ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ธาตุกถาปกรณ์
นิทเทส ๓. อสังคหิเตนสังคหิตปทนิทเทส

               อรรถกถาอสังคหิเตนสังคหิตปทนิทเทส               
               บัดนี้ เพื่อจำแนก อสังคหิเตน สังคหิตบท พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเริ่มคำว่า "เวทนากฺขนฺเธน" เป็นอาทิ. ในบทนี้ พึงทราบลักษณะ ดังนี้ ในวาระนี้ บทใดนับสงเคราะห์เข้ากันไม่ได้โดยขันธ์ แต่นับสงเคราะห์เข้ากัน ได้โดยบทแห่งอายตนะและธาตุทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำปุจฉาและวิสัชนา การนับสงเคราะห์ซึ่งบทนั้นโดยขันธ์เป็นต้น.
               ก็แต่ บท (อสังคหิเตน สังคหิตะ) นั้น ย่อมไม่ประกอบในบททั้งหลายมีรูปขันธ์ วิญญาณขันธ์ และจักขายตนะเป็นต้น. เพราะว่า รูปขันธ์นับสงเคราะห์นามขันธ์ ๔ โดยขันธ์ สงเคราะห์ไม่ได้. บรรดาธรรมเหล่านั้น แม้ธรรมหนึ่ง ชื่อว่านับสงเคราะห์ได้โดยอายตนะและธาตุทั้งหลายเหล่านั้น ก็ย่อมไม่มี.
               เมื่อมีคำถามว่า เวทนาเป็นต้น นับสงเคราะห์เข้ากันได้โดยธัมมายตนะ มิใช่หรือ.
               ตอบว่า เวทนาเป็นต้นที่นับสงเคราะห์เข้ากันได้โดยธัมมายตนะ แต่ไม่ใช่ธัมมายตนะ คือรูปขันธ์. เพราะทรงจำแนกธัมมายตนะสักว่าเป็นสุขุมรูปโดยความเป็นรูปขันธ์ ฉะนั้น ธรรมเหล่าใดที่นับสงเคราะห์เข้ากันได้โดยธัมมายตนะ ธรรมเหล่านั้น มิได้ชื่อว่านับสงเคราะห์เข้าได้โดยรูปขันธ์. ขันธ์ ๔ นอกนี้ก็สงเคราะห์เข้ากันไม่ได้ แม้กับวิญญาณขันธ์. บรรดาธรรมเหล่านั้น ธรรมแม้หนึ่ง ชื่อว่านับสงเคราะห์เข้ากันได้โดยอายตนะและธาตุเหล่านั้นก็ย่อมไม่มี. เพราะความที่บทเหล่านี้ นับสงเคราะห์เข้ากันอย่างนี้ไม่มีอยู่ บททั้งหลาย นอกนี้ก็ดี จึงนับสงเคราะห์เข้ากันไม่ได้ในวาระนี้.
               ส่วนบทเหล่าใด ย่อมส่องถึงเอกเทศแห่งธัมมายตนะอันไม่เจือด้วยวิญญาณหรือโอฬาริกรูป บทเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาในที่นี้.
               พึงทราบอุทานแห่งบทเหล่านั้น ดังนี้.
                         ตโย ขนฺธา ตถา สจฺจา    อินฺทฺริยา ปน โสฬส
                         ปทานิ ปจฺจยากาเร       จุทฺทสูปริ จุทฺทส.
                         สมตฺตึส ปทา โหนฺติ      โคจฺฉเกสุ ทสสฺวถ
                         ทุเว จูฬนฺตรทุกา         อฏฺฐ โหนฺติ มหนฺตรา.

               แปลว่า ขันธ์ ๓ (คือ เจตสิกขันธ์ ๓) สัจจะ ๓ (คือสมุทัย นิโรธ มรรค) อินทรีย์ ๑๖ (คือเว้นปสาทอินทรีย์ ๕ และมนินทรีย์) ปัจจยาการ ๑๔ (คือปฏิจจสมุปบาท ๑๔ เว้นวิญญาณ นามรูป สฬายตนะ อปุปัตติภวะ ปริเทวะ) บทที่ต่อมาจากปัจจยาการอีก ๑๔ บท (คือบทสติปัฏฐานเป็นต้น เว้นอิทธิบาท) บททั้งหลาย ๓๐ บทที่ในโคจฉกะสิบ จูฬันตรทุกะ ๒ บท (คือ อัปปัจจยบทและอสังขตบท) มหันตรทุกะ ๘ บท (รวม ๙๐ บท).
               ก็บรรดาบทเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสปัญหาทั้งหมดไว้ ๑๒ บท โดยรวมบท ๖ บทที่เป็นคำวิสัชนาเช่นเดียวกัน. บัณฑิตพึงทราบการจำแนกขันธ์ในบทเหล่านั้นอย่างนี้. แต่ในอายตนะและธาตุทั้งหลาย มิได้มีความต่างกัน.
               ในปัญหาที่ ๑ ก่อน. สองบทว่า "ตีหิ ขนฺเธหิ" ได้แก่ (นับสงเคราะห์ได้) ด้วยขันธ์ ๓ คือ รูปขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์. ส่วนอายตนะและธาตุ พึงทราบการนับสงเคราะห์ได้ด้วยสามารถแห่งธัมมายตนะและธัมมธาตุ. ในนิทเทสนี้ พึงทราบนัยดังนี้ว่า นิพพาน สุขุมรูป สัญญา สังขารขันธ์ ไม่นับสงเคราะห์โดยขันธ์สังคหะกับด้วยเวทนาขันธ์ แต่เป็นธรรมที่นับสงเคราะห์ได้ด้วยอายตนะ (คือธัมมายตนะ) และธาตุ (คือธัมมธาตุ).
               บรรดาธรรมเหล่านั้น นิพพานไม่ถึงซึ่งการนับว่าเป็นขันธ์. ธรรมที่เหลือย่อมถึงการสงเคราะห์ได้ ด้วยรูปขันธ์ สัญญาขันธ์และสังขารขันธ์. แม้นิพพานก็ย่อมถึงซึ่งการนับสงเคราะห์ว่าเป็นอายตนะและธาตุนั่นแหละ. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า "อสงฺขตํ ขนฺธโต ฐเปตฺวา ตีหิ ขนฺเธหิ เอเกนายตเนน เอกาย ธาตุยา สงฺคหิตา" ดังนี้. แต่ในฝ่ายสัญญาขันธ์ในที่นี้ นำสัญญาขันธ์ออกแล้ว พึงทราบว่าเป็นขันธ์ ๓ กับด้วยเวทนาขันธ์. ในสังขารขันธ์เป็นต้น นำสังขารขันธ์ออกแล้ว พึงทราบว่าเป็นขันธ์ ๓ ด้วยสามารถแห่งรูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์.
               ในปัญหาที่ ๒ สองบทว่า "จตูหิ ขนฺเธหิ" ได้แก่ ขันธ์ ๔ เว้นวิญญาณขันธ์. ด้วยว่า ธรรมเหล่านั้น นับสงเคราะห์ด้วยนิโรธ โดยเป็นขันธสังคหะไม่ได้ แต่นับสงเคราะห์ได้ด้วยอายตนะและธาตุ.
               ในปัญหาที่ ๓ คำว่า "ทฺวีหิ" ได้แก่ (นับสงเคราะห์ได้) ด้วยขันธ์ ๒ คือเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์. เพราะว่า เวทนา สัญญา วิญญาณขันธ์ นับสงเคราะห์โดยเป็นขันธ์สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยรูปอินทรีย์และอรูปอินทรีย์. แต่ในธรรมเหล่านั้น เวทนา สัญญา นับสงเคราะห์ได้โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะและธาตุ. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "เวทนาสญฺญากฺขนฺเธหิ" ดังนี้.
               บัณฑิตพึงทราบความต่างกันแห่งขันธ์ในบททั้งปวง โดยอุบายนี้.
               ก็เบื้องหน้าแต่นี้ ข้าพเจ้าจักกล่าวชื่อของขันธ์ทั้งหลายพอสมควรเท่านั้น.
               ในปัญหาที่ ๔ สองบทว่า "ตีหิ ขนฺเธหิ" ได้แก่ ในอิตถินทรีย์และปุริสินทรีย์ พึงทราบการนับสงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์ ๓ คือเวทนา สัญญา สังขารขันธ์. ในหมวด ๕ แห่งเวทนา พึงทราบด้วยรูป สัญญา สังขารขันธ์. ในสัทธินทรีย์เป็นต้น มีผัสสะเป็นที่สุด พึงทราบว่าสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยรูป เวทนา สัญญาขันธ์.
               พึงทราบในเวทนา เช่นกับเวทนาขันธ์นั่นแหละ.
               พึงทราบวินิจฉัยในตัณหา อุปาทาน กัมมภวะทั้งหลาย เช่นกับสังขารขันธ์.
               ในปัญหาที่ ๕ พึงทราบวินิจฉัยในชาติชรามรณะ เช่นกับชีวิตินทรีย์. เพราะนิพพาน สุขุมรูป สัญญา กับฌาน นับสงเคราะห์โดยเป็นขันธ์สงเคราะห์ไม่ได้ แต่นับสงเคราะห์เข้าโดยเป็นอายตนะและธาตุได้ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาธรรมนั้น นับสงเคราะห์ด้วยขันธ์ ๒ คือรูปขันธ์และสัญญาขันธ์.
               ในปัญหาที่ ๖ พึงทราบวินิจฉัยในหมวด ๓ แห่งโสกะเป็นต้นนับสงเคราะห์กับเวทนาขันธ์ พึงทราบในอุปายาสะเป็นต้นเช่นกับสังขารขันธ์. พึงทราบในเวทนาอีกเช่นกับเวทนาขันธ์. พึงทราบในสัญญาเช่นกับสัญญาขันธ์. พึงทราบวินิจฉัยในเจตนาเป็นต้น เช่นกับสังขารขันธ์.
               แม้ในปัญหาที่ ๗ เป็นต้น ก็พึงทราบธรรมที่นับสงเคราะห์ได้และไม่ได้ โดยอุบายนี้แล.

               จบอรรถกถาอสังคหิเตนสังคหิตปทนิทเทส.               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ธาตุกถาปกรณ์ นิทเทส ๓. อสังคหิเตนสังคหิตปทนิทเทส จบ.
อ่านอรรถกถา 36.1 / 1อ่านอรรถกถา 36.1 / 167อรรถกถา เล่มที่ 36.1 ข้อ 175อ่านอรรถกถา 36.1 / 187อ่านอรรถกถา 36.1 / 452
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=36&A=692&Z=747
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑  เมษายน  พ.ศ.  ๒๕๕๗
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com