ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา อนนุโสจิยชาดก
ว่าด้วย ทุกคนจะต้องตายควรเมตตากัน

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภกฎุมพีคนหนึ่งผู้มีภรรยาตาย จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า พหูนํ วิชฺชติ โภติ ดังนี้
               ได้ยินว่า กฎุมพีนั้น เมื่อภรรยาตายแล้วไม่อาบน้ำ ไม่รับประทานข้าว ไม่ประกอบการงาน ถูกความโศกครอบงำ ไปป่าช้าเที่ยวปริเทวนาการอยู่อย่างเดียว แต่อุปนิสัยแห่งโสดาปัตติมรรคโพลงอยู่ในภายในของกฎุมพีนั้น เหมือนประทีปโพลงอยู่ในหม้อฉะนั้น.
               ในเวลาใกล้รุ่ง พระศาสดาทรงตรวจดูโลก ได้ทอดพระเนตรเห็นกฎุมพีนั้น ทรงพระดำริว่าเว้นเราเสีย ใครๆ อื่นผู้จะนำความโศกออก แล้วให้โสดาปัตติมรรคแก่กฎุมพีนี้ ย่อมไม่มี เราจักเป็นที่พึงอาศัยของกฎุมพีนั้น จึงเสด็จกลับจากบิณฑบาต ภายหลังภัต ทรงพาปัจฉาสมณะไปยังประตูเรือนของกฎุมพีนั้น กฎุมพีได้สดับการเสด็จมา ทรงมีสักการะมีการลุกรับเป็นต้นอันกฎุมพีกระทำแล้ว ประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาด แล้วตรัสถามกฎุมพีผู้มานั่งอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่งว่า อุบาสก ท่านคิดอะไรหรือ?
               เมื่อกฎุมพีนั้นกราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภรรยาของข้าพระองค์ตาย ข้าพระองค์เศร้าโศกถึงเขาจึงคิดอยู่. จึงตรัสว่า อุบาสก ขึ้นชื่อว่าสิ่งที่มีการแตกเป็นธรรมดา ย่อมแตกไป เมื่อมันแตกไปจึงไม่ควรคิด แม้โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย เมื่อภรรยาตายแล้วก็ยังไม่คิดว่า สิ่งที่มีการแตกเป็นธรรมดาได้แตกไปแล้ว อันกฎุมพีนั้นทูลอาราธนา จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้.
               เรื่องในอดีตจักมีแจ้งใน จุลลโพธิชาดก ในทสกนิบาต.
               ส่วนในที่นี้มีความสังเขปดังต่อไปนี้ :-
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ เจริญวัยแล้ว เล่าเรียนศิลปะทั้งปวงในเมืองตักกสิลา แล้วได้กลับไปยังสำนักของบิดามารดา.
               ในชาดกนี้ พระโพธิสัตว์ได้เป็นพรหมจารีแต่ยังเป็นกุมาร.
               ลำดับนั้น บิดามารดาของพระโพธิสัตว์นั้นบอกว่า เราจักจัดการแสวงหาภรรยาให้แก่เจ้า. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ลูกไม่มีความต้องการครองเรือน เมื่อท่านทั้งหลายล่วงไปแล้ว ลูกจักบวช ถูกบิดามารดานั้นรบเร้าอยู่บ่อยๆ จึงให้ช่างทำรูปทองคำรูปหนึ่ง แล้วพูดว่า ลูกได้กุมาริกาเห็นปานนี้ จึงจักรับครองเรือน.
               บิดามารดาของพระโพธิสัตว์นั้นจึงให้ยกรูปทองคำนั้นขึ้นบนยานอันมิดชิด แล้วส่งคนทั้งหลายพร้อมทั้งบริวารเป็นอันมากไปโดยสั่งว่า พวกท่านจงไป จงเที่ยวไปยังพื้นชมพูทวีป เห็นกุมาริกาผู้เป็นพราหมณ์ซึ่งงามเห็นปานนี้ในที่ใด ท่านทั้งหลายจงให้รูปทองคำนี้ในที่นั้น แล้วนำนางพราหมณกุมาริกานั้นมา
               ก็ในกาลนั้น สัตว์ผู้มีบุญคนหนึ่งจุติจากพรหมโลก บังเกิดเป็นกุมาริกาในเรือนพราหมณ์ผู้มีสมบัติ ๘๐ โกฏิ ในนิคมคามแคว้นกาสีนั่นเอง บิดามารดาได้ขนานนามกุมาริกานั้นว่า สัมมิลลหาสินี. กุมาริกานั้นในเวลามีอายุ ๑๖ ปี เป็นผู้มีรูปงามชวนชม เปรียบด้วยนางเทพอัปสร สมบูรณ์ทั่วสารพางค์กาย.
               ชื่อว่าความคิดด้วยอำนาจกิเลสไม่เคยเกิดขึ้นแก่นางเลย นางได้เป็นสาวพรหมจารินีโดยแท้จริง.
               ชนทั้งหลายพารูปทองคำนั้นเที่ยวไปถึงบ้านนั้น คนทั้งหลายในบ้านนั้นเห็นรูปทองคำนั้นแล้วพากันกล่าวว่า เพราะเหตุไร นางสัมมิลลหาสินี ธิดาของพราหมณ์ชื่อโน้น จึงมายืนอยู่ที่นี้. มนุษย์ทั้งหลายได้ฟังดังนั้น จึงไปยังตระกูลพราหมณ์ สู่ขอนางสัมมิลลหาสินีนั้น. นางจึงส่งข่าวแก่บิดามารดาว่า เมื่อท่านทั้งสองล่วงลับไปแล้ว ดิฉันจักบวช ดิฉันไม่ต้องการครองเรือน. บิดามารดานั้นจึงกล่าวว่า กุมาริกา เจ้าจะทำอะไรได้ แล้วรับเอารูปทองคำ ส่งนางไปด้วยบริวารเป็นอันมาก.
               เมื่อพระโพธิสัตว์และนางสัมมิลลหาสินีทั้งสองคน ไม่ปรารถนาเลย บิดามารดาก็ทำการมงคล สมรสให้. คนทั้งสองนั้นอยู่ในห้องเดียวกัน แม้จะนอนอยู่บนที่นอนเดียวกัน ก็ไม่ได้แลดูกันและกันด้วยอำนาจกิเลส อยู่ในสถานที่เดียวกัน เหมือนภิกษุ ๒ รูปและเหมือนพรหม ๒ องค์ อยู่ในที่เดียวกันฉะนั้น.
               จำเนียรกาลล่วงมา บิดามารดาของพระโพธิสัตว์ได้ทำกาลกิริยาตายลง พระโพธิสัตว์นั้นกระทำการฌาปนกิจสรีระของบิดามารดาแล้ว เรียกนางสัมมิลลหาสินีมากล่าวว่า นางผู้เจริญ เธอจงถือเอาทรัพย์นี้ มีประมาณเท่านี้ คือทรัพย์ ๘๐ โกฏิอันเป็นของตระกูลพี่ และทรัพย์ ๘๐ โกฏิอันเป็นของตระกูลเธอ แล้วปกครองทรัพย์สมบัตินี้เถิด พี่จักบวช.
               นางสัมมิลลหาสินีกล่าวว่า ข้าแต่ลูกเจ้า เมื่อท่านบวชดิฉันก็จักบวช ดิฉันไม่อาจทอดทิ้งท่านได้. คนทั้งสองนั้นจึงสละทรัพย์ทั้งหมดในทางทาน ละทิ้งสมบัติเหมือนก้อนเขฬะ เข้าไปยังหิมวันประเทศทั้งสองคน บวชเป็นฤาษี มีรากไม้และผลไม้ในป่าเป็นอาหาร อยู่ในหิมวันตประเทศนั้นช้านาน เพื่อต้องการจะเสพรสเค็มและรสเปรี้ยว จึงลงจากหิมวันตประเทศ ถึงเมืองพาราณสีโดยลำดับ แล้วอยู่ในพระราชอุทยาน.
               เมื่อดาบสและดาบสินีทั้งสองนั้นอยู่ในพระราชอุทยานนั้น เมื่อปริพาชิกาผู้สุขุมาลชาติบริโภคภัตอันเจือปนปราศจากโอชะ ก็เกิดอาพาธลงโลหิต. นางเมื่อไม่ได้เภสัชอันเป็นสัปปายะก็ได้อ่อนกำลังลง. ในเวลาภิกขาจาร พระโพธิสัตว์ได้พยุงนางนำไปยังประตูพระนคร แล้วให้นอนบนแผ่นกระดาน ณ ศาลาหลังหนึ่ง ส่วนตนเข้าไปภิกขาจาร. นาง เมื่อพระโพธิสัตว์นั้นยังไม่กลับออกมาเลย ก็ได้ทำกาลกิริยาตายไป.
               มหาชนเห็นรูปสมบัติของปริพาชิกา พากันห้อมล้อมร้องไห้ร่ำไร. พระโพธิสัตว์เที่ยวภิกขาแล้วกลับมารู้ว่านางตายแล้ว ดำริว่า สิ่งที่มีอันจะแตกไปเป็นธรรมดา ย่อมแตกไป สังขารทั้งปวงไม่เที่ยงหนอ มีคติอย่างนี้เอง แล้วนั่งบนแผ่นกระดานที่นางนอนอยู่นั่นแหละ บริโภคโภชนะอันระคนกันแล้วบ้วนปาก.
               มหาชนที่ยืนห้อมล้อมถามว่า ท่านผู้เจริญ ปริพาชิกานี้เป็นอะไรกับท่าน?
               พระโพธิสัตว์กล่าวว่า เมื่อเวลาเป็นคฤหัสถ์ นางเป็นบาทบริจาริกาของเรา.
               มหาชนกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ พวกเรายังอดทนไม่ได้ก่อน พากันร้องไห้ร่ำไร เพราะเหตุไร? ท่านจึงไม่ร้องไห้.
               พระโพธิสัตว์กล่าวว่า นางปริพาชิกานี้ เมื่อยังมีชีวิตอยู่ย่อมเป็นอะไรๆ กับเรา บัดนี้ ไม่เป็นอะไรๆ กัน เพราะนางเป็นผู้สมัครสมานกับปรโลก ไปสู่อำนาจของคนอื่นแล้ว เราจะร้องไห้เพราะอะไร
               เมื่อจะแสดงธรรมแก่มหาชน จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-
               นางสัมมิลลหาสินีผู้เจริญได้ไปอยู่ในระหว่างพวกสัตว์ที่ตายไปแล้วเป็นจำนวนมาก เมื่อนางไปอยู่กับพวกสัตว์เหล่านั้น จักชื่อว่าเป็นอะไรกับเรา เพราะฉะนั้น เราจึงมิได้เศร้าโศกถึงนางสัมมิลลหาสินีผู้เป็นที่รักนี้.
               ถ้าบุคคลจะเศร้าโศก ถึงสิ่งที่ไม่มีแก่สัตว์ผู้เศร้าโศกนั้น พึงเศร้าโศกถึงตนซึ่งตกอยู่ในอำนาจของมัจจุราชอยู่ทุกเวลา.
               อายุสังขารใช่ว่าจะติดตามเฉพาะสัตว์ผู้ยืน นั่ง นอน หรือเดินอยู่เท่านั้นก็หาไม่ แม้ในเวลาชั่วลืมตา* หลับตา วัยก็เสื่อมไปแล้ว.
               ในตนซึ่งเป็นทางอันตรายนั้นหนอ ต้องมีความพลัดพรากจากกัน โดยไม่ต้องสงสัย หมู่สัตว์ที่ยังอยู่ควรเอ็นดูกัน ส่วนที่ตายไปแล้วไม่ควรเศร้าโศกถึง.

________________________
* แปลตามบาลี พม่า.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พหูนํ วิชฺชติ ความว่า นางผู้เจริญนี้ทิ้งเราแล้ว บัดนี้ มีอยู่คือเกิดในระหว่างเหล่าสัตว์ที่ตายแล้วเหล่าอื่นเป็นอันมาก.
               บทว่า เตหิ เม กึ ภวิสฺสติ ความว่า เดี๋ยวนี้ นางเป็นไปกับพวกสัตว์ที่ตายแล้วนั้น จักเป็นอะไรกับเรา หรือว่านางจักเป็นอะไรแก่เรา ด้วยอำนาจความเกี่ยวพันเกินสัตว์เหล่านั้น คือนางจักเป็นใคร จะเป็นภรรยาหรือน้องสาว.
               บาลีว่า เตหิ เมกํ ดังนี้ก็มี อธิบายบาลีนั้นว่า กเลวระหว่างกายของเราแม้นี้ จักเป็นอันเดียวกันกับสัตว์ที่ตายแล้วเหล่านั้น.
               บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะเหตุที่นางสัมมิลลหาสินีนี้ตายแล้ว สมาคมกับคนตายแล้วจะเป็นอะไรแก่เรา เพราะฉะนั้น เราจึงไม่เศร้าโศกถึงนางสัมมิลลหาสินีนี้.
               บทว่า ยํ ยํ ตสฺส ความว่า สิ่งใดๆ ย่อมไม่มีแก่สัตว์ผู้เศร้าโศกนั้น ได้แก่ความตายคือความดับ ถ้าจะเศร้าโศกถึงสิ่งนั้นๆ บาลีว่า ยสฺส ดังนี้ก็มี. ความของบาลีนั้นว่า สิ่งใดๆ ย่อมมีแก่ผู้ใด ถ้าผู้นั้นจะเศร้าโศกถึงสิ่งนั้นๆ.
               บทว่า มจฺจุวสมฺปตฺตํ ความว่า เมื่อเป็นอย่างนั้น บุคคลควรเศร้าโศกถึงเฉพาะตนผู้ถึงคือผู้จะไปสู่อำนาจของมัจจุราชเป็นนิจทีเดียว เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นจะไม่มีเวลาเศร้าโศกเลย.
               ในคาถาที่ ๓ มีวินิจฉัยต่อไปนี้.
               พึงนำบาลีที่เหลือมาเชื่อมเข้ากัน ความว่า อายุสังขารย่อมไปตามสัตว์ไรๆ ก็ได้มิใช่ผู้ยืน นั่ง นอน หรือเดินเท่านั้น.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปตฺถคุ ํ ได้แก่ ผู้เที่ยวไปๆ มาๆ.
               อธิบายว่า สัตว์เหล่านี้ประมาทอยู่ในอิริยาบถทั้ง ๔ ส่วนอายุสังขารไม่ประมาทในอิริยาบถทั้งปวงทั้งกลางคืนและกลางวัน ย่อมกระทำกรรมคือถึงความสิ้นไปของตนเท่านั้น.
               บทว่า ยาวุปฺปตฺติ นิมิสฺสติ ความว่า ก็นี้เป็นโวหารเรียกกาลเวลานั้น.
               ท่านอธิบายว่า วัยของสัตว์เหล่านี้ ย่อมเสื่อมไป แม้ชั่วเวลาหลับตาและลืมตา คือในเวลามีประมาณเล็กน้อยอย่างนี้ คือวัยที่เหลือในวัยทั้งสาม ย่อมเสื่อมคือไม่เจริญ.
               บทว่า ตตฺถตฺตนิ วตปฺปนฺเถ ได้แก่ ในตนซึ่งเป็นทางอันตรายนั้นหนอ.
               ท่านอธิบายว่า เมื่อวัยนั้นหนอเสื่อมไปอย่างนี้ อัตภาพอันถึงการนับว่า นี้เป็นอัตตา ย่อมเป็นทางอันตราย คือถูกผูกด้วยบ่วงเข้าไปครึ่งหนึ่งไม่เต็มบริบูรณ์ เมื่อเป็นอย่างนั้น ตนที่เป็นทางอันตรายนี้นั้น จะต้องมีความพลัดพรากจากกันแห่งสัตว์ทั้งหลายที่บังเกิดในภพนั้นๆ โดยไม่ต้องสงสัย คือหมดความสงสัย สัตว์ที่เหลืออยู่ยังไม่ตาย คือสัตว์ที่เหลืออยู่นั้นยังเป็นอยู่ คือมีชีวิตอยู่ ควรเอ็นดูกัน คือควรเมตตากัน พึงเจริญเมตตาในสัตว์นั้นอย่างนี้ว่า ขอสัตว์นี้จงอย่ามีโรค จงอย่าเบียดเบียนกัน ส่วนสัตว์ที่จุติเคลื่อนไปแล้ว คือตายแล้วไม่ควรเศร้าโศกถึง คือไม่ควรตามเศร้าโศกถึง.

               พระมหาสัตว์ เมื่อแสดงอาการไม่เที่ยงด้วยคาถา ๔ คาถาอย่างนี้ แสดงธรรมแล้ว.
               มหาชนพากันกระทำฌาปนกิจสรีระของนางปริพาชิกาแล้ว. พระโพธิสัตว์เข้าไปยังหิมวันประเทศ ทำฌานและอภิญญาให้บังเกิด ได้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.

               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประกาศสัจจะ แล้วทรงประชุมชาดก. ในเวลาจบสัจจะ กฎุมพีได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล.
               นางสัมมิลลหาสินีในครั้งนั้น ได้เป็น ราหุลมารดา
               ส่วนดาบสในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.


               จบอรรถกถาอนนุโสจิยชาดกที่ ๘               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา อนนุโสจิยชาดก ว่าด้วย ทุกคนจะต้องตายควรเมตตากัน จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 606อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 610อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 614อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=2990&Z=3002
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๘  มิถุนายน  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com