ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อ่านอรรถกถา 36.1 / 1อ่านอรรถกถา 36.1 / 2อรรถกถา เล่มที่ 36.1 ข้อ 167อ่านอรรถกถา 36.1 / 175อ่านอรรถกถา 36.1 / 452
อรรถกถา ธาตุกถาปกรณ์
นิทเทส ๒. สังคหิเตนอสังคหิตปทนิทเทส

               อรรถกถาสังคหิเตนอสังคหิตปทนิทเทส               
               บัดนี้ เพื่อจำแนก สังคหิเตน อสังคหิตบท พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงเริ่มคำว่า "จกฺขฺวายตเน" เป็นอาทิ. ในบทนี้ พึงทราบลักษณะดังนี้ ก็ในวาระนี้บทใด (หมายถึงรูป ๒๗ เว้นจักขายตนะ) นับสงเคราะห์ได้ด้วยบทแห่งขันธ์ แต่นับสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยบทแห่งอายตนะและธาตุ หรือว่า บทใด (วิญญาณธาตุ ๗ เว้นจักขุวิญญาณธาตุ) นับสงเคราะห์ได้ด้วยบทแห่งขันธ์และอายตนะ แต่นับสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยบทแห่งธาตุ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงทำปุจฉาและวิสัชนาซึ่งบทอันสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์แห่งบทนั้น.
               ก็บท (ที่สงเคราะห์ไม่ได้) นั้น ย่อมไม่ประกอบในธรรมทั้งหลาย มีรูปขันธ์เป็นต้น. เพราะว่า รูปขันธ์สงเคราะห์ได้ด้วยรูปขันธ์เท่านั้น แต่รูปขันธ์นั้น ชื่อว่านับสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยอายตนะและธาตุ ๑๑ ทั้งกึ่งก็ไม่มี เวทนาเทียวนับสงเคราะห์ได้ด้วยเวทนาขันธ์เท่านั้น แม้เวทนาขันธ์นั้นชื่อว่านับสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยธัมมายตนะและธัมมธาตุทั้งหลาย ก็หาไม่. เมื่อไม่มี เพราะธรรมเหล่านี้สงเคราะห์ไม่ได้อย่างนี้ บททั้งหลายเหล่าอื่นนั้น และบทมีมนายตนะ ธัมมายตนะเป็นต้น มีรูปอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ไม่ทรงสงเคราะห์ไว้ในวาระนี้. แต่บทเหล่าใด ย่อมส่องถึงเอกเทศแห่งรูปอันไม่เจือด้วยอรูป และซึ่งเอกเทศแห่งวิญญาณอันไม่เจือด้วยธรรมอื่น บทเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสงเคราะห์ไว้ในนิทเทสแห่งบทนี้.
               ในที่สุด ทรงแสดงธรรมเหล่านั้นไว้ในอุทานคาถาอย่างนี้ว่า
                                   "ทสายตนา สตฺตรส ธาตุโย
                                   สตฺตินฺทฺริยา อสญฺญาภโว เอกโวการภโว
                                   ปริเทโว สนิทสฺสนสปฺปฏิฆํ
                                   อนิทสฺสนํ ปุนเรว๑- สปฺปฏิฆํ อุปฺปาทา"

                         แปลว่า นิทเทสนี้มี ๔๒ บท คือ
                         โอฬาริกายตนะ ๑๐ บท
                         ธาตุ ๑๗ บท (เว้นธัมมธาตุ)
                         รูปอินทรีย์ ๗ บท (คือจักขุนทรีย์เป็นต้น จนถึงปุริสินทรีย์เป็นที่สุด)
                         อสัญญีภพ ๑ บท
                         เอกโวการภพ ๑ บท
                         ปริเทวะ ๑ บท
                         สนิทัสสนสัปปฏิฆะ ๑ บท
                         อนิทัสสนสัปปฏิฆะ ๑ บท
                         สนิทัสสนะ ๑ บท
                         สัปปฏิฆะ ๑ บท
                         อุปาทาธรรม ๑ บท.

____________________________
๑- บางแห่งเป็น ปุนเทว

               เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบการนับสงเคราะห์ธรรมที่ได้และไม่ได้ด้วยสามารถแห่งบทเหล่านั้นนั่นแหละ. ก็ว่าด้วยอำนาจแห่งปัญหา ในวาระนี้ ทรงทำไว้ ๘ ปัญหา คือ
               ปัญหา ๑ ทำไว้เพราะรวบรวมธรรม ๒๐ ด้วยสามารถแห่งอายตนะ (โอฬาริกายตนะ ๑๐) และธาตุ (โอฬาริกธาตุ ๑๐) ไว้ในคำวิสัชนาทำนองเดียวกัน
               ปัญหา ๑ ทำไว้เพราะรวบรวมวิญญาณธาตุ ๗.
               ปัญหา ๑ ทำไว้เพราะรวบรวมอินทรีย์ ๗ (คือ มีจักขุนทรียเป็นต้น)
               ปัญหา ๑ ทำไว้เพราะรวบรวมภพทั้ง ๒ และ
               ปัญหา ๑ ทำไว้ด้วย ปริเทวบทและสนิทัสสนสัปปฏิฆบท.
               ปัญหา ๑ ทำไว้ด้วย อนิทัสสนสัปปฏิฆบท.
               ปัญหา ๑ ทำไว้ด้วย สนิทัสสนบททั้งหลาย.
               ปัญหา ๑ ทำไว้ด้วย สัปปฏิฆบททั้งหลายและอุปาทาธรรมทั้งหลาย.
               บรรดาปัญหาเหล่านั้น พึงทราบการจำแนกขันธ์เป็นต้น อย่างนี้ คือ
               ในปัญหาที่ ๑ ก่อน. สองบทว่า "จตูหิ ขนฺเธหิ" ได้แก่ สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยอรูปขันธ์ ๔.
               สองบทว่า "ทฺวีหายตเนหิ" ได้แก่ สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยมนายตนะ ๑ กับบรรดาจักขวายตนะเป็นต้นอย่างละหนึ่งๆ.
               สองบทว่า "อฏฺฐหิ ธาตูหิ" ได้แก่สงเคราะห์ไม่ได้ด้วย ธาตุ ๘ คือ ด้วยวิญญาณธาตุ ๗ กับบรรดาจักขุธาตุเป็นต้น อย่างละหนึ่งๆ.
               ในนิทเทสนี้พึงทราบนัยดังนี้ว่า จักขวายตนะสงเคราะห์โดยความเป็นขันธ์ เป็นรูปขันธ์ได้ เมื่อจักขวายตนะนั้นสงเคราะห์ด้วยรูปขันธ์แล้ว จักขวายตนะหนึ่งนั้นแหละก็สงเคราะห์ได้ด้วยการสงเคราะห์เป็นอายตนะ ส่วนอายตนะ ๑๐ ที่เหลือนับสงเคราะห์ไม่ได้.
               แม้โดยการสงเคราะห์ด้วยธาตุ จักขุธาตุหนึ่งนั่นแหละนับสงเคราะห์ด้วยธาตุได้. ธาตุ ๑๐ ที่เหลือนับสงเคราะห์ไม่ได้. เพราะเหตุนี้ อายตนะ ๑๐ เหล่าใดนับสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยจักขวายตนะนั้น อายตนะเหล่านั้นไม่นับสงเคราะห์ด้วยอายตนะ ๒ คือ จักขวายตนะและมนายตนะ. ธาตุ ๑๐ แม้เหล่าใดนับสงเคราะห์เข้าไม่ได้ ธาตุเหล่านั้นก็นับสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยจักขุธาตุและวิญญาณธาตุ ๗ ดังนี้.
               แม้ในรูปอายตนะเป็นต้นก็นัยนี้นั่นแหละ.
               ในปัญหาที่ ๒ เพราะวิญญาณขันธ์ ท่านสงเคราะห์ได้ด้วยวิญญาณธาตุอย่างใดอย่างหนึ่ง วิญญาณขันธ์นั้น ชื่อว่าสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยมนายตนะไม่มี ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ว่า "อายตนสงฺคเหน สงฺคหิตา" ดังนี้.
               ก็ในการวิสัชนาปัญหาที่ ๒ นี้ สองบทว่า "จตูหิ ขนฺเธหิ" ได้แก่ ด้วยขันธ์ ๔ มีรูปเป็นต้น.
               สองบทว่า "เอกาทสหิ อายตเนหิ" ได้แก่ สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยอายตนะ ๑๑ เว้นมนายตนะ.
               สองบทว่า "ทฺวาทสหิ ธาตูหิ" ได้แก่ ไม่ได้ด้วยธาตุ ๑๒ ที่เหลือ โดยนำวิญญาณธาตุ ๖ ออกตามสมควร. เพราะว่า จักขุวิญญาณธาตุนับสงเคราะห์ได้ด้วยจักขุวิญญาณธาตุนั่นแหละ ธาตุนอกนี้สงเคราะห์ไม่ได้.
               แม้ในโสตวิญญาณธาตุเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน.
               ในปัญหาที่ ๓ การวิสัชนาจักขุนทรีย์เป็นต้น เช่นเดียวกับจักขวายตนะเป็นต้นนั่นแหละ. แต่ในอิตถินทรีย์และปุริสินทรีย์ พึงทราบอายตนะ ๒ คือมนายตนะ๑- กับธัมมายตนะ และธาตุ ๘ คือวิญญาณธาตุ ๗ กับธัมมธาตุ ๑ (นับสงเคราะห์เข้าด้วยอินทรีย์ทั้ง ๒ นี้ไม่ได้).
____________________________
๑- คำว่า มนายตนะ ในอรรถกถาเห็นจะตกไป เพราะว่า ท่านกล่าวว่า อายตนะ ๒ (คือมนายตนะและธัมมายตนะ) แต่ในอรรถกถานี้กล่าวไว้แต่เพียงธัมมายตนะเท่านั้น.

               ในปัญหาที่ ๔ สองบทว่า "ตีหายตเนหิ" ได้แก่ (นับสงเคราะห์ไม่ได้) ด้วยรูปายตนะ ธัมมายตนะ มนายตนะ. เพราะว่า ในภพเหล่านั้น ว่าโดยอำนาจแห่งรูปายตนะและธัมมายตนะ ได้อายตนะ ๒ เท่านั้น สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยอายตนะ ๓ คือ ด้วยอายตนะ ๒ (คือรูปายตนะ ธัมมายตนะ) เหล่านั้นนั่นแหละ และมนายตนะ ๑.
               สองบทว่า "นวหิ ธาตูหิ" ได้แก่ ด้วยธาตุ ๙ คือวิญญาณธาตุ ๗ กับรูปธาตุ และธัมมธาตุ.
               ในปัญหาที่ ๕ สองบทว่า "ทฺวีหายตเนหิ" หมายเอาบทที่ ๑ (คือปริเทวธรรม) ซึ่งนับสงเคราะห์ไม่ได้ ด้วยสัททายตนะและมนายตนะ.
               หมายเอาบทที่ ๒. (คือ สนิทัสสนสัปปฏิฆธรรม) ซึ่งนับสงเคราะห์ไม่ได้ ด้วยรูปายตนะและมนายตนะ. แม้ธาตุทั้งหลาย ก็พึงทราบว่า วิญญาณธาตุ ๗ กับอายตนะอย่างละ ๑ ในบรรดาอายตนะเหล่านั้นนั่นแหละ.
               ในปัญหาที่ ๖ สองบทว่า "ทสหายตเนหิ" ได้แก่ อายตนะ ๑๐ เว้นรูปายตนะและธัมมายตนะ.
               สองบทว่า "โสฬสหิ ธาตูหิ" ได้แก่ ธาตุ ๑๖ เว้นรูปธาตุและธัมมธาตุ.
               ถามว่า ข้อนี้มีอธิบายอย่างไร
               ตอบว่า ก็เพราะโอฬาริกายตนะ ๙ ชื่อว่าอนิทัสสนสัปปฏิธรรม เมื่ออายตนะเหล่านั้นสงเคราะห์เข้าในรูปขันธ์โดยขันธ์สงเคราะห์แล้ว อายตนะเหล่านั้นนั่นแหละ ก็สงเคราะห์ได้ด้วยอายตนะ แต่สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยรูปายตนะและธัมมายตนะ. แม้ว่าโดยธาตุสงเคราะห์ โอฬาริกธาตุ ๙ สงเคราะห์เข้ากันได้ แต่รูปธาตุและธัมมธาตุ นับสงเคราะห์เข้ากันไม่ได้ด้วยอายตนะนั้นนั่นแหละ. ด้วยเหตุนี้อันนับสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยอายตนะเหล่านั้น. ส่วนอายตนะเหล่านั้น พึงทราบอายตนะ ๒ เหล่าใดว่านับสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยอายตนะ ๑๐ คือโอฬาริกายตนะ ๙ และมนายตนะ ๑ เว้นรูปายตนะและธัมมายตนะ. ธาตุทั้ง ๒ แม้เหล่าใดที่นับสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยธรรมเหล่านั้น ธาตุเหล่านั้น พึงทราบว่า นับสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยธาตุ ๑๖ คือโอฬาริกธาตุ ๙ และวิญญาณธาตุ ๗ เว้นรูปธาตุและธัมมธาตุ.
               ในปัญหาที่ ๗ สองบทว่า "ทฺวีหายตเนหิ" ได้แก่ ด้วยอายตนะ ๒ คือรูปายตนะและมนายตนะ.
               สองบทว่า "อฏฺฐหิ ธาตูหิ" ได้แก่ ด้วยธาตุ ๘ คือ ด้วยรูปธาตุและวิญญาณธาตุ ๗.
               ในปัญหาที่ ๘ สองบทว่า "เอกาทสหายตเนหิ" หมายเอาสัปปฏิฆธรรมทั้งหลายเว้นธัมมายตนะ และหมายเอาอุปปาทาธรรมทั้งหลาย เว้นโผฏฐัพพายตนะ.
               แม้ในธาตุทั้งหลาย ก็นัยนี้นั่นแหละ.
               ก็การประกอบเนื้อความในนิทเทสแห่งบทนี้ บัณฑิตพึงทราบโดยนัยที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้วในหนหลังนั้นแล.

               จบอรรถกถาสังคหิเตนอสังคหิตบท.               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ธาตุกถาปกรณ์ นิทเทส ๒. สังคหิเตนอสังคหิตปทนิทเทส จบ.
อ่านอรรถกถา 36.1 / 1อ่านอรรถกถา 36.1 / 2อรรถกถา เล่มที่ 36.1 ข้อ 167อ่านอรรถกถา 36.1 / 175อ่านอรรถกถา 36.1 / 452
อ่านเนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=36&A=657&Z=691
อ่านอรรถกถาภาษาบาลีอักษรไทย
http://84000.org/tipitaka/atthapali/read_th.php?B=55&A=170
The Pali Atthakatha in Roman
http://84000.org/tipitaka/atthapali/read_rm.php?B=55&A=170
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑  เมษายน  พ.ศ.  ๒๕๕๗
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :