้วยร่มเงาและน้ำ ประดับด้วยไพรสณฑ์อันน่ารื่นรมย์. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวให้พิเศษด้วยศัพท์ว่า ปเร.
               ส่วนอาจารย์บางพวกกล่าวว่า ในอัมพาฏกวัน คือในป่าที่กำหนดหมายเอาด้วยต้นมะกอก.
               บทว่า วนสณฺฑมฺหิ ได้แก่ ในป่าชัฏ. อธิบายว่า ในป่าเป็นที่รวมต้นไม้ กอไม้และเครือเถาที่สะสมกันอยู่หนาแน่น.
               บทว่า ภทฺทิโย ได้แก่ ผู้มีชื่ออย่างนี้. พระเถระพูดถึงตนเองเหมือนกะคนอื่น.
               บทว่า สมูลํ ตณฺหมพฺพุยฺห ความว่า อวิชชา ชื่อว่ารากเหง้าของตัณหา เพราะฉะนั้น จึงถอนตัณหาพร้อมทั้งอวิชชาด้วยอรหัตมรรค.
               บทว่า ตตฺถ ภทฺโทว ฌายติ ความว่า เป็นผู้เจริญ คืองดงามด้วยศีลเป็นต้นอันเป็นโลกุตระ เพราะเป็นผู้ทำกิจเสร็จแล้ว จึงเพ่งอยู่ด้วยฌานอันสัมปยุตด้วยอรหัตผล โดยธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ในไพรสณฑ์นั้น.
               พระเถระครั้นแสดงความยินดีในวิเวกของตนว่า ยับยั้งอยู่ด้วยผลสุขและฌานสมาบัติทั้งหลาย ดังนี้แล้ว จึงแสดงความนั้นนั่นแหละโดยพยัติเรกมุข คือด้านขัดแย้ง แม้ด้วยคาถาว่า รมนฺเตเก กามโภคีบุคคลบางพวกยินดี ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มุทิงฺเคหิ ได้แก่ ตะโพนที่ประกอบเป็นตัวเป็นต้น.
               บทว่า วีณาหิ ได้แก่ พิณอันเป็นเครื่องบันเทิงเป็นต้น.
               บทว่า ปณเวหิ ความว่า กามโภคีบุคคลพวกหนึ่งย่อมยินดีด้วยดนตรี ก็ความยินดีของกามโภคีบุคคลเหล่านั้นนั้น ไม่ประเสริฐ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์.
               บทว่า อหญฺจ แก้เป็น อหํ ปน. อธิบายว่า เราผู้เดียวยินดีในคำ สอนของพระพุทธเจ้า คือของพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะเหตุนั้นนั่นแหละ เราจึงยินดี คือยินดียิ่งอยู่ที่โคนไม้.
               พระเถระระบุถึงความยินดีในวิเวกของตนอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะสรรเสริญกายคตาสติกรรมฐานที่เจริญแล้วบรรลุพระอรหัต จึงกล่าวคาถาว่า พุทฺโธ เจ เม ดังนี้.
               ความแห่งคาถานั้นว่า ถ้าพระพุทธเจ้าคือพระผู้มีพระภาคเจ้าอันเราอ้อนวอนว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอพรอย่างหนึ่งกะพระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่ทรงปฏิเสธว่า ดูก่อนภิกษุ ตถาคตทั้งหลายล่วงพ้นพรเสียแล้วแล แล้วพึงให้พรแก่เราตามที่ทูลขอ และพรนั้นเราได้เต็มตามความประสงค์ของเรา คือพึงทำความปรารถนาแห่งใจของเราให้ถึงที่สุด พระเถระกล่าวด้วยความปริกัปด้วยประการดังกล่าวมานี้.
               พระเถระเมื่อจะแสดงว่า เรารับพรเพราะทำการขอพรว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอสัตวโลกทั้งมวลจงเจริญกายคตาสติกรรมฐานทุกกาลเวลา และว่าสัตวโลกทั้งมวลควรเจริญกายคตาสติเป็นนิตย์ จึงกล่าวว่า เราถือเอากายคตาสติอันโลกทั้งปวงพึงเจริญเป็นนิตย์.
               บัดนี้ พระเถระเมื่อจะสรรเสริญการพิจารณาโดยมุขคือการติเตียนโดยไม่พิจารณา จึงได้กล่าวคาถา ๔ คาถานี้ว่า
                                   ชนเหล่าใดถือรูปร่างเราเป็นประมาณ และถือเสียง
                         เราเป็นประมาณ ชนเหล่านั้นตกอยู่ในอำนาจฉันทราคะ
                         ย่อมไม่รู้จักเรา.
                                   คนพาลถูกกิเลสกั้นไว้รอบด้าน ย่อมไม่รู้ภายในทั้ง
                         ไม่เห็นภายนอก ย่อมลอยไปตามเสียงโฆษณา. แม้บุคคล
                         ผู้เห็นผลภายนอก ไม่รู้ภายใน เห็นแต่ภายนอกก็ลอยไป
                         ตามเสียงโฆษณา.
                                   ส่วนผู้ใดมีความเห็นไม่ถูกกั้น ย่อมรู้ชัดทั้งภายใน
                         และเห็นแจ้งทั้งภายนอก ผู้นั้นย่อมไม่ลอยไปตามเสียง
                         โฆษณา.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เย มํ รูเปน ปามึสุ ความว่า ชนเหล่าใดไม่รู้ คือประมาณเราผู้ทรามด้วยรูปของเราอันไม่น่าเลื่อมใส คือต่ำทรามและด้วยสรีระคือธรรมว่า ปัญญาก็เช่นกับอาการ.
               อธิบายว่า เยาะเย้ยว่าผู้นี้เลวทราม จึงสำคัญโดยการกำหนดเอา.
               บทว่า เย จ โฆเสน อนฺวคู ความว่า ก็ข้อที่สัตว์สำคัญเราไปตามเสียงโฆษณา ด้วยอำนาจการยกย่องเป็นอันมากนั้น เป็นความผิดของสัตว์เหล่านั้น เพราะเราอันบุคคลจะพึงดูหมิ่นด้วยเหตุสักว่ารูปก็หามิได้ หรือไม่พึงรู้มากด้วยเหตุสักว่าเสียงโฆษณา เพราะฉะนั้น ชนเหล่านั้นผู้ตกอยู่ในอำนาจฉันทราคะ ย่อมไม่รู้จักเรา.
               อธิบายว่า ชนแม้ทั้งสองพวกนั้นผู้ตกลงสู่อำนาจของฉันทราคะ คือละฉันทราคะไม่ได้ จึงไม่รู้จักเราผู้ละฉันทราคะได้โดยประการทั้งปวง.
               เพื่อจะแสดงว่า คนเช่นเราไม่เป็นวิสัยของชนเหล่านั้น เพราะเป็นผู้มีวัตถุอันใครๆ กำหนดไม่ได้ทั้งภายในและภายนอก พระเถระจึงกล่าวคำมีอาทิว่า อชฺฌตฺตํ ดังนี้.
               บทว่า อชฺฌตฺตํ ได้แก่ ธรรมมีขันธ์และอายตนะเป็นต้น ในสันดานของตน.
               บทว่า พหิทฺธา ได้แก่ ในสันดานของคนอื่น.
               อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อชฺฌตฺตํ ได้แก่ ศีลขันธ์อันเป็นของพระอเสกขะเป็นต้น ในภายในของเรา.
               บทว่า พหิทฺธา ได้แก่ ความเป็นไปแห่งรูปธรรม และความเป็นไปแห่งจักขุวิญญาณเป็นต้น ในภายนอกอันประกอบด้วยความสมบูรณ์แห่งมารยาทเป็นต้นของเราเท่านั้น.
               บทว่า สมนฺตาวรโณ ความว่า เพราะไม่รู้ทั้งภายในและภายนอกอย่างนี้ จึงเป็นผู้ประกอบด้วยกิเลสเครื่องกั้นโดยรอบ คือ เป็นผู้มีคติแห่งญาณอันถูกกั้นแล้ว.
               บทว่า ส เว โฆเสน วุยฺหติ ความว่า คนพาลผู้มีความรู้อันผู้อื่นจะพึงแนะนำนั้น ย่อมลอยไป คือถูกนำออกไป ได้แก่ถูกคร่ามาตามเสียงโฆษณา คือตามคำของคนอื่น.
               บทว่า พหิทฺธา จ วิปสฺสติ ความว่า ก็บุคคลใดย่อมไม่รู้ภายในโดยนัยดังกล่าวแล้ว แต่ย่อมเห็นโดยแจ่มแจ้งในภายนอก ตามแนวที่ได้ฟังแล้ว หรือตามที่ทรงไว้ซึ่งสมบัติแห่งมารยาทเป็นต้น คือย่อมเข้าใจว่า เป็นผู้ประกอบด้วยคุณวิเศษ, บุคคลแม้นั้นผู้เห็นผลภายนอก คือถือเอาเพียงผล โดยการถือเอาตามนัย ย่อมลอยไปตามเสียงโฆษณา โดยนัยดังกล่าวแล้ว แม้บุคคลนั้นก็ย่อมไม่รู้จักคนเช่นเรา.
               ส่วนบุคคลใดย่อมรู้ภายใน คือคุณมีศีลขันธ์อันเป็นของพระอเสกขะ เป็นต้น ในภายในของพระขีณาสพ และเห็นการประกอบคุณวิเศษโดยแจ่มแจ้งในภายนอกด้วยการกำหนดข้อปฏิบัติของพระขีณาสพนั้น. เป็นผู้มีความเห็นไม่ถูกกั้น คือเป็นผู้อันใครๆ กั้นไม่ได้ สามารถรู้เห็นคุณของพระอริยะทั้งหลาย บุคคลนั้นย่อมไม่ลอยไปด้วยเหตุสักว่าเสียงโฆษณา เพราะเห็นตามความเป็นจริง ฉะนี้แล.

               จบอรรถกถาลกุณฑกภัททิยเถรคาถาที่ ๒               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา สัตตกนิบาต ๒. ลกุณฏกเถรคาถา จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 361อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 362อ่านอรรถกถา 26 / 363อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=6728&Z=6743
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com