ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก ค้นพระไตรปิฎก ชาดก หนังสือธรรมะ
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๑ [ฉบับมหาจุฬาฯ] สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๑๑. โสตาปัตติสังยุต]

๑. เวฬุทวารวรรค ๖. ถปติสูตร

๖. ถปติสูตร
ว่าด้วยช่างไม้
[๑๐๐๒] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี สมัยนั้น ภิกษุจำนวนมากทำจีวรกรรมเพื่อถวายพระผู้มีพระภาคด้วยหวังว่า “พระผู้มีพระภาคทรงมีจีวรสำเร็จแล้ว ล่วง ๓ เดือน ก็จักเสด็จจาริกไป” สมัยนั้น ช่างไม้ชื่ออิสิทัตตะและปุราณะอาศัยอยู่ในหมู่บ้านส่วยชื่อสาธุกะด้วย กรณียกิจบางอย่าง ได้ทราบข่าวว่า “ภิกษุจำนวนมากทำจีวรกรรมเพื่อถวายพระผู้มี พระภาคด้วยหวังว่า ‘พระผู้มีพระภาคทรงมีจีวรสำเร็จแล้ว ล่วงไป ๓ เดือน ก็จัก เสด็จจาริกไป” ต่อมา ช่างไม้ชื่ออิสิทัตตะและปุราณะได้จัดบุรุษเฝ้าหนทางไว้สั่งว่า “พ่อมหา จำเริญ เมื่อใด ท่านเห็นพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมา เมื่อนั้น ท่านก็พึงบอกพวกเรา” บุรุษนั้นเฝ้าอยู่ได้ ๒-๓ วัน ก็ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเสด็จ มาแต่ไกล จึงเข้าไปหาช่างไม้ชื่ออิสิทัตตะและปุราณะถึงที่อยู่แล้วบอกดังนี้ว่า “ท่าน ทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า กำลังเสด็จมา ขอท่าน ทั้งหลายจงทราบเวลาอันสมควรในบัดนี้เถิด” ลำดับนั้น ช่างไม้ชื่ออิสิทัตตะและปุราณะได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ ประทับ ถวายอภิวาทแล้วตามเสด็จพระผู้มีพระภาคไปทางเบื้องพระปฤษฎางค์ ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคทรงแวะข้างทางเสด็จเข้าไปยังโคนไม้แห่งหนึ่ง แล้วประทับนั่งบน พุทธอาสน์ที่ปูลาดไว้แล้ว ช่างไม้ชื่ออิสิทัตตะและปุราณะถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค แล้ว นั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อใด ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทราบข่าวพระผู้มีพระ ภาคว่า ‘จักเสด็จจาริกจากกรุงสาวัตถีไป (ตามเมืองต่างๆ) ในแคว้นโกศล’ เมื่อนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายน้อยใจและเสียใจว่า ‘พระผู้มีพระภาคจักห่างเราทั้งหลายไป’ เมื่อใด ได้ทราบข่าวว่า ‘ได้เสด็จจาริกจากกรุงสาวัตถีไป (ตามเมืองต่างๆ) ในแคว้น โกศลแล้ว’ เมื่อนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายก็น้อยใจและเสียใจว่า ‘พระผู้มีพระภาคได้ ห่างเราทั้งหลายไป’ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๔๙๖}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๑๑. โสตาปัตติสังยุต]

๑. เวฬุทวารวรรค ๖. ถปติสูตร

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อนึ่ง เมื่อใด ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทราบข่าวพระผู้มีพระ ภาคว่า ‘จักเสด็จจาริกจากแคว้นโกศลไปยังแคว้นมัลละ’ เมื่อนั้น ข้าพระองค์ ทั้งหลายน้อยใจและเสียใจว่า ‘พระผู้มีพระภาคจักห่างเราทั้งหลายไป’ แต่เมื่อใด ได้ทราบข่าวว่า ‘ได้เสด็จจาริกจากแคว้นโกศลไปยังแคว้นมัลละแล้ว’ เมื่อนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายก็น้อยใจและเสียใจว่า ‘พระผู้มีพระภาคได้ห่างเราทั้งหลายไป’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อนึ่ง เมื่อใด ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทราบข่าว พระผู้มีพระภาคว่า ‘จักเสด็จจาริกจากแคว้นมัลละไปยังแคว้นวัชชี’ เมื่อนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายน้อยใจและเสียใจว่า ‘พระผู้มีพระภาคจักห่างเราทั้งหลายไป’ เมื่อใด ได้ทราบข่าวว่า ‘ได้เสด็จจาริกจากแคว้นมัลละไปยังแคว้นวัชชีแล้ว’ เมื่อนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายก็น้อยใจและเสียใจว่า ‘พระผู้มีพระภาคได้ห่างเราทั้งหลายไป’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อนึ่ง เมื่อใด ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทราบข่าวพระผู้มี พระภาคว่า ‘จักเสด็จจาริกจากแคว้นวัชชีไปแคว้นกาสี’ เมื่อนั้น ข้าพระองค์ ทั้งหลายน้อยใจและเสียใจว่า ‘พระผู้มีพระภาคจักห่างเราทั้งหลายไป’ เมื่อใด ได้ทราบข่าวว่า ‘ได้เสด็จจาริกจากแคว้นวัชชีไปยังแคว้นกาสีแล้ว’ เมื่อนั้น ข้าพระองค์ ทั้งหลายก็น้อยใจและเสียใจว่า ‘พระผู้มีพระภาคได้ห่างเราทั้งหลายไป’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อนึ่ง เมื่อใด ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทราบข่าวพระผู้มี พระภาคว่า ‘จักเสด็จจาริกจากแคว้นกาสีไปแคว้นมคธ’ เมื่อนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลาย น้อยใจและเสียใจว่า ‘พระผู้มีพระภาคจักห่างเราทั้งหลายไป’ เมื่อใด ได้ทราบข่าวว่า ‘ได้เสด็จจาริกจากแคว้นกาสีไปยังแคว้นมคธแล้ว’ เมื่อนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายก็ น้อยใจและเสียใจว่า ‘พระผู้มีพระภาคได้ห่างเราทั้งหลายไป’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อนึ่ง เมื่อใด ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทราบข่าวพระผู้มี พระภาคว่า ‘จักเสด็จจาริกจากแคว้นมคธมาแคว้นกาสี’ เมื่อนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลาย ปลื้มใจและดีใจว่า ‘พระผู้มีพระภาคจักอยู่ใกล้เราทั้งหลาย’ เมื่อใด ได้ทราบข่าวว่า ‘ได้เสด็จจาริกจากแคว้นมคธมาแคว้นกาสีแล้ว’ เมื่อนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายก็ ปลื้มใจและดีใจว่า ‘พระผู้มีพระภาคได้อยู่ใกล้เราทั้งหลาย’ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๔๙๗}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๑๑. โสตาปัตติสังยุต]

๑. เวฬุทวารวรรค ๖. ถปติสูตร

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อนึ่ง เมื่อใด ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทราบข่าวพระผู้มี พระภาคว่า ‘จักเสด็จจาริกจากแคว้นกาสีมาแคว้นวัชชี’ เมื่อนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลาย ปลื้มใจและดีใจว่า ‘พระผู้มีพระภาคจักอยู่ใกล้เราทั้งหลาย’ เมื่อใด ได้ทราบข่าวว่า ‘ได้เสด็จจาริกจากแคว้นกาสีมาแคว้นวัชชีแล้ว’ เมื่อนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายก็ ปลื้มใจและดีใจว่า ‘พระผู้มีพระภาคได้อยู่ใกล้เราทั้งหลาย’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อนึ่ง เมื่อใด ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทราบข่าวพระผู้มี พระภาคว่า ‘จักเสด็จจาริกจากแคว้นวัชชีมาแคว้นมัลละ’ เมื่อนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลาย ปลื้มใจและดีใจว่า ‘พระผู้มีพระภาคจักอยู่ใกล้เราทั้งหลาย’ เมื่อใด ได้ทราบข่าวว่า ‘ได้เสด็จจาริกจากแคว้นวัชชีมาแคว้นมัลละแล้ว’ เมื่อนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลาย ก็ปลื้มใจและดีใจว่า ‘พระผู้มีพระภาคได้อยู่ใกล้เราทั้งหลาย’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อนึ่ง เมื่อใด ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทราบข่าวพระผู้มี พระภาคว่า ‘จักเสด็จจาริกจากแคว้นมัลละมาแคว้นโกศล’ เมื่อนั้น ข้าพระองค์ ทั้งหลายปลื้มใจและดีใจว่า ‘พระผู้มีพระภาคจักอยู่ใกล้เราทั้งหลาย’ เมื่อใด ได้ ทราบข่าวว่า ‘ได้เสด็จจาริกจากแคว้นมัลละมาแคว้นโกศลแล้ว’ เมื่อนั้น ข้าพระ องค์ทั้งหลายก็ปลื้มใจและดีใจว่า ‘พระผู้มีพระภาคได้อยู่ใกล้เราทั้งหลาย’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อใด ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทราบข่าวพระผู้มีพระภาค ว่า ‘จักเสด็จจาริกจาก (เมืองต่างๆ ใน) แคว้นโกศลมากรุงสาวัตถี’ เมื่อนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายปลื้มใจและดีใจว่า ‘พระผู้มีพระภาคจักอยู่ใกล้ข้าพระองค์ทั้งหลาย’ เมื่อใด ได้ทราบข่าวว่า ‘ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี’ เมื่อนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายก็ปลื้มใจและดีใจมากว่า ‘พระผู้มี พระภาคได้อยู่ใกล้เราทั้งหลาย” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ช่างไม้ทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น การอยู่ครองเรือน ในโลกนี้คับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี ส่วนบรรพชาปลอดโปร่ง ท่านทั้งหลายอย่า ได้ประมาทเลย” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความคับแคบอื่นที่คับแคบกว่า และที่นับว่าเป็น ความคับแคบกว่าความคับแคบนี้ของข้าพระองค์ทั้งหลาย มีอยู่หรือ” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๔๙๘}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๑๑. โสตาปัตติสังยุต]

๑. เวฬุทวารวรรค ๖. ถปติสูตร

“ช่างไม้ทั้งหลาย ความคับแคบอื่นที่คับแคบกว่า และที่นับว่าเป็นความคับ แคบกว่าความคับแคบนี้ของท่านทั้งหลาย เป็นอย่างไร” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานวโรกาส เมื่อใด พระเจ้าปเสนทิโกศล มีพระราชประสงค์จะเสด็จไปพระราชอุทยาน เมื่อนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายต้อง กำหนดช้างทรงของพระเจ้าปเสนทิโกศล แล้วทูลเชิญให้พระชายาทั้งหลายซึ่งเป็นที่ สิเนหาโปรดปรานของพระเจ้าปเสนทิโกศลประทับนั่งเบื้องหน้าพระพักตร์พระองค์หนึ่ง เบื้องพระปฤษฎางค์พระองค์หนึ่ง กลิ่นของพระชายาเหล่านั้นเปรียบเหมือนกลิ่น ของนางราชกัญญาผู้ลูบไล้ด้วยของหอมดังขวดน้ำหอมที่เปิดในขณะนั้น อนึ่ง การ สัมผัสกายของพระชายาเหล่านั้น ก็เป็นเหมือนการสัมผัสกายของนางราชกัญญา ผู้ดำรงอยู่ในความสุข ดังปุยนุ่น หรือปุยฝ้าย เมื่อนั้น ทั้งช้าง ทั้งพระชายาเหล่านั้น ทั้งพระราชา ข้าพระองค์ทั้งหลายก็ต้องเฝ้าระวังรักษา แต่ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่ รู้สึกว่าจะให้ความคิดเลวๆ เกิดขึ้นในพระชายาเหล่านั้นได้เลย นี้แลคือความคับแคบ อื่นที่คับแคบกว่า และที่นับว่าเป็นความคับแคบกว่าความคับแคบนี้ของข้าพระองค์ ทั้งหลาย พระพุทธเจ้าข้า” “ช่างไม้ทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น การอยู่ครองเรือนในโลกนี้จึงคับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี ส่วนบรรพชาปลอดโปร่ง ท่านทั้งหลายอย่าได้ประมาทเลย อริย- สาวกผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ เป็นโสดาบัน ไม่มีทางตกต่ำ มีความแน่ นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้า ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ๑. ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ฯลฯ เป็นศาสดา ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระผู้มีพระภาค’ ๒. ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรม ฯลฯ ๓. ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ ฯลฯ ๔. มีใจปราศจากความตระหนี่อันเป็นมลทิน มีจาคะอันสละแล้ว มีฝ่ามือชุ่ม ยินดีในการสละ ควรแก่การขอ ยินดีในการให้ทาน และการแจกทาน อยู่ครองเรือน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๔๙๙}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๑๑. โสตาปัตติสังยุต]

๑. เวฬุทวารวรรค ๗. เวฬุทวาเรยยสูตร

ช่างไม้ทั้งหลาย อริยสาวกผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้ เป็นโสดาบัน ไม่มีทางตกต่ำ มีความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้า ช่างไม้ทั้งหลาย ท่านทั้งหลาย ๑. ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ฯลฯ เป็นศาสดา ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระผู้มีพระภาค’ ๒. ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรม ฯลฯ ๓. ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ ฯลฯ อนึ่ง ไทยธรรมทุกอย่างในตระกูล เป็นของไม่แบ่งแยกกับท่านผู้มีศีล๑- มีธรรม อันงาม ท่านทั้งหลายจะเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร คือ ชาวโกศลมีจำนวนเท่าไร ท่านทั้งหลายก็เฉลี่ยแบ่งปันให้เท่าๆ กัน” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เป็นลาภของข้าพระองค์ทั้งหลาย ข้าพระองค์ทั้งหลาย ได้ดีแล้วที่พระผู้มีพระภาคทรงทราบชัดอย่างนี้”
ถปติสูตรที่ ๖ จบ


                  เนื้อความพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ เล่มที่ ๑๙ หน้าที่ ๔๙๖-๕๐๐. http://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=19&siri=338                   อ่านเทียบพระไตรปิฎกฉบับหลวง http://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=19&A=8338&Z=8440                   ศึกษาอรรถกถานี้ ได้ที่ :- http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=19&i=1434                   สารบัญพระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๙ http://84000.org/tipitaka/read/?index_mcu19


บันทึก ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ การแสดงผลนี้อ้างอิงข้อมูลจากพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com