อานิสงส์แห่งการถวายอาหารรสปูแก่ภิกษุอาพาธ
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน กรุงราชคฤห์ มีภิกษุรูปหนึ่งเริ่มเจริญวิปัสสนา แต่เกิดโรคปวดหูขึ้นมา จนไม่อาจขวนขวายในการเจริญวิปัสสนาได้ แม้ประกอบยาต่าง ๆ ตามที่หมอบอก โรคนั้นก็ยังไม่สงบ
ภิกษุนั้นได้กราบทูลความนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ทรงทราบว่า โภชนะที่มีรสปูเป็นสัปปายะแก่ภิกษุรูปนั้น จึงตรัสให้ภิกษุนั้นไปเที่ยวบิณฑบาตที่นาของชาวมคธ
ภิกษุรูปนั้นคิดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงเห็นการณ์ไกล คงจักทรงเห็นเหตุอันสมควร จึงทูลรับพระดำรัส ถวายบังคมแล้วถือบาตรจีวรไปยังนาของชาวมคธ
ในที่นั้น มีคนเฝ้านาคนหนึ่งปรุงอาหารรสปูและหุงข้าวไว้แล้ว คิดว่าจะพักสักครู่หนึ่งแล้วจึงกิน เมื่อเห็นพระเถระมายืนบิณฑบาตอยู่ที่ประตูกระท่อม เขาจึงรับบาตร นิมนต์พระเถระให้นั่งในกระท่อม แล้วถวายภัตตาหารที่มีรสปูนั้น
เมื่อพระเถระฉันภัตตาหารนั้นได้เพียงเล็กน้อย โรคปวดหูก็สงบลง เหมือนผู้ได้อาบน้ำร้อยหม้อ พระเถระมีกายสบาย ใจสบาย จึงน้อมจิตไปโดยวิปัสสนา ยังฉันไม่ทันเสร็จ ก็ทำอาสวะให้สิ้นไปโดยไม่เหลือ ตั้งอยู่ในพระอรหัต
เมื่อพระเถระฉันเสร็จแล้ว ได้กล่าวแก่คนเฝ้านาว่า โรคของอาตมาสงบเพราะได้ฉันบิณฑบาตของท่าน กายและใจของอาตมาสบาย แม้ท่านก็จักปราศจากทุกข์กายและทุกข์ใจด้วยผลแห่งบุญของท่านนั้น แล้วอนุโมทนาแก่เขาและหลีกไป
ต่อมา เมื่อคนเฝ้านานั้นสิ้นชีวิตจากมนุษยโลก ได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในวิมานทองมีเสาแก้วมณี สูง 12 โยชน์ ประดับด้วยห้องรโหฐาน 700 ห้อง มีความโอฬารรุ่งเรือง
ที่ประตูวิมานของเขามีปูทองมีสิบขา ห้อยอยู่ในสาแหรกแก้วมุกดา เป็นเครื่องทำให้ระลึกถึงกรรมที่ตนเคยทำไว้ คือการถวายภัตตาหารรสปูแก่พระเถระในครั้งเป็นมนุษย์
ครั้นท่านพระมหาโมคคัลลานะไปยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เห็นเทพบุตรผู้อยู่ในวิมานนั้น มีวรรณะงาม มีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ จึงถามว่า เมื่อครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ได้ทำบุญอะไรไว้ จึงมีอานุภาพและรัศมีรุ่งเรืองเช่นนี้
เทพบุตรนั้นมีใจยินดี ได้ตอบว่า ปูทองมีสิบขายืนอยู่ที่ประตูวิมาน คอยเตือนให้ระลึกถึงบุญกรรมที่ทำไว้ เพราะบุญนั้น วรรณะของเขาจึงงาม ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่เขา โภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดขึ้นแก่เขา และรัศมีของเขาจึงสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ
กักกฏกรสทายกวิมาน ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ พระไตรปิฎกเล่มที่ 26
อรรถกถากักกฏกรสทายกวิมาน ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ