ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรีคาถา ฉักกนิบาต
๘. วิชยาเถรีคาถา

               ๘. อรรถกถาวิชยาเถรีคาถา               
               คาถาว่า จตุกฺขตฺตุ ํ ดังนี้เป็นต้นเป็นคาถาของพระวิชยาเถรี.
               พระเถรีแม้รูปนี้ก็ได้บำเพ็ญบารมีมาในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ สะสมกุศลซึ่งเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานมาในภพนั้นๆ ผู้มีกุศลมูลอันพอกพูนมาโดยลำดับ เที่ยวเวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
               ในพุทธุปบาทกาลนี้ ก็ได้บังเกิดในเรือนของครอบครัวหนึ่งในกรุงราชคฤห์ รู้เดียงสาแล้วก็เป็นสหายของพระเขมาเถรีครั้งเป็นคฤหัสถ์.
               ได้ฟังมาว่าพระนางเขมานั้นทรงผนวชแล้ว ก็คิดว่า พระมเหสีแม้นั้นยังทรงผนวชจะป่วยกล่าวไปไยถึงเราเล่า ก็อยากจะบวชบ้าง จึงเข้าไปหาพระเขมาเถรี.
               พระเถรีทราบอัธยาศัยของนางแล้ว ก็แสดงธรรมโดยวิธีที่นางจะมีใจสังเวชในสงสาร จักเลื่อมใสยิ่งขึ้นในพระศาสนา. นางฟังธรรมนั้นแล้วเกิดสังเวช และได้ศรัทธาแล้วก็ขอบวช.
               พระเถรีให้นางได้บวชแล้ว นางครั้นบวชแล้ว ทำกิจเบื้องต้นเสร็จก็เริ่มวิปัสสนา ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔ เพราะสมบูรณ์ด้วยเหตุสัมปทา ได้พิจารณาการปฏิบัติของตนแล้ว ได้กล่าวคาถาเหล่านี้เป็นอุทานว่า
                                   ข้าพเจ้ายังทำจิตให้อยู่ในอำนาจไม่ได้ จึงไม่ได้
                         ความสงบใจ ออกจากที่อยู่ไปข้างนอก ๔-๕ ครั้ง
                                   ข้าพเจ้าเข้าไปหาพระเขมาภิกษุณีไต่ถามโดย
                         เคารพ ท่านได้แสดงธรรมคือ ธาตุ อายตนะ อริยสัจ ๔
                         อินทรีย์ พละ โพชฌงค์และอัฏฐังคิกมรรค โปรดข้าพเจ้า
                         เพื่อบรรลุประโยชน์อันสูงสุด
                                   ข้าพเจ้าฟังคำของท่านแล้ว กระทำตามคำพร่ำ
                         สอน ในปฐมยามแห่งราตรีนั้น ก็รู้ปุพเพนิวาสญาณ
                         ในมัชฌิมยามแห่งราตรี ก็ชำระทิพยจักษุให้หมดจด
                         ในปัจฉิมยามแห่งราตรี ก็ได้อาสวักขยญาณ ทำลาย
                         กองแห่งความมืดได้
                                   ครั้งนั้น ข้าพเจ้ามีปีติและสุขแผ่ไปทั่วกายอยู่
                         ในราตรีที่ครบ ๗ ข้าพเจ้าทำลายกองแห่งความมืด
                         แล้ว จึงเหยียดเท้าออกได้.

               บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า ภิกฺขุนึ พระเถรีกล่าวหมายถึงพระเขมาเถรี.
               บทว่า โพชฺฌงฺคฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ ได้แก่โพชฌงค์ ๗ และอริยมรรคมีองค์ ๘.
               บทว่า อุตฺตมตฺถสฺส ปตฺติยา ได้แก่ เพื่อบรรลุพระอรหัต หรือนิพพานเท่านั้น.
               บทว่า ปีติสุเขน ได้แก่ ด้วยปีติและสุข เนื่องด้วยผลสมาบัติ.
               บทว่า กายํ ได้แก่ นามกายที่ประกอบกัน และรูปกายที่ไปตามนามกายนั้น.
               บทว่า ผริตฺวา ได้แก่ ถูกต้องหรือซึมซาบไป.
               บทว่า สตฺตมิยา ปาเท ปสาเรสึ ความว่า นับจากวันเริ่มวิปัสสนาไปในราตรีที่ ๗ ข้าพเจ้าจึงคลายการนั่งขัดสมาธิเหยียดเท้าได้.
               ถามว่าทำลายกองแห่งความมืดได้อย่างไร.
               ตอบว่า ทำลายกองโมหะที่ยังไม่เคยทำลายด้วยดาบคืออรหัตมรรคญาณ.
               คำที่เหลือมีนัยดังที่กล่าวมาแล้วในหนหลังทั้งนั้น.

               จบอรรถกถาวิชยาเถรีคาถาที่ ๘               
               จบอรรถกถาฉักกนิบาต               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรีคาถา ฉักกนิบาต ๘. วิชยาเถรีคาถา จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 457อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 458อ่านอรรถกถา 26 / 459อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=9381&Z=9393
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com