ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก ค้นพระไตรปิฎก ชาดก หนังสือธรรมะ
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ] ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๘. เมณฑกปัญหชาดก (๔๗๑)
ว่าด้วยปัญหาเรื่องแพะเป็นเพื่อนกับสุนัข
(พระราชาตรัสถามปัญหาว่า) [๙๔] แต่ไหนแต่ไรมา ความเป็นเพื่อนกันแม้เพียงการย่างก้าวเดินไป ๗ ก้าวของสัตว์เหล่าใดไม่เคยมีมาแล้วในโลกนี้ สัตว์เหล่านั้น ๒ ตัว ซึ่งเป็นศัตรูกันกลับเป็นสหายกัน ประพฤติเกี่ยวเนื่องกันเพราะเหตุไร {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๓๘๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๒. ทวาทสกนิบาต]

๘. เมณฑกปัญหชาดก (๔๗๑)

(และตรัสต่อไปว่า) [๙๕] ถ้าว่าในเวลาอาหารเช้าของเราในวันนี้ พวกท่านไม่สามารถจะกล่าวแก้ปัญหาข้อนี้ได้ เราจะเนรเทศพวกท่านทั้งหมดออกจากแคว้น เพราะเราไม่ต้องการพวกคนมีปัญญาทราม (เสนกบัณฑิตกราบทูลว่า) [๙๖] เมื่อมหาชนมาประชุมกันอึกทึกครึกโครม เมื่อคนมาร่วมกันเป็นโกลาหล พวกข้าพระองค์ก็มีใจฟุ้งซ่าน มีจิตไม่แน่วแน่ จึงไม่สามารถจะกล่าวแก้ปัญหาข้อนี้ได้ [๙๗] ขอเดชะพระองค์ผู้จอมชน นักปราชญ์ทั้งหลายมีจิตแน่วแน่ไปในที่ลับตามลำพัง คิดพิจารณาถึงเนื้อความในที่สงัดแล้ว ภายหลังจึงจะกล่าวตอบเนื้อความข้อนี้ได้ (เสนกบัณฑิตนั้นกล่าวคาถาตามแนวที่ตนเรียนมาว่า) [๙๘] พวกบุตรของคนชั้นสูงและพวกราชบุตรโปรดปรานพอใจเนื้อแพะ พวกเขาไม่บริโภคเนื้อสุนัข เมื่อเป็นเช่นนั้น แพะกับสุนัขจึงเป็นเพื่อนกัน (ปุกกุสบัณฑิตกล่าวคาถาตามแนวที่ตนเรียนมาว่า) [๙๙] ชนทั้งหลายถลกหนังแพะทำเป็นเครื่องลาดหลังม้า เพราะนั่งสบาย แต่พวกเขาไม่ลาดด้วยหนังสุนัข เมื่อเป็นเช่นนั้น แพะกับสุนัขจึงเป็นเพื่อนกัน (กามินทบัณฑิตกล่าวคาถาตามแนวที่ตนเรียนมาว่า) [๑๐๐] ก็แพะมีเขาโค้งและมีหญ้าเป็นภักษา ส่วนสุนัขไม่มีเขาและกินเนื้อ เมื่อเป็นเช่นนั้น แพะกับสุนัขจึงเป็นเพื่อนกัน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๓๘๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๒. ทวาทสกนิบาต]

๘. เมณฑกปัญหชาดก (๔๗๑)

(เวทินทบัณฑิตกล่าวคาถาตามแนวที่ตนเรียนมาว่า) [๑๐๑] แพะกินหญ้ากินใบไม้ แต่สุนัขไม่กินหญ้าไม่กินใบไม้ สุนัขจับกระต่ายและแมวกิน เมื่อเป็นเช่นนั้น แพะกับสุนัขจึงเป็นเพื่อนกัน (มโหสธบัณฑิตเฉลยปัญหาที่ปรากฏแจ่มแจ้งแก่ตนว่า) [๑๐๒] แพะมี ๔ เท้า ๘ กีบ ๘ เล็บ สุนัขนี้แฝงกายนำหญ้ามาเพื่อแพะตัวนี้ ส่วนแพะนี้แฝงกายนำเนื้อมาเพื่อสุนัขตัวโน้น [๑๐๓] นัยว่า พระองค์ผู้จอมเทพประเสริฐกว่าชาววิเทหะ ประทับอยู่ ณ ปราสาทอันประเสริฐ ได้ทอดพระเนตรการแลกเปลี่ยนอาหารของกันและกันโดยประจักษ์ และนั่นเสียงเห่าของสุนัขต่อหน้าแพะ (พระราชาตรัสว่า) [๑๐๔] เป็นลาภของเรามิใช่น้อยหนอ ที่มีบัณฑิตเช่นนี้อยู่ในราชสกุล ปราชญ์ทั้งหลายรู้แจ้งเนื้อความแห่งปัญหา อันละเอียดลึกซึ้งได้โดยตลอด และกล่าวด้วยถ้อยคำอันเป็นสุภาษิต (และตรัสอีกว่า) [๑๐๕] เรามีความพอใจอย่างยิ่งด้วยถ้อยคำอันเป็นสุภาษิต เราให้รถเทียมม้าอัสดรคนละคัน บ้านส่วยที่มั่งคั่งคนละ ๑ ตำบล แก่ท่านผู้เป็นบัณฑิตทุกคน
เมณฑกปัญหชาดกที่ ๘ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๓๙๐}


                  เนื้อความพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ เล่มที่ ๒๗ หน้าที่ ๓๘๘-๓๙๐. http://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=27&siri=471                   อ่านเทียบพระไตรปิฎกฉบับหลวง http://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=27&A=6638&Z=6674                   ศึกษาอรรถกถานี้ได้ที่ :- http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=27&i=1686                   สารบัญพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ http://84000.org/tipitaka/read/?index_mcu27


บันทึก ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ การแสดงผลนี้อ้างอิงข้อมูลจากพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :