ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา เจติยราชชาดก
ว่าด้วย เชฏฐาปจายนธรรม

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภพระเทวทัตตอนถูกแผ่นดินสูบ จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ธมฺโม หเว หโต หนฺติ ดังนี้.
               ความย่อมีว่า วันนี้ ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พระเทวทัตทำมุสาวาท ถูกแผ่นดินสูบมีอเวจีเป็นที่ไปในเบื้องหน้า
               พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันถึงเรื่องอะไร? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่พระเทวทัตทำมุสาวาทแล้วถูกแผ่นดินสูบ แม้ในกาลก่อน พระเทวทัตก็ทำมุสาวาท แล้วถูกแผ่นดินสูบเหมือนกันดังนี้ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้:-
               ในอดีตกาล ครั้งปฐมกัป มีพระราชาทรงพระนามว่า มหาสัมมตะ ทรงมีพระชนมายุได้หนึ่งอสงไขย. พระโอรสของพระองค์มีพระนามว่าโรชะ พระโอรสของพระเจ้าโรชะ มีพระนามว่า วรโรชะ. โอรสของพระเจ้าวรโรชะ มีพระนามว่า กัลยาณะ. โอรสของพระเจ้ากัลยาณะ มีพระนามว่า วรกัลยาณะ. โอรสของพระเจ้าวรกัลยาณะ มีพระนามว่า อุโบสถ. โอรสของพระเจ้าอุโบสถ มีพระนามว่า วรอุโบสถ. โอรสของพระเจ้าวรอุโบสถ มีพระนามว่า มันธาตุ. โอรสของพระเจ้ามันธาตุ มีพระนามว่า วรมันธาตุ. โอรสของพระเจ้าวรมันธาตุ มีพระนามว่าวระ.
               โอรสของพระเจ้าวระ มีพระนามว่า อุปวระ. แต่บางคนก็เรียกว่า อุปริจระ.
               พระเจ้าอุปจิรราชนั้นครองราชสมบัติอยู่ ณ โสตถิยนคร ในเจติยรัฐ พระองค์ประกอบด้วยฤทธิ์ ๔ อย่าง มักเสด็จไปเบื้องบน คือเสด็จไปโดยอากาศ มีเทพบุตร ๔ องค์ถือพระขรรค์รักษาอยู่ทั้ง ๔ ทิศ มีกลิ่นจันทน์หอมฟุ้งออกจากพระวรกาย มีกลิ่นอุบลหอมฟุ้งออกจากพระโอษฐ์.
               พระองค์มีพราหมณ์ชื่อว่ากปิล เป็นปุโรหิต. กปิลพราหมณ์มีน้องชายชื่อโกรกลัมพกะ เป็นพาลสหาย เคยเล่าเรียนศิลปะในสำนักอาจารย์เดียวกันกับพระราชา. ในสมัยที่พระราชายังเป็นพระราชกุมาร พระองค์ได้ทรงปฏิญญากะโกรกลัมพกพราหมณ์ไว้ว่า เมื่อเราได้ครองราชสมบัติแล้ว จักให้ตำแหน่งปุโรหิตกับท่าน.
               ครั้นพระองค์ขึ้นครองราชสมบัติแล้ว ก็ไม่อาจถอดกปิลพราหมณ์ ซึ่งเป็นปุโรหิตของพระชนก ออกจากตำแหน่งปุโรหิตได้. ก็เมื่อกปิลปุโรหิตเข้าเฝ้า พระองค์ก็ทรงแสดงความยำเกรง ด้วยความเคารพในปุโรหิตนั้น.
               พราหมณ์สังเกตุอาการนั้นแล้วคิดว่า ธรรมดาการครองราชสมบัติ ต้องบริหารกับผู้ที่มีวัยเสมอกันจึงจะดี เราจักทูลลาพระราชาบวช ดังนี้แล้วจึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระองค์เป็นคนแก่ ที่เรือนมีกุมารอยู่คนหนึ่ง ขอพระองค์จงตั้งกุมารนั้นให้เป็นปุโรหิต ข้าพระองค์จักบวช ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้ว ตั้งบุตรไว้ในตำแหน่งปุโรหิต เข้าสู่พระราชอุทยาน บวชเป็นฤๅษี ยังฌานและอภิญญาให้เกิดแล้ว อยู่ในพระราชอุทยานนั้นเอง โดยอาศัยบุตรเป็นผู้บำรุง.
               โกรกลัมพกพราหมณ์ผูกอาฆาตพี่ชายว่า พี่ชายของเรานี้แม้บวช ก็ยังไม่ให้ฐานันดรแก่เรา วันหนึ่งขณะที่สนทนากัน พระราชาตรัสถามว่า โกรกลัมพกะ ท่านไม่ได้ตำแหน่งปุโรหิตดอกหรือ? เขากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ไม่ได้ทำ พี่ชายของข้าพระองค์ทำ.
               พระราชารับสั่งว่า ก็พี่ชายของท่านบวชแล้ว มิใช่หรือ?
               เขาทูลว่า พระเจ้าข้า เขาบวชแล้ว แต่เขาได้ให้พระองค์ประทานฐานันดรแก่บุตรของเขา.
               ถ้าเช่นนั้น ท่านจะให้เราทำอย่างไร?
               ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระองค์ไม่อาจให้พระองค์ถอดพี่ชายเสียจากฐานันดร อันสืบเนื่องมาตามประเพณี แล้วแต่งตั้งข้าพระองค์เป็นปุโรหิต.
               เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจักแต่งตั้งท่านให้เป็นใหญ่ แล้วทำพี่ชายของท่านให้เป็นน้องชาย.
               พระองค์จักทำได้อย่างไร?
               เราทำได้โดยมุสาวาท.
               ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์ไม่ทรงทราบดอกหรือ แต่ไรมา พี่ชายของข้าพระองค์มีวิชาประกอบด้วยธรรมน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก เขาจักลวงพระองค์ด้วยอุบายที่ไม่จริง เช่นจักทำเป็นเทพบุตรสี่องค์หายตัว จักทำกลิ่นหอมที่ฟุ้งจากพระวรกาย และพระโอษฐ์ให้เป็นเหมือนกลิ่นเหม็น จักทำพระองค์ให้เป็นเหมือนพลัดตกจากอากาศ ยืนอยู่บนพื้นดิน พระองค์จักเป็นเหมือนถูกแผ่นดินสูบที่นั้น พระองค์จักไม่อาจดำรงพระวาจาอยู่ได้.
               ท่านอย่าได้เข้าใจอย่างนั้นเลย เราสามารถทำเช่นนั้นได้.
               ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์จักทรงทำเมื่อไร?
               นับแต่นี้ไปเจ็ดวัน.
               พระราชดำรัสนั้นได้แพร่สะพัดไปทั่วพระนคร.
               มหาชนเกิดปริวิตกขึ้นอย่างนี้ว่า ได้ยินว่าพระราชาจักทรงทำมุสาวาท ทำเด็กให้เป็นใหญ่ จักให้ผู้ใหญ่คืนฐานันดรให้แก่เด็ก ขึ้นชื่อว่ามุสาวาทเป็นอย่างไรหนอ มีสีเขียว หรือสีเหลืองเป็นต้น สีอะไรกันแน่.
               เขาว่ากันว่า ในครั้งนั้น เป็นเวลาที่โลกพูดความสัตย์ คนทั้งหลายจึงไม่รู้ว่า มุสาวาทนี้เป็นอย่างนี้
               แม้บุตรปุโรหิต พอได้ฟังคำนั้นแล้ว ก็ไปบอกบิดาว่า พ่อ เขาว่าพระราชาจักทำมุสาวาท ทำพ่อให้เป็นเด็ก แล้วพระราชทานฐานันดรของฉันให้แก่อา. ปุโรหิตกล่าวว่า ลูกรัก ถึงพระราชาทรงทำมุสาวาท ก็ไม่อาจพระราชทานฐานันดรของเราแก่อาเจ้าได้. ก็พระราชาจักกระทำมุสาวาทในวันไหน?
               ได้ยินว่า แต่วันนี้ไปเจ็ดวัน.
               ถ้าเช่นนั้น เมื่อถึงวันนั้น เจ้าพึงบอกแก่เรา.
               ครั้นถึงวันที่เจ็ด มหาชนคิดว่าจักดูมุสาวาท จึงไปประชุมกันที่พระลานหลวง ผูกเตียงซ้อนๆ กันขึ้นยืนดู. กุมารก็ได้ไปบอกแก่บิดา. พระราชาแต่งพระองค์แล้ว เสด็จออกประทับอยู่ในอากาศหน้าพระลานหลวงท่ามกลางมหาชน.
               พระดาบสได้เหาะมาแล้ว ลาดหนังรองนั่งตรงพระพักตร์พระราชา นั่งบัลลังก์ในอากาศ ทูลถามว่า ดูก่อนมหาบพิตร ได้ยินว่าพระองค์ประสงค์จะทำมุสาวาท ทำเด็กให้เป็นผู้ใหญ่ แล้วพระราชทานฐานันดรแก่เขา จริงหรือ?
               พระราชาตรัสว่า ถูกแล้ว ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าได้กล่าวอย่างนี้จริง.
               ลำดับนั้น พระดาบส เมื่อจะกล่าวสอนพระราชา ได้กล่าวว่า ดูก่อนมหาบพิตร ขึ้นชื่อว่ามุสาวาทเป็นบาปหนัก กำจัดคุณความดี ทำให้เกิดในอบายทั้ง ๔ ธรรมดาพระราชา เมื่อทรงทำมุสาวาท ย่อมชื่อว่าทำลายธรรม ครั้นทำลายธรรมเสียแล้ว ย่อมได้ชื่อว่าทำลายตนนั่นเอง ดังนี้
               แล้วกล่าวคาถาที่ ๑ ความว่า :-

               เชฏฐาปจายนธรรมอันบุคคลใดทำลายแล้ว ย่อมทำลายบุคคลนั้นเสียโดยแท้
               เชฏฐาปจายนธรรมอันบุคคลใดไม่ทำลายแล้ว ย่อมไม่ทำลายบุคคลนั้นสักน้อยหนึ่ง
               เพราะเหตุนั้นแล พระองค์ไม่ควรทำลายเชฏฐาปจายนธรรมเลย
               เชฏฐาปจายนธรรมที่พระองค์ทำลายแล้ว อย่าได้กลับมาทำลายพระองค์เลย.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺโม พระดาบสหมายถึงเชฏฐาปจายนธรรม.

               พระดาบส เมื่อจะกล่าวสอนพระราชาให้ยิ่งขึ้นไปอีก จึงกล่าวว่า ดูก่อนมหาบพิตร ถ้าพระองค์จักทรงทำมุสาวาทไซร้ ฤทธิ ๔ อย่างของพระองค์ก็จักอันตรธานไป ดังนี้แล้ว
               กล่าวคาถาที่ ๒ ความว่า :-

               เมื่อพระองค์ยังตรัสคำกลับกลอกอยู่ เทวดาทั้งหลายก็จะพากันหลีกหนีไปเสีย พระโอษฐ์จักมีกลิ่นบูดเน่าเหม็นฟุ้งไป ผู้ใดรู้อยู่ เมื่อถูกถามปัญหาแล้ว แกล้งแก้ปัญหานั้นไปเสียอย่างอื่น ผู้นั้นย่อมพลัดพรากจากฐานะของตน แล้วถูกแผ่นดินสูบ.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปกฺกมนฺติ เทวตา ความว่า พระดาบสกล่าวคำนี้ไว้ โดยประสงค์ว่า ดูก่อนมหาบพิตร ถ้าพระองค์ยังตรัสกลับกลอกอยู่ไซร้ เทพบุตรทั้ง ๔ องค์ ก็จักละทิ้งหน้าที่หลีกหนีไปเสีย.
               บทว่า ปูติกญฺจ มุขํ วาติ ความว่า พระดาบสกล่าวว่า กลิ่นบูดเน่าทั้งสอง คือทั้งทางพระโอฐและทั้งพระวรกายของพระองค์จักฟุ้งไปดังนี้ หมายถึงพระราชา.
               บทว่า สกฏฺฐานาว ธํสติ ความว่า พระดาบส เมื่อจะแสดงว่าย่อมตกลงจากอากาศ แล้วถูกแผ่นดินสูบ จึงกล่าวอย่างนี้.

               พระเจ้าอุปริจรราชได้สดับโอวาทแล้วมีพระหทัยกลัว ทอดพระเนตรดูโกรกลัมพกพราหมณ์. ลำดับนั้น โกรกลัมพกพราหมณ์จึงกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์อย่าทรงกลัวเลย ข้าพระองค์ได้กราบทูลเรื่องนี้แก่พระองค์ไว้ก่อนแล้ว มิใช่หรือ? พระราชาถึงจะได้ทรงสดับคำของกปิลปุโรหิตแล้วก็ตาม แต่เพื่อจะรักษาพระดำรัสของพระองค์ไว้ จึงได้ตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านเป็นน้องชาย โกรกลัมพกะเป็นพี่ชาย.
               ทันใดนั้น เทพบุตรทั้ง ๔ องค์กล่าวว่า พวกเราจักไม่อารักขาคนมุสาวาทเช่นท่าน แล้วได้ทิ้งพระขรรค์ไว้ใกล้บาทพระราชา อันตรธานไปพร้อมกันที่พระราชาได้ตรัสมุสาวาท. พระโอฐก็มีกลิ่นเหม็นเหมือนฟองไข่เน่าแตก พระวรกายก็มีกลิ่นเหม็นเหมือนเวจกุฎีที่เปิดไว้ ฟุ้งตลบไป.
               พระราชาก็ตกจากอากาศ ประทับอยู่บนแผ่นดิน ฤทธิ์ทั้ง ๔ ได้เสื่อมไปแล้ว.
               ลำดับนั้น มหาปุโรหิตได้กราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระราชาผู้เป็นใหญ่ ขอพระองค์อย่าได้ทรงกลัวเลย ถ้าพระองค์ตรัสสัจวาจาไซร้ ข้าพระองค์จักทำสิ่งทั้งปวงให้กลับเป็นปกติแด่พระองค์ แล้วกล่าวคาถาที่ ๓ ความว่า :-

               ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ถ้าพระองค์ตรัสสัจจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราชวังตามเดิมได้ ถ้ายังตรัสมุสาวาทอยู่ พระองค์ก็จะดำรงอยู่ได้เพียงบนพื้นดิน ไม่สามารถจะลอยขึ้นสู่อากาศได้อีก.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภูมิยํ ติฏฺฐ บทว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ถ้าพระองค์ยังตรัสมุสาวาทอยู่ พระองค์จะดำรงอยู่ได้เพียงบนพื้นดิน ไม่สามารถลอยขึ้นสู่อากาศได้อีก.

               แม้กปิลดาบสได้ทูลเตือนว่า จงดูเอาเถิดมหาบพิตร เพียงมุสาวาทครั้งแรกเท่านั้น ฤทธิ์ ๔ อย่างของพระองค์ก็อันตรธานไปแล้ว พระองค์จงกำหนดดูเถิด แม้บัดนี้ ข้าพระองค์ก็อาจทำให้กลับเป็นปกติได้ ดังนี้
               พระเจ้าอุปริจรราชนั้นตรัสว่า กปิลดาบสกล่าวอย่างนี้ ประสงค์จะลวงท่านทั้งหลาย แล้วกล่าวมุสาวาทเป็นครั้งที่สอง ได้ถูกแผ่นดินสูบลงไปแค่ข้อพระบาท.
               ลำดับนั้น พราหมณ์ได้กราบทูลพระราชาอีกว่า ขอพระองค์จงทรงกำหนดดูเถิด แม้บัดนี้ ข้าพระองค์ก็อาจทำให้กลับเป็นปกติได้ พระเจ้าข้า ดังนี้แล้ว กล่าวคาถาที่ ๔ ความว่า :-

               พระราชาพระองค์ใดทรงทราบอยู่ ถูกเขาถามปัญหาแล้ว แกล้งทำมุสาวาท พยากรณ์ปัญหานั้นไปเสียอย่างอื่น ในแว่นแคว้นของพระราชาพระองค์นั้น ฝนย่อมตกในเวลาไม่ใช่ฤดูกาล ย่อมไม่ตกต้องตามฤดูกาล.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺส ความว่า พระราชาพระองค์ใดทรงทราบอยู่ แสร้งกล่าวเท็จ พยากรณ์ปัญหาที่เขาถามแล้วไปเสียอย่างอื่น ในแว่นแคว้นของพระราชาพระองค์นั้น ฝนย่อมไม่ตกในเวลาที่ควรตก แต่ตกในเวลาที่ไม่ควรตก.

               ลำดับนั้น กปิลดาบสทูลเตือนต่อไปอีกว่า มหาบพิตร ด้วยผลแห่งมุสาวาท พระองค์ถูกแผ่นดินสูบไปแค่พระชงฆ์แล้ว ขอพระองค์จงทรงกำหนดดูเถิด แล้วกล่าวคาถาที่ ๕ ความว่า :-

               ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ถ้าพระองค์ตรัสสัจจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราชวังตามเดิมได้ ถ้าพระองค์ตรัสมุสาวาทอยู่ ก็จะถูกแผ่นดินสูบลงไปอีก.


               พระเจ้าอุปริจรราชได้ทรงทำมุสาวาทเป็นครั้งที่สามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านเป็นน้องชาย โกรกลัมพกะเป็นพี่ชายดังนี้แล้ว ถูกแผ่นดินสูบลงไปแค่พระชานุ.
               ลำดับนั้น กปิลดาบสได้ทูลพระราชาอีกว่า ขอพระองค์จงทรงกำหนดดูเถิด มหาบพิตร
               แล้วกล่าวคาถา ๒ คาถาความว่า :-

               ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่ในทิศ พระราชาพระองค์ใดทรงทราบอยู่ ถูกเขาถามปัญหาแล้ว แกล้งตรัสแก้ปัญหานั้นไปเสียอย่างอื่น พระชิวหาของพระราชาพระองค์นั้น จะแตกเป็นสองแฉกเหมือนลิ้นงู.
               ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ถ้าพระองค์ตรัสสัจจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราชวังตามเดิมได้ ถ้าพระองค์ยังตรัสมุสาวาทอยู่ ก็จะถูกแผ่นดินสูบลึกยิ่งลงไปอีก.


               พระดาบส ครั้นกล่าวคาถาสองคาถานี้แล้วทูลว่า แม้จนบัดนี้ พระองค์ก็ยังไม่อาจที่จะกลับทำให้เป็นปกติได้. พระราชามิได้ถือเอาถ้อยคำของพระดาบสนั้น ยังทรงทำมุสาวาทเป็นครั้งที่ ๔ ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านเป็นน้องชาย โกรกลัมพกะเป็นพี่ชาย ดังนี้แล้ว ถูกแผ่นดินสูบลงไปแค่บั้นพระองค์.
               ลำดับนั้น กปิลพราหมณ์ได้ทูลพระราชาว่า ขอพระองค์จงทรงกำหนดดูเถิด มหาบพิตร
               แล้วกล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า :-

               ข้าแต่พระราชาผู้เป็นใหญ่ในทิศ พระราชาพระองค์ใดทรงทราบอยู่ เมื่อถูกถามปัญหาแล้ว แกล้งตรัสแก้ปัญหานั้นไปเสียอย่างอื่น พระชิวหาของพระราชาพระองค์นั้นจะไม่มีเหมือนปลาฉะนั้น.
               ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ถ้าพระองค์ตรัสสัจจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราชวังตามเดิมได้ ถ้าพระองค์ยังตรัสมุสาวาทอยู่ ก็จะถูกแผ่นดินสูบลึกยิ่งลงไปกว่านี้อีก.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มจฺฉสฺเสว ความว่า พระชิวหาของพระราชานั้นจะไม่มี คือพระราชาที่กล่าวมุสาวาท จะเกิดในชาติใดก็ตาม จะเป็นใบ้อาจทำเสียงได้เหมือนปลา.

               พระเจ้าอุปริจราชได้ทำมุสาวาทเป็นครั้งที่ ๕ ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านเป็นน้องชาย โกรกลัมพกะเป็นพี่ชาย ดังนี้ แล้วถูกแผ่นดินสูบละไปแค่พระนาภี.
               ลำดับนั้น กปิลดาบสได้ทูลพระราชาอีกว่า ขอพระองค์จงทรงกำหนดดูเถิด มหาบพิตร
               แล้วกล่าวคาถา ๒ คาถาความว่า :-

               พระราชาพระองค์ใดทรงทราบอยู่ เมื่อถูกถามปัญหาแล้ว แกล้งตรัสแก้ปัญหานั้นไปเสียอย่างอื่น พระราชาพระองค์นั้นจะมีแต่พระธิดาเท่านั้นมาเกิด หามีพระราชโอรสมาเกิดในราชสกุลไม่.
               ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ถ้าพระองค์ตรัสสัจจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราชวังตามเดิมได้ ถ้าพระองค์ยังตรัสมุสาวาทอยู่ ก็จะถูกแผ่นดินสูบลึกไปยิ่งกว่านี้อีก.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ถิโยว ความว่า พระราชาผู้มีปกติตรัสมุสาวาทนั้น จะเกิดในภพใดก็ตาม จะมีแต่พระธิดาเท่านั้น หามีพระราชโอรสไปเกิดไม่.

               พระราชามิได้ทรงเชื่อถ้อยคำ ตรัสมุสาวาทเช่นนั้นอีกเป็นครั้งที่ ๖ ถูกแผ่นดินสูบลงไปแค่พระถัน. กปิลดาบสได้ทูลพระราชาอีกว่า ขอพระองค์จงทรงกำหนดดูเถิด มหาบพิตร
               แล้วกล่าวคาถา ๒ คาถาความว่า :-

               พระราชาพระองค์ใดทรงทราบอยู่ เมื่อถูกถามปัญหาแล้ว แกล้งตรัสแก้ปัญหานั้นไปเสียอย่างอื่น พระราชาพระองค์นั้นจะไม่มีพระราชโอรส ถ้ามีก็จะพากันหลีกหนีไปยังทิศน้อยทิศใหญ่.
               ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ถ้าพระองค์ตรัสสัจจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราชวังตามเดิมได้ ถ้าพระองค์ยังตรัสมุสาวาทอยู่ ก็จะถูกแผ่นสูบลึกยิ่งกว่านั้นลงไปอีก.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปกฺกมนฺติ ความว่า ถ้าพระราชาผู้มีปกติตรัสคำเท็จ มีพระราชโอรสไซร้ พระราชโอรสเหล่านั้นก็จะไม่ทำอุปการะแก่พระชนกชนนี จะพากันหลีกหนีไปยังทิศน้อยทิศใหญ่.

               พระเจ้าอุปริจรราชมิได้ทรงเชื่อถือถ้อยคำของพระดาบส เพราะโทษคือการคบคนชั่วเป็นมิตร ได้ทรงคำมุสาวาทเช่นนั้นอีกเป็นครั้งที่ ๗.
               ทันใดนั้น แผ่นดินได้แยกออกเป็นสองช่อง มีเปลวไฟจากอเวจีพลุ่งขึ้นไหม้พระราชา.
               มีสัมพุทธคาถา ๒ คาถา ดังต่อไปนี้ :-

               พระเจ้าเจติยราชนั้น แต่ก่อนเคยเสด็จเที่ยวไปได้ในอากาศ ภายหลังถูกพระฤๅษีสาบแล้ว เสื่อมจากอำนาจ ถึงกำหนดเวลาของตนแล้ว ก็ถูกแผ่นดินสูบ.

               เพราะเหตุนั้นแหละ บัณฑิตทั้งหลายจึงไม่สรรเสริญฉันทาคติ บุคคลไม่พึงเป็นผู้มีจิตถูกฉันทาคติเป็นต้นประทุษร้าย พึงกล่าวแต่คำสัตย์เท่านั้น.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ส ราชา ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระเจ้าเจติยราชนั้น แต่ก่อนเคยสัญจรไปได้ในอากาศ ครั้นภายหลังถูกพระฤๅษีสาบแล้ว ก็เสื่อมอำนาจ ถึงกำหนดเวลา คือกาลวิปโยคของตน ก็ถูกแผ่นดินสูบ.
               บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะพระเจ้าเจติยราชลุอำนาจอคติมีฉันทาคติเป็นต้น จึงต้องไปอเวจี เหตุนั้น.
               บทว่า อทุฏฺฐจิตฺโต ความว่า ผู้ที่มีจิตไม่ถูกฉันทาคติเป็นต้นประทุษร้าย พึงกล่าวแต่คำสัตย์เท่านั้น.

               มหาชนพากันตกใจกลัวว่า พระเจติยราชด่าพระฤๅษี กล่าวมุสาวาท ตกนรกอเวจีแล้ว.
               พระโอรส ๕ องค์ของพระเจ้าเจติยราชพากันหมอบลงที่เท้าของพระดาบสกล่าวว่า ขอท่านจงเป็นที่พึ่งของพวกข้าพเจ้าเถิด.
               พระดาบสทูลว่า พระชนกของพระองค์ยังธรรมให้พินาศ กล่าวมุสาวาท ด่าพระฤๅษี จึงตกนรกอเวจี ขึ้นชื่อว่าธรรมนี้ อันบุคคลทำลายแล้ว ย่อมทำลายบุคคลนั้น
               พวกพระองค์ไม่สามารถจะพากันอยู่ในที่นี้ได้ ดังนี้แล้ว
               เรียกพระโอรสองค์ใหญ่มาทูลว่า ขอพระองค์จงออกทางประตูด้านทิศปราจีน เสด็จตรงไปนั่นแหละ เมื่อเสด็จไปจักพบช้างแก้วเผือกล้วน พระองค์จงสร้างพระนครอยู่ ณ ที่นั้น ตามสัญญาณนั้น พระนครนั้นจักมีชื่อว่า หัตถิปุระ.
               เรียกพระโอรสที่สองมาทูลว่า พระองค์จงออกทางประตูด้านทิศทักษิณ เสด็จตรงไปนั่นแหละ เมื่อเสด็จไปจะพบม้าแก้วขาวล้วน พระองค์จงสร้างพระนครอยู่ ณ ที่นั้น ตามสัญญาณนั้น พระนครนั้นจักมีชื่อว่า อัสสปุระ.
               แล้วเรียกพระโอรสองค์ที่สามมาทูลว่า พระองค์จงเสด็จออกทางประตูด้านทิศปัจฉิม เสด็จตรงไปนั่นแหละ เมื่อเสด็จไปจักพบไกรสรราชสีห์ พระองค์จงสร้างพระนครอยู่ ณ ที่นั้น ตามสัญญาณนั้น พระนครนั้นจักมีชื่อว่า สีหปุระ.
               แล้วเรียกพระโอรสองค์ที่สี่มาทูลว่า พระองค์จงเสด็จออกทางประตูด้านทิศอุดร เสด็จตรงไปนั่นแหละ เมื่อเสด็จไปจักพบจักรบัญชรที่ทำด้วยแก้วล้วน พระองค์จงสร้างพระนครอยู่ ณ ที่นั้น ตามสัญญาณนั้น พระนครนั้นจักมีชื่อว่า อุตตรบัญชร.
               แล้วเรียกพระโอรสองค์ที่ห้ามาทูลว่า พระองค์ไม่อาจจะอยู่ในที่นี้ได้ จงสร้างพระสถูปใหญ่ไว้ในพระนครนี้ แล้วเสด็จออกตรงไปทางทิศพายัพ เมื่อเสด็จไปจักพบภูเขาสองลูกโอนยอดเข้ากระทบกัน ส่งเสียงดังว่าทัทธะ พระองค์จงสร้างพระนครอยู่ ณ ที่นั้น ตามสัญญาณนั้น พระนครนั้นจักมีชื่อว่า ทัทธปุระ.
               พระราชโอรสทั้งห้าองค์ได้ไปสร้างนครอยู่ในที่นั้นๆ ตามสัญญาณนั้น.

               พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่พระเทวทัตทำมุสาวาทแล้วถูกแผ่นดินสูบ แม้ในกาลก่อน พระเทวทัตก็ทำมุสาวาท แล้วถูกแผ่นดินสูบเหมือนกัน ดังนี้แล้ว
               ทรงประชุมชาดกว่า
                         พระเจ้าเจติยราชในครั้งนั้น ได้มาเป็น พระเทวทัต
                         ส่วนกปิลพราหมณ์ ได้มาเป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.

               จบ อรรถกถาเจติยราชชาดกที่ ๖

.. อรรถกถา เจติยราชชาดก ว่าด้วย เชฏฐาปจายนธรรม จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 1155อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 1163อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 1171อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=4938&Z=4982
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๖  กรกฎาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :