ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๔. กัจจายวรรค
๔. ทัพพมัลลปุตตเถราปทาน

               ๕๓๔. อรรถกถาทัพพมัลลปุตตเถราปทาน               
               พึงทราบเรื่องราวในอปาทานที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-
               อปทานของท่านพระทัพพมัลลปุตตเถระ อันมีคำเริ่มต้นว่า ปทุมมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้.
               แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ได้สั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้นๆ.
               ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ท่านได้เกิดเป็นบุตรเศรษฐี ได้เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยสมบัติ เขาเลื่อมใสในพระศาสดา กำลังฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาอยู่ได้มองเห็นภิกษุรูปหนึ่งผู้ซึ่งพระศาสดาทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าภิกษุผู้จัดแจงเสนาสนะแล้ว มีใจเลื่อมใส นิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ได้ถวายมหาทานตลอด ๗ วัน พอล่างได้ ๗ วันได้หมอบลงแทบพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วปรารถนาตำแหน่งนั้น.
               แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบถึงความสำเร็จของเขาจึงได้ตรัสพยากรณ์แล้ว.
               เขาได้บำเพ็ญกุศลกรรมจนตลอดชีวิตแล้วจิตจากอัตภาพนั้น ได้เสวยทิพยสมบัติในหมู่เทวดาชั้นดุสิตเป็นต้น แล้วจุติจากอัตภาพนั้น ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี เขาได้บังเกิดในตระกูลแห่งหนึ่ง เพราะได้คบหากับอสัปบุรุษ แม้รู้ว่าภิกษุสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นพระอรหันต์ ก็ยังได้พูดกล่าวตู่ด้วยคำไม่จริง. เขาได้ถวายสลากภัตรน้ำนมแด่พระสาวกทั้งหลายของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นนั่นแล. เขาได้ทำบุญจนตลอดอายุแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ได้เสวยสมบัติในโลกทั้ง ๒ แล้ว.
               ในกาลแห่งพระกัสสปทศพล เขาได้บังเกิดในเรือนอันมีสกุล ในกาลที่สุดบวชแล้วในพระศาสนา เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว ความโกลาหลอลหม่านก็ได้เกิดขึ้นในสกลโลก.
               ภิกษุ ๗ รูปเป็นบรรพชิตขึ้นไปยังภูเขาลูกหนึ่งในท่ามกลางป่า ในปัจจันตชนบทแล้ว ผลักพะองให้ตกลงด้วยคิดว่า ความหวังในชีวิตจงตกลงไป ความสิ้นอาลัย จงจมลงไปเสียเถิด.
               หัวหน้าพระเถระผู้ให้โอวาทแก่ภิกษุเหล่านั้น ภายใน ๗ วันก็ได้เป็นพระอรหันต์. พระเถระที่รองลงมาจากพระเถระนั้น ได้เป็นพระอนาคามี. พระเถระอีก ๕ รูปนอกนี้เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ จุติจากอัตภาพนั้นแล้วไปบังเกิดในเทวโลก ได้เสวยทิพยสุขในเทวโลกนั้นตลอดพุทธันดรหนึ่ง.
               ในพุทธุปบาทกาลนี้ ภิกษุ ๔ รูปเหล่านี้คือ ปุกกุสาติ ๑ สภิยะ ๑ พาหิยะ ๑ กุมารกัสสปะ ๑ ได้บังเกิดแล้วในที่นั้น. ส่วนพระเถระนี้ได้บังเกิดในอนุปิยนครในมัลลรัฐ.
               มารดาได้กระทำกาละเสีย ในระหว่างที่ทารกนั้นยังมิทันได้ออกจากท้องมารดาแล.
               ลำดับนั้น บุคคลหนึ่งจึงให้ช่วยกันยกร่างของนางขึ้นวางบนจิตกาธาน เพื่อทำการฌาปนกิจ แล้วได้ช่วยกันรับประคับประคองกุมารซึ่งตกลงมาในระหว่างกองไม้ไว้. ดังนั้น พระเถระนี้จึงได้ปรากฏชื่อว่า ทัพพมัลลบุตร เพราะตกลงมาที่กองไม้.
               ในกาลต่อมา ด้วยอำนาจบุญสมภารที่ทำไว้ในปางก่อน ท่านจึงได้บวชแล้วประกอบความเพียรเจริญกัมมัฏฐาน ไม่นานเท่าไรนักก็ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔.
               ลำดับนั้น พระศาสดาจึงทรงมอบหมายท่านไว้ในตำแหน่งจัดเสนาสนะ และในตำแหน่งจัดแจงเรื่องภัตรแก่ภิกษุทั้งหลาย เพราะว่าท่านวางตนเป็นกลาง และเพราะท่านมีอานุภาพสมบูรณ์ และพระภิกษุสงฆ์ทั้งหมดก็พร้อมกันยกย่องท่าน อันว่าเรื่องนั้นได้มาแล้วในวินัยขันธกะนั่นแล.
               ในกาลต่อมา พระเถระได้เจาะจงสลากภัตรของท่านผู้ให้สลากอันประเสริฐคนหนึ่ง แก่พวกภิกษุเมตติยภูมชกะ.
               พวกภิกษุเหล่านั้นร่าเริงดีใจ พูดกันว่า พรุ่งนี้พวกเราจักบริโภคภัตรที่เจือด้วยถั่วเขียวเนยใสและน้ำผึ้งของเรา ดังนี้แล้วจึงได้มีความอุตสาหะ.
               ฝ่ายอุบาสกนั้นทราบว่าถึงวาระของภิกษุเหล่านั้นจึงสั่งนางทาสีว่า แน่ะแม่ พรุ่งนี้ภิกษุเหล่าใดจักมาถึงในที่นี้ เจ้าจงอังคาสภิกษุเหล่านั้นด้วยข้าวปลายเกรียน มีน้ำผักดองเป็นที่ ๒. แม้ทาสีนั้นก็ได้นิมนต์ให้ภิกษุเหล่านั้นผู้มาถึงแล้วให้นั่ง ณ ที่มุมซุ้มประตู นิมนต์ท่านบริโภคแล้วอย่างที่นายสั่งนั้นแล.
               ภิกษุเหล่านั้นไม่พอใจ เดือดดาลอยู่ด้วยความโกรธ ผูกอาฆาตในพระเถระพูดติเตียนว่า พระเถระรูปนี้นี่แหละที่ใช้ให้ทายกผู้ให้ ภัตรอันอร่อย สั่งให้ให้ภัตรอันไม่อร่อยแก่พวกเรา จึงมีความทุกข์ เศร้าใจ นั่งแล้ว.
               ลำดับนั้น นางภิกษุณีชื่อว่าเมตติยาจึงถามภิกษุเหล่านั้นว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านมีความทุกข์ใจเรื่องอะไร? ภิกษุเหล่านั้นพูดว่า น้องหญิง! เรื่องอะไรพวกเราจึงมาถูกพระทัพพมัลลบุตรเบียดเบียน คอยเพ่งโทษ.
               นางภิกษุณีจึงถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ มีเรื่องอะไรที่ดิฉันพอสามารถจะช่วยทำได้ไหม? ภิกษุเหล่านั้นพูดว่า เธอจงยกโทษของพระทัพพมัลลบุตรนั้นขึ้นเถิด.
               นางภิกษุณีนั้นจึงได้กระทำการกล่าวตู่ยกโทษแก่พระเถระในเรื่องนั้นๆ.
               ภิกษุทั้งหลายได้สดับเรื่องนั้นแล้ว จึงกราบทูลให้พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงทราบ.
               ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงรับสั่งเรียกหาพระทัพพมัลลบุตรแล้วตรัสถามว่า ทัพพะ ได้ยินว่าเธอได้กระทำประการอันแปลกแก่นางเมตติยาภิกษุณี จริงไหม?
               พระทัพพมัลลบุตรกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงทราบว่าข้าพระองค์เป็นอย่างไร.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ทัพพะ พวกทัพพมัลลบุตรทั้งหลายย่อมไม่อธิบายอย่างนั้นแล เธอจงบอกมาว่า เป็นผู้กระทำหรือว่าไม่ได้เป็นผู้กระทำ.
               พระทัพพมัลลบุตรกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่ได้เป็นผู้กระทำ พระเจ้าข้า.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พวกเธอจงประกอบภิกษุเหล่านั้นให้เมตติยาภิกษุณีพินาศเสีย.
               ภิกษุทั้งหลายมีพระอุบาลีเถระเป็นประธาน จึงสั่งให้นางภิกษุณีนั้นสึกเสียแล้ว ซักถามพวกภิกษุเมตติยภูมชกะ. เมื่อพวกภิกษุเหล่านั้นกราบเรียนว่า พวกเราได้ใช้นางภิกษุณีนั้นเอง ดังนี้แล้วจึงได้พากันกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าให้ทรงทราบ.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงบัญญัติอาบัติสังฆาทิเสสในเพราะกล่าวตู่เรื่องอันไม่มีมูลแก่พวกภิกษุเมตติยภูมชกะ.
               ก็โดยสมัยนั้นแล พระทัพพเถระเมื่อจะจัดแจงเสนาสนะสำหรับพวกภิกษุ คือเมื่อจะส่งพวกภิกษุผู้ที่เสมอกันไปในพระมหาวิหาร ๑๘ แห่งรอบพระเวฬุวันมหาวิหาร ในส่วนแห่งราตรีคือในเวลามืด ใช้นิ้วทำแสงประทีปให้ลุกโพลงแล้ว ส่งพวกภิกษุผู้ไม่มีฤทธิ์ไปด้วยแสงสว่างนั้นนั่นแล.
               เมื่อหน้าที่จัดแจงเสนาสนะและหน้าที่จัดแจงเรื่องภัตรของพระเถระเกิดปรากฏแล้วอย่างนั้น พระศาสดาเมื่อจะทรงแต่งตั้งพระทัพพเถระไว้ในฐานันดร ในท่ามกลางหมู่พระอริยเจ้าจึงทรงแต่งตั้งไว้ในตำแหน่งที่เลิศว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระทัพพมัลลบุตรเป็นผู้เลิศแห่งหมู่ภิกษุสาวกของเราผู้จัดแจงเสนาสนะแล.
               พระเถระระลึกถึงบุรพกรรมของตน เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนได้เคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้
               ถ้อยคำนั้นทั้งหมดมีเนื้อความดังที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล.
               เชื่อมความว่าในกัปที่ ๙๑ แต่นี้ไป พระผู้นำของชาวโลกพระนามว่าวิปัสสีทรงได้อุบัติขึ้นแล้วในโลกแล.
               บทว่า ทุฏฺฐจิตฺโต ความว่า ผู้มีจิตอันโทษประทุษร้ายแล้ว คือผู้มีจิตไม่ผ่องใสเพราะสมาคมกับคนไม่ดี.
               บทว่า อุปวทึ สาวกํ ตสฺส ความว่า เราได้ให้ร้ายพระสาวกที่เป็นพระขีณาสพ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น คือเราได้ยกเอาถ้อยคำที่ไม่เป็นจริงกล่าวทับถม ได้แก่เราได้กระทำการกล่าวตู่ด้วยเรื่องที่ไม่เป็นจริง.
               บทว่า ทุนฺทุภิโย ความว่า เภรีท่านเรียกว่าทุนทุภิ กลองมโหระทึกเพราะเปล่งเสียงว่า ทุง ทุง ดังนี้.
               บทว่า นายึสุ แปลว่า เปล่งเสียงดัง.
               บทว่า สมนฺตโต อสนิโย เชื่อมความว่า ประกอบลงแล้วในหิน คือให้พินาศไปโดยทิศาภาคทั้งหมด.
               รวมความว่า สายฟ้าอาชญาของเทวดาอันนำมาซึ่งความหวาดกลัวได้ผ่าแล้ว.
               บทว่า อุกฺกา ปตึสุ นภสา ความว่า ก็กองไฟได้ตกลงแล้วจากอากาศ.
               บทว่า ธุมเกตุ จ ทิสฺสติ ความว่า และกองไฟอันประกอบด้วยกลุ่มควัน ย่อมปรากฏชัดเจน.
               คำที่เหลือมีเนื้อความพอที่จะกำหนดได้โดยง่ายทีเดียวแล.
               จบอรรถกถาทัพพมัลลปุตตเถราปทาน               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๔. กัจจายวรรค ๔. ทัพพมัลลปุตตเถราปทาน จบ.
อ่านอรรถกถา 33.1 / 1อ่านอรรถกถา 33.1 / 123อรรถกถา เล่มที่ 33.1 ข้อ 124อ่านอรรถกถา 33.1 / 125อ่านอรรถกถา 33.1 / 180
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=33&A=2925&Z=3007
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๕  กรกฎาคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com