ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก ค้นพระไตรปิฎก ชาดก หนังสือธรรมะ
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎกเล่มที่ ๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] กถาวัตถุปกรณ์
๑๑. อวิญญัตติทุสสีลยันติกถา (๑๐๕)
ว่าด้วยอวิญญัติเป็นความทุศีล
[๖๐๓] สก. อวิญญัติเป็นความทุศีลใช่ไหม ปร.๑- ใช่๒- สก. อวิญญัติเป็นปาณาติบาตใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. อวิญญัติเป็นอทินนาทานใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ เชิงอรรถ : ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายมหาสังฆิกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๐๓-๖๐๔/๒๕๕) เพราะมีความเห็นว่า การทำบาปโดยไม่ได้ตั้งใจและการทำบาปตามคำสั่ง เช่น การทำปาณาติบาตที่ครบองค์ จัดเป็นอวิญญัติ อวิญญัติเช่นนี้ เป็นความทุศีล (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๐๓-๖๐๔/๒๕๕) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๕๖}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๐. ทสมวรรค]

๑๑. อวิญญัตติทุสสีลยันติกถา (๑๐๕)

สก. อวิญญัติเป็นกาเมสุมิจฉาจารใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. อวิญญัติเป็นมุสาวาทใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. อวิญญัติเป็นสุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เมื่อบุคคลยึดถือบาปกรรม(ตั้งใจทำกรรมชั่ว)แล้วให้ทานอยู่ บุญและบาป ทั้ง ๒ อย่าง เจริญได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น๑- ฯลฯ สก. บุญและบาปทั้ง ๒ อย่างเจริญได้ใช่ไหม ปร. ใช่๒- สก. มีการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ฯลฯ จิต ๒ ดวงใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. มีการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ฯลฯ จิต ๒ ดวงใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ที่มีโทษและไม่มีโทษ ที่เลวและประณีต ที่เป็นฝ่ายดำ เป็นฝ่ายขาว และเป็นฝ่ายมีส่วนเปรียบ มาประชุมกันได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สภาวธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ที่มีโทษและไม่มีโทษ ที่เลวและประณีต ที่เป็นฝ่ายดำ เป็นฝ่ายขาว และเป็นฝ่ายมีส่วนเปรียบ มาประชุมกันได้ใช่ไหม ปร. ใช่ เชิงอรรถ : เพราะปรวาทีเข้าใจว่า ในขณะให้ทาน บาปจะไม่เกิด (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๐๓-๖๐๔/๒๕๕) เพราะปรวาทีหมายเอาบาปที่ทำโดยไม่เจตนา (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๐๓-๖๐๔/๒๕๕) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๕๗}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๐. ทสมวรรค]

๑๑. อวิญญัตติทุสสีลยันติกถา (๑๐๕)

สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่อยู่ห่างไกล กันเหลือเกิน ๔ อย่างนี้ สิ่งที่อยู่ห่างไกลกันเหลือเกิน ๔ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. ท้องฟ้ากับแผ่นดิน นี้เป็นสิ่งที่อยู่ห่างไกลกันเหลือเกินอย่างที่ ๑ ฯลฯ เพราะฉะนั้น ธรรมของสัตบุรุษจึงห่างไกลกันกับธรรมของอสัตบุรุษ”๑- มีอยู่จริงมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. ดังนั้น ท่านจึงไม่ควรยอมรับว่า “สภาวธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ที่ มีโทษและไม่มีโทษ ที่เลวและประณีต ที่เป็นฝ่ายดำ เป็นฝ่ายขาว และเป็นฝ่ายมี ส่วนเปรียบ มาประชุมกันได้” สก. เมื่อบุคคลยึดถือบาปกรรมแล้วถวายจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร กราบไหว้ผู้ควรกราบไหว้ ต้อนรับผู้ควรต้อนรับ ทำอัญชลี แก่ผู้ควรทำอัญชลี ทำสามีจิกรรมแก่ผู้ควรทำสามีจิกรรม ให้อาสนะแก่ผู้ควรให้ อาสนะ ให้ทางแก่ผู้ควรให้ทาง บุญและบาปทั้ง ๒ อย่างเจริญได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุญและบาปทั้ง ๒ อย่าง เจริญได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มีการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ฯลฯ จิต ๒ ดวงใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. มีการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ฯลฯ จิต ๒ ดวงใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ที่มีโทษและไม่มีโทษ ที่เลวและประณีต ที่เป็นฝ่ายดำ เป็นฝ่ายขาว และเป็นฝ่ายมีส่วนเปรียบ มาประชุมกันได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ เชิงอรรถ : ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๔๗/๗๗ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๕๘}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๐. ทสมวรรค]

๑๑. อวิญญัตติทุสสีลยันติกถา (๑๐๕)

สก. สภาวธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ที่มีโทษและไม่มีโทษ ที่เลวและประณีต ที่เป็นฝ่ายดำ เป็นฝ่ายขาว และเป็นฝ่ายมีส่วนเปรียบ มาประชุมกันได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่อยู่ห่างไกล กันเหลือเกิน ๔ อย่างนี้ สิ่งที่อยู่ห่างไกลกันเหลือเกิน ๔ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. ท้องฟ้ากับแผ่นดิน นี้เป็นสิ่งที่อยู่ห่างไกลกันเหลือเกินอย่างที่ ๑ ฯลฯ เพราะฉะนั้น ธรรมของสัตบุรุษจึงห่างไกลกันกับธรรมของอสัตบุรุษ”๑- มีอยู่จริงมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. ดังนั้น ท่านจึงไม่ควรยอมรับว่า “สภาวธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ที่ มีโทษและไม่มีโทษ ที่เลวและประณีต ที่เป็นฝ่ายดำ เป็นฝ่ายขาว และเป็นฝ่ายมี ส่วนเปรียบ มาประชุมกันได้” [๖๐๔] ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “อวิญญัติเป็นความทุศีล” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. บุคคลเป็นผู้ยึดถือบาปกรรมมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. หากบุคคลเป็นผู้ยึดถือบาปกรรม(ตั้งใจทำกรรมชั่ว) ดังนั้น ท่านจึงควร ยอมรับว่า “อวิญญัติเป็นความทุศีล”
อวิญญัตติทุสลีลยันติกถา จบ
ทสมวรรค จบ
เชิงอรรถ : ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๔๗/๗๗ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๕๙}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๐. ทสมวรรค]

รวมกถาที่มีในวรรค

รวมกถาที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. นิโรธกถา ๒. รูปังมัคโคติกถา ๓. ปัญจวิญญาณสมังคิสสมัคคภาวนากถา ๔. ปัญจวิญญาณากุสลาปิอกุสลาปีติกถา ๕. สาโภคาติกถา ๖. ทวีหิสีเลหิกถา ๗. สีลังอเจตสิกันติกถา ๘. สีลังนจิตตานุปริวัตตีติกถา ๙. สมาทานเหตุกถา ๑๐. วิญญัตติสีลันติกถา ๑๑. อวิญญัตติทุสสีลยันติกถา
ทุติยปัณณาสก์ จบ
รวมวรรคที่มีในทุติยปัณณาสก์นี้ คือ
วรรคที่ ๖ เริ่มด้วยนิยามกถา วรรคที่ ๗ เริ่มด้วยสังคหิตกถา วรรคที่ ๘ เริ่มด้วยฉคติกถา วรรคที่ ๙ เริ่มด้วยอานิสังสทัสสาวีกถา วรรคที่ ๑๐ เริ่มด้วยนิโรธกถา {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๖๐}


                  เนื้อความพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ เล่มที่ ๓๗ หน้าที่ ๖๕๖-๖๖๐. http://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=37&siri=126                   อ่านเทียบพระไตรปิฎกฉบับหลวง http://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=37&A=14369&Z=14439                   ศึกษาอรรถกถานี้ได้ที่ :- http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=37&i=1430                   สารบัญพระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๗ http://84000.org/tipitaka/read/?index_mcu37


บันทึก ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ การแสดงผลนี้อ้างอิงข้อมูลจากพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :