ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา คามณิจันทชาดก
ว่าด้วย ลิงเป็นสัตว์ไม่รู้จักเหตุ

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการสรรเสริญปัญญา จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า นายํ ฆรานํ กุสโล ดังนี้.
               ได้ยินว่า ภิกษุทั้งหลายนั่งสรรเสริญพระปัญญาของพระทศพลในโรงธรรมสภาว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พระตถาคตมีพระปัญญามาก มีพระปัญญาหนา มีพระปัญญาร่าเริง มีพระปัญญาไว มีพระปัญญากล้าแข็ง มีพระปัญญาชำแรกกิเลส ก้าวล่วงโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลกด้วยพระปัญญา. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลายมิใช่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน ตถาคตก็มีปัญญาเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
               ในอดีตกาล มีพระราชาพระนามว่า ชนสันธะ ครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี. พระโพธิสัตว์บังเกิดในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระราชานั้น. หน้าของพระโพธิสัตว์นั้นเกลี้ยงเกลา บริสุทธิ์ดุจพื้นแว่นทองคำ ถึงความงามอันเลิศยิ่ง ด้วยเหตุนั้น ในวันตั้งชื่อ ญาติทั้งหลายจึงตั้งชื่อของพระโพธิสัตว์นั้นว่า อาทาสมุขกุมาร.
               ภายใน ๗ ปีเท่านั้น พระชนกให้กุมารนั้นศึกษาพระเวททั้ง ๓ และสิ่งทั้งปวงที่จะพึงทำในโลก แล้วได้สวรรคตในเวลาที่พระกุมารนั้นมีอายุ ๗ ขวบ อำมาตย์ทั้งหลายได้ถวายพระเพลิงพระศพของพระราชาด้วยบริวารใหญ่โต แล้วถวายทานเพื่อผู้ตาย ในวันที่ ๗ ประชุมกันที่พระลานหลวงหารือกันว่า พระกุมารยังเด็กเกินไป ไม่อาจอภิเษกให้ครองราชย์ได้ พวกเราจักทดลองพระกุมารนั้นแล้วจึงค่อยอภิเษก.
               วันหนึ่ง อำมาตย์เหล่านั้นให้ตกแต่งพระนคร จัดแจงสถานที่วินิจฉัย ให้แต่งตั้งบัลลังก์แล้วไปเฝ้าพระกุมารทูลว่า ขอเดชะ ควรเสด็จไปยังสถานที่วินิจฉัย (ตัดสินความ). พระกุมารรับคำแล้ว เสด็จไปด้วยบริวารเป็นอันมาก ประทับนั่งบนบัลลังก์.
               ในเวลาที่พระกุมารนั้นประทับนั่งแล้ว อำมาตย์เหล่านั้นให้เอาลิงตัวหนึ่งซึ่งเดิน ๒ เท้าได้ ให้แต่งเป็นเพศอาจารย์ผู้มีวิชาดูที่ แล้วนำไปยังสถานที่วินิจฉัยความ ทูลว่า ขอเดชะ บุรุษผู้นี้เป็นอาจารย์รู้วิชาดูที่ ในสมัยของพระชนกผู้มหาราช ย่อมรู้คุณ-โทษในที่มีรัตนะ ๗ ภายในพื้นดินด้วยวิชาอันคล่องแคล่ว สถานที่ตั้งวังของราชตระกูล บุรุษผู้นี้แหละจัดการ ขอพระองค์จงสงเคราะห์บุรุษผู้นี้ โปรดสถาปนาไว้ในฐานันดรเถิด.
               พระกุมารแลดูลิงนั้นทั้งเบื้องล่างและเบื้องบน ก็ทรงทราบว่า ผู้นี้ไม่ใช่มนุษย์ ผู้นี้เป็นลิง แล้วทรงดำริว่า ธรรมดาลิงย่อมรู้แต่จะทำลายสิ่งที่เขาทำไว้ ย่อมไม่รู้จะทำหรือจัดสิ่งที่เขายังไม่ได้ทำ จึงกล่าวคาถาแรกแก่พวกอำมาตย์ว่า :-

               สัตว์ตัวนี้ไม่ฉลาดที่จะทำเรือนมีปกติ หลุกหลิก หนังที่หน้าย่น พึงประทุษร้ายของที่เขาทำไว้แล้ว ตระกูลสัตว์นี้ มีอย่างนี้เป็นธรรมดา.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นายํ ฆรานํ กุสโล ความว่า สัตว์นี้ไม่ฉลาดเรื่องบ้านเรือน คือไม่เฉลียวฉลาดเพื่อจะจัดหรือทำเรือน.
               บทว่า โลโล แปลว่า มีกำเนิดโลเล.
               บทว่า วลีมุโข ความว่า ชื่อว่ามีหน้าย่น เพราะมีรอยย่นที่หน้า.
               บทว่า เอวํธมฺมมิทํ กุลํ ความว่า ธรรมดาตระกูลลิงนี้ มีสภาวะอย่างนี้ คือประทุษร้ายสิ่งที่เขาทำไว้ให้พินาศ.

               อำมาตย์ทั้งหลายทูลว่า ขอเดชะ จักเป็นดังพระดำรัสอย่างนั้น แล้วนำลิงนั้นออกไป พอล่วงไปวันสองวัน ก็ประดับลิงตัวนั้นแหละอีก แล้วนำไปยังที่วินิจฉัยอรรถคดี กราบทูลว่า ขอเดชะ ผู้นี้เป็นอำมาตย์ผู้วินิจฉัยอรรถคดี เมื่อครั้งพระชนกผู้มหาราช กระบวนการวินิจฉัยของท่านผู้นี้เป็นไปเรียบร้อยดี ควรที่พระองค์จะทรงอนุเคราะห์ท่านผู้นี้ ให้ทำหน้าที่วินิจฉัยอรรถคดีต่อไป.
               พระกุมารแลดูแล้วรู้ว่า คนที่เป็นมนุษย์สมบูรณ์ มีความคิดย่อมไม่มีขนเห็นปานนี้ แม้ผู้นี้คงเป็นลิงที่ไม่มีความคิด จักไม่สามารถทำกิจในการวินิจฉัยอรรถคดีได้ จึงตรัสคาถาที่ ๒ ว่า :-

               ขนอย่างนี้ ไม่ใช่ขนของสัตว์ที่มีความคิด ลิงตัวนี้จะทำให้ผู้อื่นปลอดโปร่งใจไม่ได้ พระราชบิดาของเราทรงพระนามว่าชนสันธะ ได้ตรัสสอนไว้ว่า ธรรมดาลิงย่อมไม่รู้จักเหตุอันใดอันหนึ่ง.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นยิทํ จิตฺตวโต โลมํ ความว่า ขนหยาบในสรีระของสัตว์นี้ มิได้มีแก่ผู้มีความคิดอันประกอบด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา ก็ธรรมดาสัตว์เดรัจฉาน ชื่อว่าไม่มีความคิดด้วยความคิดตามปกติย่อมไม่มี.
               บทว่า นายํ อสฺสาสิโก ความว่า สัตว์นี้ชื่อว่าทำผู้อื่นให้ปลอดโปร่งใจไม่ได้ เพราะไม่สามารถเป็นที่พึ่งอาศัย หรือทำการพร่ำสอนให้ผู้อื่นเบาใจได้.
               บทว่า มิโค แปลว่า ลิง. ด้วยบทว่า สตฺถํ เม ชนสนฺเธน นี้ แสดงว่า ข้อนี้ พระเจ้าชนสันธะผู้พระชนกของเราสอนไว้ คือตรัสไว้ ได้แก่ประทานอนุศาสนีไว้อย่างนี้ว่า ธรรมดาลิงย่อมไม่รู้เหตุและมิใช่เหตุ.
               บทว่า นายํ กิญฺจิ วิชานติ ความว่า เพราะฉะนั้น ในข้อนี้พึงตกลงได้ว่า ธรรมดาว่าวานรนี้ย่อมไม่รู้เหตุการณ์อะไรๆ แต่ในบาลีเขียนไว้ว่า นายํ กิญฺจิ น ทูสเย แปลว่า ลิงนี้ไม่พึงประทุษร้ายอะไรๆ หามิได้. คำนั้นไม่มีในอรรถกถา.

               อำมาตย์ทั้งหลายได้ฟังพระดำรัส แม้นี้แล้วกราบทูลว่า ขอเดชะ จักเป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า แล้วนำลิงนั้นออกไป วันหนึ่ง ประดับประดาลิงตัวนั้นแหละ แล้วนำมายังสถานที่วินิจฉัยอรรถคดีอีก กราบทูลว่า ขอเดชะ เมื่อครั้งพระชนกผู้มหาราช บุรุษผู้นี้ได้บำเพ็ญหน้าที่บำรุงบิดามารดา เป็นผู้กระทำความอ่อนน้อมต่อผู้เจริญในตระกูล พระองค์สมควรอนุเคราะห์บุรุษผู้นี้.
               พระกุมารมองดูลิงตัวนั้นอีกแล้ว ทรงดำริว่า ธรรมดาลิงทั้งหลายมีจิตใจกลับกลอก ไม่สามารถทำการงานเห็นปานนี้ได้ จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-

               สัตว์เช่นนั้นจะพึงเลี้ยงดู บิดามารดาหรือพี่ชายพี่สาวของตนไม่ได้ คำสอนนี้ พระเจ้าทศรถผู้ชนกของเราสั่งสอนไว้.


               บรรดาบทเหล่านี้ บทว่า ภาตรํ ภคินึ สกํ ได้แก่ พี่ชายหรือพี่สาวของตน. แต่ในบาลีเขียนว่า สขํ ก็คำนั้น ในอรรถกถาท่านวิจารณ์ไว้ว่า เมื่อกล่าวว่า สกํ ย่อมกินความถึงพี่ชายและพี่สาวของตน เมื่อกล่าวว่า สขํ ได้ความหมายเฉพาะสหาย.
               บทว่า ภเรยฺย แปลว่า พึงพอกเลี้ยง.
               บทว่า ตาทิโส โปโส ความว่า สัตว์ชาติลิงที่เห็นกันอยู่เช่นนั้น พึงเลี้ยงดูไม่ได้.
               บทว่า สิฏฺฐํ ทสรเถน เม ความว่า พระชนกของเราทรงสั่งสอนไว้อย่างนี้
               จริงอยู่ พระชนกของพระกุมารนั้น เขาเรียกว่าพระเจ้าชนสันธะ เพราะทรงสงเคราะห์ชนด้วยสังคหวัตถุ ๔ ประการ เรียกว่าพระเจ้าทศรถ เพราะทรงกระทำกิจที่จะพึงกระทำด้วยรถ ๑๐ คัน ด้วยรถของพระองค์เพียงคันเดียวเท่านั้น. เพราะได้สดับโอวาทเห็นปานนั้นจากสำนักของพระชนกพระองค์นั้น พระกุมารจึงตรัสอย่างนั้น.

               อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า จักเป็นดังพระดำรัสอย่างนั้น พระเจ้าข้า แล้วนำลิงนั้นออกไป ได้ตกลงกันว่า พระกุมารเป็นบัณฑิตจักสามารถครองราชสมบัติได้ จึงอภิเษกพระโพธิสัตว์ให้ครองราชสมบัติ แล้วให้เที่ยวตีกลองป่าวร้องไปในพระนครว่า เป็นอาณาจักรของพระเจ้าอาทาสมุขแล้ว.
               จำเดิมแต่นั้นมา พระโพธิสัตว์ทรงครองราชสมบัติโดยธรรม โดยสม่ำเสมอ แม้ความที่พระเจ้าอาทาสมุขนั้นเป็นบัณฑิตเฉลียวฉลาด ก็แพร่ไปตลอดทั่วชมพูทวีป
               ก็เพื่อจะแสดงความที่พระองค์เป็นบัณฑิต ได้นำเอาเรื่อง ๑๔ เรื่องนี้มากล่าวไว้ คือ :-
               เรื่องโค ๑ เรื่องบุตร ๑ เรื่องม้า ๑ เรื่องช่างสาน ๑ เรื่องนายบ้านส่วย ๑
               เรื่องหญิงแพศยา ๑ เรื่องหญิงรุ่นสาว ๑ เรื่องงู ๑ เรื่องเนื้อ ๑
               เรื่องนกกระทา ๑ เรื่องรุกขเทวดา ๑ เรื่องพระยานาค ๑
               เรื่องดาบสมีตบะ ๑ เรื่องพราหมณ์มาณพ ๑
               ในนิทาน ๑๔ เรื่องนั้น มีเรื่องราว ตามลำดับดังต่อไปนี้
               เมื่อพระโพธิสัตว์อภิเษกอยู่ในราชสมบัตินั้น บุรุษผู้หนึ่งชื่อคามณิจันท์ ผู้เคยเป็นบาทมูลิกาของพระเจ้าชนสันธะ คิดอย่างนี้ว่า ธรรมดาว่าความเป็นพระราชานี้ย่อมจะงดงามกับคนผู้มีวัยเสมอกัน ส่วนเราเป็นคนแก่จักไม่เหมาะที่จะบำรุงพระกุมารหนุ่ม เราจักทำกสิกรรมเลี้ยงชีวิตอยู่ในชนบท. เขาจึงออกจากพระนครไปยังที่ไกลประมาณ ๓ โยชน์ สำเร็จการอยู่ในบ้านแห่งหนึ่ง แต่เขาไม่มีแม้แต่โคสำหรับจะทำกสิกรรม.
               เมื่อฝนตก เขาจึงขอยืมโค ๒ ตัว กับสหายคนหนึ่งไถนาอยู่ ตลอดทั้งวันแล้วให้โคกินหญ้า แล้วได้ไปยังเรือนเพื่อจะมอบโคทั้ง ๒ ตัวให้กับเจ้าของ. ขณะนั้น เจ้าของโคกำลังนั่งบริโภคอาหารอยู่กลางบ้านพร้อมกับภรรยา. ฝ่ายโคทั้งสองตัวก็เข้าไปยังบ้านด้วยความคุ้นเคย. เมื่อโคเหล่านั้นเข้าไป สามียกถาด ภรรยาเอาถาดออกไป. นายคามณิจันท์มองดูด้วยคิดว่าสามีภรรยาทั้งสองนี้จะเชื้อเชิญเรารับประทานข้าว จึงยังไม่มอบโคให้รีบกลับไปเสีย.
               ในเวลากลางคืน พวกโจรตัดคอกลักโคเหล่านั้นแหละไปเสีย. เจ้าของโคเข้าไปยังคอกโคแต่เช้าตรู่ ไม่เห็นโคเหล่านั้น แม้จะรู้อยู่ว่าถูกพวกโจรลักไป ก็เข้าไปหานายคามณิจันท์นั้นด้วยตั้งใจว่า จักปรับเอาสินไหมแก่นายคามณิจันท์ จึงกล่าวว่า ผู้เจริญ ท่านจงมอบโคทั้งสองให้เรา. นายคามณิจันท์ว่า โคเข้าบ้านไปแล้วมิใช่หรือ. เจ้าของโคว่า ท่านมอบโคเหล่านั้นแก่เราแล้วหรือ. นายคามณิจันท์ว่า ยังไม่ได้มอบ. เจ้าของโคกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น เรื่องนี้เป็นความอาญาสำหรับท่านๆจงมา
               จริงอยู่ ในชนบทเหล่านั้น เมื่อใครๆ ยกเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นจะเป็นก้อนกรวด หรือชิ้นกระเบื้องก็ตาม แล้วกล่าวว่า นี้เป็นความอาญาสำหรับท่าน ท่านจงมา ดังนี้ ผู้ใดไม่ไปก็ย่อมลงอาญาแก่ผู้นั้น เพราะฉะนั้น นายคามณิจันท์นั้น พอได้ฟังว่าเป็นความอาญา ก็ออกไปทันที.
               เขาไปยังราชสกุลกับเจ้าของโคนั้น ไปถึงบ้านอันเป็นที่อยู่ของสหายเข้าบ้านหนึ่ง จึงกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าหิวจัด ท่านจงรออยู่ที่นี้แหละจนกว่าจะเข้าไปยังบ้าน รับประทานอาหารแล้วกลับมา ว่าแล้วก็ได้ไปยังบ้านของสหาย. ส่วนสหายของเขาไม่อยู่บ้าน หญิงสหายเห็นเข้าก็กล่าวว่า นาย อาหารที่หุงต้มสุกไม่มี ท่านจงรอสักครู่ ดิฉันจักหุงให้ท่านเดี๋ยวนี้แหละ แล้วรีบขึ้นฉางข้าวสารทางพะอง จึงพลัดตกไปที่พื้นดิน ครรภ์ของนางพอดีได้ ๗ เดือนก็ตกไปในขณะนั้นนั่นเอง
               ขณะนั้น สามีของนางกลับมาเห็นดังนั้น จึงกล่าวว่า ท่านประหารภรรยาของเราทำให้ครรภ์ตก นี้เป็นความอาญาของท่าน นางจงมาแล้วพานายคามณิจันท์นั้นออกไป. จำเดิมแต่นั้น คนทั้งสองเดินไปให้นายคามณิจันท์อยู่กลาง.
               ครั้งนั้น ที่ประตูบ้านแห่งหนึ่ง คนเลี้ยงม้าผู้หนึ่งไม่สามารถต้อนม้าให้กลับบ้าน. ฝ่ายม้าก็เดินไปในสำนักของคนเหล่านั้น คนเลี้ยงม้าเห็นนายคามณิจันท์จึงกล่าวว่า ลุงคามณิจันท์ช่วยเอาอะไรๆ ปาม้าตัวนี้ให้กลับทีเถิด. นายคามณิจันท์จึงเอาหินก้อนหนึ่งขว้างไป ก้อนหินนั้นกระทบขาม้าหักเหมือนท่อนไม้ละหุ่งฉะนั้น. ลำดับนั้น คนเลี้ยงม้าได้กล่าวกะนายคามณิจันท์ว่า ท่านทำขาม้าของเราหัก นี้เป็นความอาญาสำหรับท่านแล้วจับตัวไป.
               ฝ่ายนายคามณิจันท์นั้น เมื่อถูกคนทั้ง ๓ นำไป จึงคิดว่า คนเหล่านี้จักแสดงเราแก่พระราชา แม้มูลค่าราคาโค เราก็ไม่อาจให้ได้ จะป่วยกล่าวใยถึงอาญาที่ทำให้ครรภ์ตก ก็เราจักได้มูลค่าม้ามาแต่ไหน เราตายเสียประเสริฐกว่า.
               เขาเดินไปได้เห็นภูเขาลูกหนึ่งซึ่งมีหน้าผาชันข้างหนึ่ง ณ ที่ใกล้ทางในดงระหว่างทาง ช่างสาน ๒ คนพ่อลูกสานเสื่อลำแพนอยู่ในร่มเงาของภูเขานั้น. นายคามณิจันท์กล่าวว่า ข้าพเจ้าจะถ่ายอุจจาระ ท่านทั้งหลายจงรออยู่ที่นี้แหละสักครู่ จนกว่าข้าพเจ้าจะมา แล้วขึ้นไปยังภูเขานั้น กระโดดลงไปทางด้านหน้าผา ตกลงไปบนหลังช่างสานผู้เป็นพ่อ ช่างสานผู้เป็นพ่อนั้นถึงแก่ความตายทันที นายคามณิจันท์ไม่ตาย ลุกขึ้นได้ก็ไปเสีย. ช่างสานผู้บุตรกล่าวว่า ท่านเป็นโจรฆ่าพ่อฉัน นี้เป็นความอาญาสำหรับท่าน แล้วจับมือนายคามณิจันท์ลากออกจากพุ่มไม้ เมื่อนายคามณิจันท์พูดว่า นี่อะไรกัน จึงกล่าวว่า เจ้าเป็นโจรฆ่าพ่อของข้า. ตั้งแต่นั้นมา ชนทั้ง ๔ คน ให้นายคามณิจันท์อยู่กลางพากันห้อมล้อมไป.
               ครั้นไปถึงประตูบ้านอีกแห่งหนึ่ง นายบ้านส่วยคนหนึ่งเห็นนายคามณิจันท์ จึงกล่าวว่า ลุงคามณิจันท์ ท่านจะไปไหน? เมื่อนายคามณิจันท์กล่าวว่า จะไปเฝ้าพระราชา จึงกล่าวว่า ท่านจักไปเฝ้าพระราชาจริงแล้ว ข้าพเจ้าประสงค์จะถวายสาสน์แด่พระราชา ท่านจักนำไปได้ไหม. นายคามณิจันท์ว่า ได้ฉันจักนำไปให้. นายบ้านส่วยกล่าวว่า เมื่อก่อนตามปกติ ข้าพเจ้ามีรูปงาม มีทรัพย์ สมบูรณ์ด้วยยศศักดิ์ ไม่มีโรค มาบัดนี้ ข้าพเจ้าเป็นคนเข็ญใจ เกิดโรคผอมเหลือง ท่านจงทูลถามพระราชาว่า ในเรื่องนั้นเป็นเพราะเหตุไร? ได้ยินว่าพระราชาเป็นผู้ฉลาด พระองค์จักตรัสบอกแก่ท่าน ท่านจงบอกพระดำรัสของพระองค์แก่ข้าพเจ้าด้วย. นายคามณิจันท์รับว่าได้.
               ลำดับนั้น หญิงคณิกาคนหนึ่งอยู่ที่ประตูบ้านแห่งหนึ่งข้างหน้า เห็นนายคามณิจันท์นั้น จึงกล่าวว่า ลุงคามณิจันท์ ท่านจะไปไหน? เมื่อนายคามณิจันท์บอกว่าจะไปเฝ้าพระราชา จึงกล่าวว่า เขาลือว่า พระราชาเป็นบัณฑิตผู้ฉลาด ท่านจงนำข่าวสาสน์ของเราไปด้วย แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า เมื่อก่อน ข้าพเจ้าได้ค่าจ้างมาก มาบัดนี้ ไม่ได้แม้แต่หมากพลู ใครๆ ผู้จะมายังสำนักของเราไม่มีเลย ท่านจงทูลถามพระราชาว่า ในเรื่องนั้นเป็นเพราะเหตุไร? แล้วพึงกลับมาบอกแก่ข้าพเจ้า.
               ลำดับนั้น หญิงสาวคนหนึ่งที่ประตูบ้านแห่งหนึ่งข้างหน้า เห็นนายคามณิจันท์นั้นแล้วได้ถามเหมือนอย่างนั้น แล้วกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่อาจอยู่ในเรือนของสามี ทั้งไม่อาจอยู่ในเรือนของตระกูล ท่านจงทูลถามพระราชาว่า ในเรื่องนั้น เป็นเพราะเหตุอะไร? แล้วพึงบอกแก่ข้าพเจ้า.
               ครั้นในกาลต่อมาจากนั้น มีงูอยู่ในจอมปลวกแห่งหนึ่ง ใกล้ทางใหญ่ เห็นนายคามณิจันท์นั้นจึงถามว่า ท่านคามณิจันท์ จะไปไหน? เมื่อเขาบอกว่า จะไปเฝ้าพระราชา จึงกล่าวว่า ข่าวว่า พระราชาเป็นบัณฑิต ท่านจงนำข่าวสาสน์ของข้าพเจ้าไปด้วย แล้วกล่าวว่า ในเวลาไปหากิน ข้าพเจ้าถูกความหิวแผดเผา มีร่างกายเหี่ยวแห้ง เมื่อจะออกจากจอมปลวก ร่างกายเต็มคับปล่อง เคลื่อนตัวออกด้วยความยากลำบาก แต่ครั้นเที่ยวหากินแล้วกลับมา เป็นผู้อิ่มหนำ มีร่างกายอ้วนพี เมื่อจะเข้าไป ไม่กระทบกระทั่งข้างปล่องเลย เข้าไปอย่างง่ายดาย ท่านจงทูลถามพระราชาว่า ในเรื่องนั้น เป็นเพราะเหตุไร? แล้วพึงบอกแก่ข้าพเจ้า.
               ลำดับนั้น เนื้อตัวหนึ่งข้างหน้าเห็นนายคามณิจันท์นั้น จึงถามเหมือนอย่างนั้น แล้วกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่อาจไปกินหญ้าในที่อื่นได้ สามารถกินอยู่ในที่โคนต้นไม้แห่งเดียวเท่านั้น ท่านพึงทูลถามพระราชาว่า ในเรื่องนั้น เป็นเพราะเหตุไร?
               ครั้นต่อมา มีนกกระทาตัวหนึ่งข้างหน้า เห็นนายคามณิจันท์นั้นแล้ว จึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าจับอยู่ที่จอมปลวกแห่งเดียวเท่านั้น สามารถอยู่ได้อย่างสบายใจ จับอยู่ที่อื่น ไม่สามารถจะอยู่ได้ ท่านพึงทูลถามพระราชาว่า ในเรื่องนั้น เป็นเพราะเหตุไร?
               ลำดับนั้น รุกขเทวดาตนหนึ่งข้างหน้า เห็นนายคามณิจันท์นั้นจึงถามว่า ดูก่อนคามณิจันท์ ท่านจะไปไหน? เมื่อเขาบอกว่า จะไปเฝ้าพระราชา จึงกล่าวว่า เขาเล่าลือกันว่า พระราชาเป็นผู้ฉลาด เมื่อก่อนเราได้สักการะ มาบัดนี้ แม้มาตรว่าใบไม้อ่อนสักกำมือก็ยังไม่ได้ ท่านช่วยทูลถามพระราชาว่า ในเรื่องนั้น เป็นเพราะเหตุไร?
               ในกาลต่อจากนั้น พระยานาคตัวหนึ่งเห็นนายคามณิจันท์ จึงถามเหมือนอย่างนั้น แล้วกล่าวว่า ได้ยินว่า พระราชาเป็นบัณฑิต เมื่อก่อนน้ำในสระนี้ใส มีสีเหมือนแก้วมณี บัดนี้ ขุ่นมัวมีแหนปกคลุม ท่านพึงทูลถามพระราชาว่า ในเรื่องนั้น เป็นเพราะเหตุไร?
               ที่นั้น ดาบสทั้งหลายผู้อยู่ในอารามแห่งหนึ่ง ในที่ใกล้พระนคร เห็นนายคามณิจันท์นั้น จึงถามเหมือนอย่างนั้นแล้วกล่าวว่า เขาว่าพระราชาเป็นบัณฑิต เมื่อก่อนผลาผลทั้งหลายในอารามนี้อร่อย บัดนี้เฝือนฝาด ไม่อร่อย ไม่เป็นรส ท่านช่วยทูลถามพระราชาว่า ในเรื่องนี้เป็นเพราะเหตุไร?
               ข้างหน้าแต่นั้นไป มีพราหมณ์มาณพอยู่ในศาลาแห่งหนึ่ง ในที่ใกล้ประตูพระนคร เห็นนายคามณิจันท์นั้น จึงกล่าวว่า คามณิจันท์ผู้เจริญ ท่านจะไปไหน เมื่อเขากล่าวว่า จะไปเฝ้าพระราชา จึงพากันกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านช่วยถือเอาข่าวสาสน์ของพวกเราไปด้วย เพราะว่า เมื่อก่อน ที่ที่พวกเราร่ำเรียนเอาแล้วย่อมปรากฎ แต่มาบัดนี้ ไม่ทรงจำอยู่ เหมือนน้ำในหม้อทะลุ ย่อมปรากฎเป็นเหมือนความมืดมนอนธการ ท่านพึงทูลถามพระราชาว่า ในเรื่องนี้เป็นเพราะเหตุไร?
               นายคามณิจันท์รับเอาข่าวสาสน์ทั้ง ๑๐ ข้อนี้แล้วได้ไปเฝ้าพระราชา.

               พระราชาได้เสด็จประทับนั่ง ณ สถานที่ที่วินิจฉัยอรรถคดี.
               เจ้าของโคได้พานายคามณิจันท์เข้าเฝ้าพระราชา. พระราชาพอทรงเห็นนายคามณิจันท์ก็จำได้ ทรงพระดำริว่า นายคามณิจันท์เป็นอุปัฏฐากแห่งพระชนกของเรา พอยกเราขึ้นแล้วก็หลีกเลี่ยงไปตลอดเวลาประมาณเท่านี้ เขาอยู่ที่ไหนหนอ จึงตรัสถาม ท่านคามณิจันท์ผู้เจริญ ตลอดเวลามีประมาณเท่านี้ ท่านอยู่ที่ไหน? เป็นเวลานานแล้วไม่ปรากฎ ท่านมาด้วยต้องการอะไร.
               นายคามณิจันท์กราบทูลว่า ขอเดชะพระอาญาไม่พ้นเกล้า จำเดิมแต่พระชนกของพระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว ข้าพระองค์ไปอยู่ชนบท กระทำกสิกรรมเลี้ยงชีพ แต่นั้น บุรุษผู้นี้ได้แสดงความอาญาเพราะเหตุเกี่ยวกับคดีเรื่องโค จึงคร่าตัวข้าพระองค์มาเฝ้าพระองค์พระเจ้าข้า.
               พระราชาตรัสว่า ท่านไม่ถูกคร่าตัวมาก็คงไม่มา เพราะเหตุนั้น ความที่ท่านถูกคร่าตัวมานั่นแหละเป็นความดีงาม บัดนี้ เราจะเห็นบุรุษผู้นั้น บุรุษผู้นั้นอยู่ที่ไหน. นายคามณิจันท์กราบทูลว่า คนนี้พระเจ้าข้า.
               พระราชาตรัสถามว่า ผู้เจริญ ได้ยินว่า ท่านฟ้องความอาญาแก่นายคามณิจันท์ของเราจริงหรือ. เจ้าของโคทูลว่า จริงพระเจ้าข้า. พระราชาตรัสถามว่าเพราะเหตุไร. เจ้าของโคทูลว่า เพราะนายคามณิจันท์นี้ไม่คืนโค ๒ ตัวให้แก่ข้าพระองค์พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า เขาว่าจริงหรือจันทะ?
               นายคามณิจันท์ทูลว่า ขอเดชะ ถ้าอย่างนั้นขอพระองค์โปรดทรงสดับต่อข้าพระองค์เถิด แล้วกราบทูลเรื่องราวทั้งปวงให้ทรงทราบ. พระราชาได้ทรงสดับดังนั้น จึงตรัสถามเจ้าของโคว่า ผู้เจริญ เมื่อโคเข้าบ้านของท่าน ท่านเห็นหรือเปล่า? เจ้าของโคทูลว่า ไม่เห็น พระเจ้าข้า.
               พระราชาตรัสว่า ท่านไม่เคยได้ยินคนเขาพูดถึงเราว่า พระราชาพระนามว่าอาทาสมุข บ้างหรือ ท่านอย่าหวาดระแวงเลย จงบอกมาเถิด.
               เจ้าของโคทูลว่า ได้เห็นพระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า คามณิจันท์ผู้เจริญ เพราะท่านไม่มอบโคให้เจ้าของ ค่าโคปรับเป็นสินไหมสำหรับท่าน แต่บุรุษนี้ทั้งที่เห็น พูดมุสาวาททั้งรู้ ว่าไม่เห็น เพราะฉะนั้น ท่านนั่นแหละเป็นผู้ประกอบการควักนัยน์ตาทั้งสองข้างของบุรุษผู้นี้ และภรรยาของบุรุษผู้นี้ด้วย ส่วนตนเองให้กหาปณะ ๒๔ กหาปณะเป็นมูลค่าราคาโค. เมื่อตรัสอย่างนี้แล้ว นักการก็พาตัวเจ้าของโคออกไปข้างนอก เจ้าของโคนั้นคิดว่า เมื่อเขาควักลูกตาเสียแล้ว เราจักเอากหาปณะไปทำอะไร จึงหมอบลงแทบเท้าของนายคามณิจันท์ แล้วกล่าวว่า ท่านคามณิจันท์ผู้เป็นนาย กหาปณะที่เป็นมูลค่าค่าโคจงเป็นของท่านเถิด และจงถือเอากหาปณะเหล่านี้ด้วย แล้วให้กหาปณะทั้งหลาย แม้อื่นๆ แล้วหนีไป.
               ลำดับนั้น บุรุษคนที่ ๒ ทูลว่า ขอเดชะ นายคามณิจันท์นี้ประหารภรรยาของข้าพระองค์ ทำให้ครรภ์ตกไป. พระราชาตรัสถามว่า จริงหรือ จันทะ? นายคามณิจันท์ทูลว่า ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์โปรดทรงสดับ แล้วกราบทูลเรื่องทั้งปวงให้ทรงทราบโดยพิสดาร. ลำดับนั้น พระราชาตรัสถามนายคามณิจันท์นั้นว่า ก็ท่านประหารภรรยาของบุรุษผู้นี้ ทำให้ครรภ์ตกไปหรือ? นายคามณิจันท์ทูลว่า ขอเดชะ ข้าพระองค์มิได้ทำให้ตกไปพระเจ้าข้า. พระราชาตรัสถามบุรุษนั้นว่า ผู้เจริญ ความที่นายคามณิจันท์นี้ประหารแล้ว ทำครรภ์ให้ตกไป ท่านอาจให้เกิดมีขึ้นได้หรือไม่? บุรุษนั้นทูลว่า ไม่อาจ พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสถามเขาว่า บัดนี้ ท่านจะกระทำอย่างไร? บุรุษนั้นทูลว่า ข้าพระองค์ต้องการบุตรคืนมาพระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า จันทะผู้เจริญ ถ้าอย่างนั้น ท่านเอาภรรยาของบุรุษผู้นี้ไปไว้ในเรือนของท่าน ในคราวที่นางคลอดบุตร จงนำบุตรนั้นมาให้บุรุษผู้นี้. ฝ่ายบุรุษผู้นั้นจึงหมอบลงแทบเท้าของนายคามณิจันท์ แล้วกล่าวว่า นายท่านอย่าทำลายเรือนของเราเลย ได้ให้กหาปณะแล้วหลีกหนีไป.
               ลำดับนั้น บุรุษคนที่ ๓ มากราบทูลว่า ขอเดชะ นายคามณิจันท์นี้ประหารทำเท้าม้าของข้าพระองค์หัก พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสถามว่า เขาว่า จริงหรือ จันทะ? นายคามณิจันท์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ขอได้โปรดสดับ แล้วกราบทูลประพฤติเหตุนั้นโดยพิสดาร. พระราชาได้ทรงสดับดังนั้น จึงตรัสถามคนเลี้ยงม้าว่า เขาว่าท่านพูดว่า จงขว้างม้าให้กลับ จริงหรือ? คนเลี้ยงม้านั้นทูลว่า ขอเดชะ ข้าพระองค์ไม่ได้พูด พระเจ้าข้า. เขาถูกตรัสถามซ้ำจึงกราบทูลว่า ข้าพระองค์พูดพระเจ้าข้า. พระราชาตรัสเรียกนายคามณิจันท์มาตรัสว่า จันทะผู้เจริญ บุรุษผู้นี้พูดแล้ว กลับกล่าวมุสาวาทว่าไม่ได้พูด ท่านจงตัดลิ้นของเขาแล้วเอาของที่มีของเราเป็นมูลค่าม้าให้ไปพันหนึ่ง. คนเลี้ยงม้ากลับให้กหาปณะ แม้อื่นอีกแล้วหลบหนีไป.
               ลำดับนั้น บุตรช่างสานกราบทูลว่า ขอเดชะ นายคามณิจันท์นี้เป็นโจรฆ่าบิดาของข้าพระองค์ พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสถามว่า เขาว่า จริงหรือ จันทะ? นายคามณิจันท์กราบทูลว่า ขอเดชะ พระองค์โปรดทรงสดับ แล้วกราบทูลเหตุนั้นให้ทรงทราบโดยพิสดาร. พระราชารับสั่งให้เรียกช่างสานมาแล้วตรัสถามว่า บัดนี้ ท่านจะกระทำอย่างไร? ช่างสานทูลว่า ขอเดชะ ข้าพระองค์ขอบิดาของข้าพระองค์คืนมา พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า จันทะผู้เจริญ การได้บิดาของช่างสานนี้คืนมาจึงจะควร ก็คนตายแล้วไม่อาจนำมาอีกได้ ท่านจงนำมารดาของช่างสานคนนี้มาไว้ในเรือนท่านแล้ว เป็นบิดาของช่างสานนี้. บุตรช่างสานกล่าวว่า นาย ท่านอย่าทำลายเรือนแห่งบิดาผู้ตายแล้วของข้าพเจ้าเลย ได้ให้กหาปนะแก่นายคามณิจันท์แล้ว หลบหนีไป
               นายคามณิจันท์ได้ประสบชัยชนะเฉพาะวันนี้ มีจิตยินดี กราบทูลพระราชาว่า ขอเดชะ มีคนบางคนส่งสาสน์มาแก่พระองค์ ข้าพระองค์ขอกราบทูลสาสน์นั้นแก่พระองค์. พระราชาตรัสว่า จงบอกมาเถิด จันทะ.
               นายคามณิจันท์จึงกราบทูลทีละเรื่องๆ โดยย้อนลำดับ เริ่มสาสน์ของพวกพราหมณ์มาณพเป็นเรื่องต้น.
               พระราชาได้ทรงวิสัชนาไปโดยลำดับ ทรงวิสัชนาอย่างไร?
               คือ ก่อนอื่นทรงสดับสาสน์ที่ ๑ ได้ตรัสว่า เมื่อก่อน ได้มีไก่ซึ่งขันเป็นเวลาอยู่ในที่เป็นที่อยู่พวกพราหมณ์มาณพเหล่านั้น เมื่อพราหมณ์มาณพเหล่านั้นลุกขึ้นตามเสียงไก่นั้น แล้วเรียนมนต์ทำการสังวัธยายอยู่ จนอรุณขึ้นด้วยเหตุนั้น มนต์ที่พวกพราหมณ์มาณพเหล่านั้นเล่าเรียนมาเอาไว้ก็ไม่เสื่อม มาบัดนี้ มีไก่ซึ่งขันไม่เป็นเวลาอยู่ในที่อยู่ของพราหมณ์มาณพเหล่านั้น ไก่ตัวนั้น ขันดึกเกินไปบ้าง จวนสว่างบ้าง พวกพราหมณ์มาณพลุกขึ้นตามเสียงของไก่นั้นซึ่งขันดึกเกินไป เล่าเรียนมนต์ก็ง่วงนอน กำลังทำการสังวัธยายก็หลับไปอีก ครั้นลุกขึ้นตามเสียงของไก่ซึ่งขันในเวลาจวนจะสว่าง ก็สังวัธยายไม่ได้ ด้วยเหตุนั้น มนต์ที่พวกพราหมณ์มาณพเหล่านั้นเล่าเรียนไว้ จึงไม่ปรากฎ.
               แม้เรื่องที่ ๒ ครั้นได้ทรงสดับแล้ว จึงตรัสว่า เมื่อก่อนดาบสเหล่านั้นพากันกระทำสมณธรรม ได้เป็นผู้ขวนขวายประกอบการบริกรรมกสิณ มาบัดนี้พากันละทิ้งสมณธรรมเสีย ขวนขวายประกอบในกิจที่ไม่ควรกระทำ ให้ผลาผลที่เกิดขึ้นในอารามแก่พวกอุปัฏฐาก สำเร็จการเลี้ยงชีวิตด้วยมิจฉาชีพ ด้วยการรับก้อนข้าวและให้ก้อนข้าวตอบแทน ด้วยเหตุนั้น ผลาผลทั้งหลายของดาบสเหล่านั้นจึงไม่อร่อย ก็ถ้าดาบสเหล่านั้น จักเป็นผู้ขวนขวายประกอบสมณธรรมอีก เหมือนในกาลก่อน ผลาผลทั้งหลายของดาบสเหล่านั้น จักกลับมีรสอร่อยอีก ดาบสเหล่านั้นย่อมไม่รู้ว่าราชตระกูลเป็นบัณฑิต ท่านจงบอกให้ดาบสเหล่านั้นกระทำสมณธรรม.
               ครั้นทรงสดับเรื่องที่ ๓ จึงตรัสว่า พระยานาคเหล่านั้นกระทำการทะเลาะกันแลกัน ด้วยเหตุนั้น น้ำนั้นจึงขุ่นมัว ถ้าพระยานาคเหล่านั้นจักสมัครสมานกันเหมือนเมื่อก่อน จักกลับเป็นน้ำใสอีก.
               ครั้นทรงสดับเรื่องที่ ๔ จึงตรัสว่า เมื่อก่อน รุกขเทวดานั้นรักษาพวกมนุษย์ผู้เดินทางไปในดง เพราะฉะนั้น จึงได้พลีกรรมมีประการต่างๆ มาบัดนี้ ไม่กระทำการอารักขา เพราะฉะนั้น จึงไม่ได้พลีกรรม ถ้าจักกระทำการอารักขา เหมือนในกาลก่อน ก็จักเป็นผู้ได้ลาภอันเลิศอีก เทวดานั้นไม่รู้ว่าพระราชาเป็นบัณฑิต เพราะฉะนั้น ท่านจงบอกให้เทวดานั้นอารักขาพวกมนุษย์ผู้ขึ้นดงเถิด.
               ครั้นทรงสดับเรื่องที่ ๕ จึงตรัสว่า นกกระทานั้นจับที่เชิงจอมปลวกนั้น จึงขันอย่างอิ่มเอิบใจ ภายใต้จอมปลวกนั้น มีหม้อขุมทรัพย์ใหญ่ ท่านจงขุดจอมปลวกเอาขุมทรัพย์นั้นเถิด.
               ครั้นทรงสดับเรื่องที่ ๖ จึงตรัสว่า เนื้อตัวนั้นสามารถกินหญ้าที่โคนต้นไม้ใด เบื้องบนต้นไม้นั้น มีรวงผึ้งใหญ่ เนื้อตัวนั้นติดหญ้าที่เปื้อนน้ำผึ้ง จึงไม่อาจเคี้ยวกินหญ้าอื่น ท่านจงนำรวงผึ้งนั้นไปแล้วส่งรสหวานชั้นเลิศมาให้เรา ที่เหลือจากนั้น เอาไว้บริโภคใช้สอยสำหรับตน.
               ครั้นทรงสดับเรื่องที่ ๗ จึงตรัสว่า ภายใต้จอมปลวกที่งูอยู่นั้นมีขุมทรัพย์หม้อใหญ่ งูตัวนั้นรักษาขุมทรัพย์นั้นอยู่ ในเวลาจะออกเพราะความโลภในทรัพย์ จึงทำสรีระให้หย่อน ติดนั่นติดนี่ออกไป ครั้นได้เหยื่อแล้ว ไม่ติดขัดเลย รีบเข้าไปโดยเร็ว เพราะความเสน่หาในทรัพย์ ท่านจงขุดเอาขุมทรัพย์นั้นเถิด.
                ครั้นทรงสดับเรื่องที่ ๘ จึงตรัสว่า ในระหว่างบ้านเป็นที่อยู่ของสามีและบิดามารดาของหญิงรุ่นสาวนั้น มีชายชู้อยู่ในบ้านแห่งหนึ่ง นางระลึกถึงชายชู้นั้น เพราะความเสน่หาในชายชู้นั้น จึงไม่อาจอยู่ในเรือนสามี พูดว่า ฉันจักไปเยี่ยมบิดามารดา แล้วก็ไปอยู่ในเรือนชายชู้ ๒-๓ วัน แล้วจึงไปเรือนบิดามารดา อยู่ที่เรือนบิดามารดานั้น ๒-๓ วันหวนระลึกถึงชายชู้ขึ้นมา จึงพูดว่า ฉันจักไปเรือนสามี ก็หวนไปเรือนของชายชู้นั่นแหละ ท่านจงบอกหญิงคนนั้นว่า พระราชกำหนดกฏหมายมีอยู่ แล้วจงกล่าวแก่หญิงนั้นว่า นัยว่า นางจงอยู่เฉพาะในเรือนของสามีเท่านั้น ถ้าพระราชารับสั่งให้จับท่านชีวิตของท่านก็จะไม่มีอยู่ ควรกระทำความไม่ประมาท.
                ครั้นทรงสดับเรื่องที่ ๙ จึงตรัสว่า เมื่อก่อน หญิงคณิกาคนนั้นรับเอาค่าจ้างจากมือของชายคนหนึ่งแล้ว ก็อยู่ประจำกะชายคนนั้น ไม่รับเอาจากมือของคนอื่นอีก ด้วยเหตุนั้น ในครั้งก่อน ค่าจ้างจึงเกิดขึ้นแก่หญิงคณิกาคนนั้นอย่างมากมาย มาบัดนี้ หญิงคณิกานั้นละทิ้งธรรมดาของตนเสีย ไม่ชำระค่าจ้างที่ตนรับจากมือของชายคนหนึ่งให้เสร็จก่อน ไปรับจากมือของชายอื่น ไม่ให้โอกาสแก่ชายคนแรก กลับให้โอกาสแก่ชายคนหลัง ด้วยเหตุนั้น ค่าจ้างจึงไม่เกิดขึ้นแก่หญิงคณิกานั้น ใครๆ จึงไม่ไปหาหญิงคณิกานั้น ถ้าหากจักตั้งอยู่ในธรรมดาของตน ค่าจ้างจักมีเช่นกับเมื่อก่อนทีเดียว ท่านจงบอกหญิงคณิกานั้นให้ตั้งอยู่ในธรรมของตน.
                ครั้นทรงสดับเรื่องที่ ๑๐ จึงตรัสว่า นายบ้านส่วยคนนั้น เมื่อก่อนวินิจฉัยอรรถคดีโดยธรรมโดยสม่ำเสมอ ด้วยเหตุนั้นจึงเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของคนทั้งหลาย และพวกคนที่รักใคร่ก็นำบรรณาการเป็นอันมากมาให้แก่เขา ด้วยเหตุนั้น เขาจึงเป็นผู้มีรูปงาม มีทรัพย์มาก สมบูรณ์ด้วยยศ มาบัดนี้ เป็นผู้เห็นแก่สินบนวินิจฉัยอรรถคดีโดยไม่เป็นธรรม ด้วยเหตุนั้น จึงเป็นคนกำพร้า เข็ญใจ ถูกโรคผอมเหลืองครอบงำ ถ้าเขาจักวินิจฉัยอรรถคดีโดยธรรมเหมือนเมื่อก่อน เขาจักกลับเป็นเหมือนเมื่อก่อนอีก เขาไม่รู้ว่ามีพระราชาอยู่ ท่านจงบอกเขาให้วินิจฉัยอรรถคดีโดยธรรมเถิด.
               นายคามณิจันท์ได้กราบทูลสาสน์มีประมาณเท่านี้ให้พระราชาทรงทราบด้วยประการฉะนี้.
               พระราชาก็ได้ทรงพยากรณ์ปัญหานั้นทั้งหมดด้วยปัญญาของพระองค์ ประดุจพระสัพพัญญูพุทธเจ้า ให้พระราชทรัพย์มากมายแก่นายคามณิจันท์ ทรงกระทำบ้านที่อยู่ของเขาให้เป็นพรหมไทย พระราชทานเฉพาะเขาเท่านั้น แล้วส่งกลับไป.
               นายคามณิจันท์นั้นออกจากพระนคร แล้วบอกข่าวสาสน์สิ้นที่พระโพธิสัตว์ประทานมาแก่พราหมณ์มาณพ ดาบส พระยานาค และรุกขเทวดา เสร็จแล้วถือเอาขุมทรัพย์จากสถานที่พักนกกระทาจับ แล้วไปเอารวงผึ้งจากต้นไม้ในสถานที่เนื้อกินหญ้า ส่งน้ำผึ้งไปถวายพระราชา แล้วไปขุดจอมปลวกในสถานที่อยู่ของงู เอาขุมทรัพย์มาแล้ว บอกข่าวสาสน์ตามทำนองที่พระราชาตรัสนั่นแหละแก่หญิงสาวรุ่น หญิงคณิกาและนายบ้าน เสร็จแล้วไปยังบ้านของตนด้วยยศอันยิ่งใหญ่ ดำรงอยู่ชั่วอายุก็ได้ไปตามยถากรรม.
               ฝ่ายพระเจ้าอาทาสมุขทรงบำเพ็ญบุญทั้งหลาย มีทานเป็นต้น ในเวลาสิ้นพระชนมายุ ทรงบำเพ็ญทางสวรรค์ให้เต็ม แล้วเสด็จไป.

               พระศาสดาตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตมีปัญญามาก ในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาลก่อนก็มีปัญญามากเหมือนกัน ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะ ประชุมชาดก. ในเวลาจบสัจจะ ชนเป็นอันมากได้เป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์.
               นายคามณิจันท์ในกาลนั้น ได้เป็น พระอานนท์ ในบัดนี้
               ส่วนพระเจ้าอาทาสมุขในกาลนั้น คือ เราตถาคต ฉะนี้แล.

               จบ อรรถกถาคามณิจันทชาดกที่ ๗

.. อรรถกถา คามณิจันทชาดก ว่าด้วย ลิงเป็นสัตว์ไม่รู้จักเหตุ จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 367อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 370อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 373อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=2055&Z=2064
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๒  มิถุนายน  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :