32

ผลแห่งทานไม่เคารพของปายาสิและศีลของสัมภวะ

ครั้งหนึ่ง พ่อค้าจากแคว้นมคธและแคว้นอังคะรวบรวมสินค้าบรรทุกเกวียนประมาณหนึ่งพันเล่ม ตั้งใจเดินทางไปค้าขายยังแคว้นสินธุและแคว้นโสวีระ เพื่อแสวงหาทรัพย์และกำไรให้เพิ่มพูน.

เส้นทางที่พวกเขาต้องผ่านเป็นทะเลทรายกว้างใหญ่ ไม่มีร่มไม้ ไม่มีน้ำ ไม่มีอาหาร พื้นทรายร้อนแรงราวกับแผ่นเหล็กที่เผาจนแดง แม้แต่ฟืน เผือก มัน หรือผลไม้ก็หาไม่ได้.

ในเวลากลางวัน ความร้อนรุนแรงจนทั้งคนและโคไม่อาจเดินทางต่อได้ พวกพ่อค้าจึงพักกองเกวียนไว้ แล้วออกเดินทางในเวลากลางคืน เพื่อหลีกเลี่ยงความร้อนและถนอมกำลังของโค.

คืนหนึ่ง ขณะกองเกวียนเคลื่อนผ่านความมืด ผู้นำทางผู้คอยดูดาวเผลอหลับไป กองเกวียนจึงพลัดออกจากทางเดิมโดยไม่มีใครรู้ตัว.

พวกเขาเดินทางอยู่ตลอดคืน ครั้นรุ่งเช้าจึงเห็นรอยล้อเกวียนเก่าอยู่เบื้องหน้า เมื่อพิจารณาดูจึงรู้ว่าเป็นรอยล้อของกองเกวียนตนเอง พวกเขาเดินวนกลับมายังที่เดิม.

เมื่อรู้ว่าหลงทาง น้ำและอาหารก็เหลือน้อยลง ความหวาดกลัวจึงเกิดขึ้นทั่วทั้งกองเกวียน ไม่มีผู้ใดกำหนดทิศทางได้ บางคนคิดว่าตนคงไม่อาจออกจากทะเลทรายแห่งนี้ได้อีก.

ในเวลาที่ทุกคนกำลังหมดหวัง แสงสว่างประหลาดได้ปรากฏขึ้นกลางทะเลทราย พวกพ่อค้ามองไปตามแสงนั้น แล้วเห็นวิมานใหญ่ลอยเด่นอยู่ในอากาศ พร้อมกับเทพบุตรผู้มีรัศมีรุ่งเรือง.

เมื่อเห็นวิมานและเทพบุตรซึ่งไม่เคยเห็นมาก่อน พวกพ่อค้าก็เกิดความดีใจ ขนลุกขนพอง และเริ่มมีความหวังว่าจะรอดชีวิตออกจากทางกันดารนี้ได้.

เทพบุตรถามพวกเขาว่า เหตุใดมนุษย์ทั้งหลายจึงพากันหลงเข้ามาในป่าอันน่ารังเกียจ เป็นที่สัญจรของอมนุษย์ ไม่มีน้ำ ไม่มีอาหาร และเดินทางได้แสนยากเช่นนี้.

เทพบุตรกล่าวว่า ทะเลทรายแห่งนี้มีแต่ฝุ่นและทรายอันร้อนแรง พื้นดินแข็งและร้อนราวกับนรก ผู้ที่ไม่พิจารณาคุณและโทษให้ดี ย่อมไม่ควรเข้ามาในสถานที่เช่นนี้ แล้วถามว่า พวกเขาหลงเข้ามาเพราะความโลภ ความกลัว หรือความหลง.

พวกพ่อค้าจึงเล่าว่า พวกตนเป็นพ่อค้าเกวียนจากแคว้นมคธและอังคะ บรรทุกสินค้ามาเป็นจำนวนมาก มีความต้องการทรัพย์และกำไร จึงมุ่งหน้าไปยังสินธุประเทศและโสวีระประเทศ.

เพราะกลางวันร้อนจัดและเกรงว่าโคทั้งหลายจะทนความกระหายไม่ไหว พวกเขาจึงรีบเดินทางในเวลากลางคืน แต่กลับพลัดออกจากทาง มืดมนดุจคนตาบอด จนไม่อาจกำหนดทิศได้.

พวกพ่อค้ากราบเรียนว่า เมื่อได้เห็นวิมานและเทพบุตรแล้ว พวกเขามีความหวังว่าจะรอดชีวิตมากขึ้น จึงขอให้เทพบุตรเมตตาช่วยเหลือ.

เทพบุตรยังมิได้บอกเรื่องของตนทันที แต่ถามพวกพ่อค้าว่า พวกเขาเดินทางข้ามแม่น้ำ ภูเขา ป่าหนาม และบ้านเมืองต่าง ๆ มาเป็นอันมาก เคยเห็นหรือได้ยินสิ่งอัศจรรย์อะไรบ้าง ขอให้เล่าให้ฟัง.

พวกพ่อค้าตอบว่า ตลอดเส้นทางที่เดินทางมา พวกเขาไม่เคยเห็นสมบัติของมนุษย์หรือสิ่งอัศจรรย์ใดงดงามยิ่งไปกว่าวิมานที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า.

วิมานนั้นมีรัศมีสว่างไสวและสามารถลอยอยู่ในอากาศ มีสระโบกขรณีเต็มไปด้วยดอกบัว มีต้นไม้ออกดอกออกผลอยู่เสมอ และมีกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วบริเวณ.

เสาวิมานทำด้วยแก้วไพฑูรย์ แก้วผลึก แก้วประพาฬ บุษราคัม และแก้วมณีหลากชนิด กำแพงเป็นทอง หลังคาประดับด้วยแก้ว บันไดและพื้นกระดานเรียบงาม มั่นคง และน่ารื่นรมย์.

ภายในวิมานมีข้าวและน้ำอันสมบูรณ์ มีหมู่เทพนารีแวดล้อม เสียงตะโพน เปิงมาง และดุริยางค์ดังขึ้นไม่ขาด พวกพ่อค้าจึงถามว่า ผู้มีวิมานเช่นนี้เป็นเทวดา เป็นยักษ์ หรือเป็นท้าวสักกะ และมีนามว่าอย่างไร.

เทพบุตรตอบว่า ตนมีชื่อว่าเสริสสกะ เป็นผู้รักษาทางกันดารและเป็นเจ้าแห่งทะเลทรายนี้ ทำหน้าที่ตามคำสั่งของท้าวเวสวัณ.

ท้าวเวสวัณทรงแต่งตั้งเสริสสกเทพบุตรให้เป็นผู้คุ้มครองทางกันดาร เพื่อช่วยเหลือมนุษย์ที่เดินทางผ่านทะเลทรายอันขาดร่มเงาและน้ำ.

พวกพ่อค้าจึงถามต่อว่า วิมานอันงดงามนี้เกิดขึ้นตามความปรารถนา เกิดขึ้นเอง หรือมีเทพองค์ใดมอบให้.

เสริสสกเทพบุตรตอบว่า วิมานนี้มิได้เกิดขึ้นตามความปรารถนา มิได้เกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุ มิได้สร้างขึ้นด้วยมือ และไม่มีเทพองค์ใดมอบให้ แต่เกิดขึ้นด้วยผลแห่งกรรมดีที่ตนได้กระทำไว้.

เมื่อพวกพ่อค้าถามถึงกรรมในอดีต เทพบุตรจึงเปิดเผยว่า เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ เขาคือเจ้าปายาสิ ผู้ครองเมืองเสตัพยะในแคว้นโกศล.

ในครั้งนั้น เจ้าปายาสิมีความเห็นผิดว่า โลกหน้าไม่มี สัตว์ผู้เกิดขึ้นเองไม่มี และผลของกรรมดีกรรมชั่วไม่มี อีกทั้งเป็นผู้ตระหนี่และยึดมั่นในความเห็นว่าชีวิตสิ้นสุดลงพร้อมกับความตาย.

ต่อมา ท่านพระกุมารกัสสปะผู้เป็นพหูสูตและมีถ้อยคำอันวิจิตร เดินทางมาถึงเมืองเสตัพยะ เจ้าปายาสิจึงเข้าไปสนทนาและแสดงความเห็นของตน.

พระกุมารกัสสปะยกเหตุผลและอุปมาต่าง ๆ มาแสดงโดยลำดับ จนเจ้าปายาสิเห็นความบกพร่องของความเห็นเดิม ละมิจฉาทิฏฐิ แล้วประกาศตนเป็นอุบาสก ถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะ.

นับแต่นั้น เจ้าปายาสิงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ งดเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ ยินดีในภรรยาของตน ไม่กล่าวเท็จ และไม่ดื่มน้ำเมา.

เจ้าปายาสิยังจัดให้มีการให้ทานแก่สมณพราหมณ์ คนยากจน คนเดินทาง วณิพก และคนขอทาน โดยมอบหมายให้อุตตรมาณพเป็นผู้ดูแล.

แต่ในระยะแรก สิ่งที่นำมาให้เป็นอาหารหยาบและผ้าหยาบ เป็นของที่เจ้าปายาสิเองไม่ปรารถนาจะบริโภคหรือใช้สอย อีกทั้งมิได้ให้ด้วยมือตนเอง มิได้ให้ด้วยความเคารพ และมิได้เอื้อเฟื้อต่อผู้รับ.

อุตตรมาณพผู้จัดทานจึงกล่าวว่า ด้วยทานนี้ ขอให้ตนได้ร่วมกับเจ้าปายาสิเฉพาะในชาตินี้ อย่าได้ร่วมกันในชาติหน้าเลย.

เมื่อเจ้าปายาสิถามถึงเหตุ อุตตรมาณพตอบว่า ผู้ให้ทานนำอาหารและผ้าที่ตนเองยังไม่ต้องการมาให้แก่ผู้อื่น ผู้รับจึงมิได้รับทั้งสิ่งของที่ดีและความเคารพจากผู้ให้.

เจ้าปายาสิจึงสั่งให้จัดอาหารอย่างเดียวกับที่ตนบริโภค และจัดผ้าอย่างเดียวกับที่ตนนุ่งห่ม แต่อุตตรมาณพเป็นผู้จัดการทานทั้งหมดด้วยความเคารพ เอื้อเฟื้อ และใส่ใจต่อผู้รับ.

ครั้นสิ้นชีวิต เจ้าปายาสิได้มาเกิดเป็นเสริสสกเทพบุตรในหมู่ภุมมเทวดาแห่งสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ส่วนอุตตรมาณพผู้ให้ทานด้วยความเคารพไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์.

เสริสสกเทพบุตรกล่าวว่า วิมานนี้เป็นผลจากการละความเห็นผิด ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ รักษาศีล และกระทำกุศลไว้เมื่อครั้งเป็นมนุษย์.

ขณะที่พวกพ่อค้ากำลังฟังเรื่องอยู่นั้น เทพบุตรและหมู่บริวารกลับมีสีหน้าเศร้าหมองขึ้นในทันใด ราวกับผู้ที่กำลังระลึกถึงสิ่งอันน่าวิตก.

พวกพ่อค้าจึงถามว่า ผู้ทำบุญย่อมได้รับผลอันน่าปรารถนา ส่วนผู้ทำบาปย่อมไม่พ้นจากทุคติ เหตุใดเทพบุตรผู้มีสมบัติรุ่งเรืองถึงเพียงนี้จึงเกิดความเศร้าโศกขึ้น.

เสริสสกเทพบุตรชี้ไปยังป่าไม้ซึกทิพย์ซึ่งมีกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ววิมาน และมีรัศมีกำจัดความมืดได้ทั้งกลางวันและกลางคืน.

เทพบุตรอธิบายว่า เมื่อล่วงไปร้อยปีของมนุษย์ เปลือกฝักของต้นซึกทิพย์จึงจะสุกและหล่นลงครั้งหนึ่ง ทุกครั้งที่ฝักไม้ซึกหล่น ทำให้ตนรู้ว่าเวลาของมนุษย์ผ่านไปอีกหนึ่งร้อยปีแล้ว.

เขาจะอยู่ในวิมานนี้ตลอดอายุห้าร้อยปีทิพย์ ครั้นสิ้นอายุและสิ้นบุญก็จะต้องจุติ ความคิดถึงความสิ้นไปของอายุและบุญจึงทำให้เขาเศร้าโศก.

พวกพ่อค้ากล่าวปลอบว่า เทพบุตรได้วิมานนี้มาเป็นเวลายาวนาน และยังมีอายุถึงเก้าล้านปีของมนุษย์ ผู้มีบุญน้อยและได้อยู่วิมานเพียงชั่วครู่ต่างหากที่ควรเศร้า ขอท่านอย่าได้เศร้าโศกเลย.

เสริสสกเทพบุตรยินดีในถ้อยคำอันเป็นที่รักของพวกพ่อค้า และกล่าวว่า คำเตือนนั้นสมควรแก่ตน จากนั้นรับปากว่าจะคุ้มครองพวกเขา ให้เดินทางไปถึงสถานที่ที่ปรารถนาโดยสวัสดี.

พวกพ่อค้าดีใจ จึงกล่าวว่า หากเดินทางไปสินธุและโสวีระ ได้ทรัพย์และกำไรตามความปรารถนาแล้ว จะกลับมาทำการบูชาเสริสสกเทพบุตรอย่างยิ่ง.

แต่เทพบุตรกล่าวห้ามว่า พวกท่านอย่าได้ทำการบูชาเราเลย สิ่งที่พวกท่านปรารถนาย่อมสำเร็จได้ ขอเพียงงดเว้นกรรมชั่วและตั้งใจประพฤติธรรม.

จากนั้น เทพบุตรกล่าวว่า ในหมู่พ่อค้าเกวียนนี้มีอุบาสกผู้หนึ่ง เป็นพหูสูต สมบูรณ์ด้วยศีลและวัตร มีศรัทธา ชอบบริจาค มีศีลเป็นที่รัก มีปัญญา และรู้จักสันโดษ.

อุบาสกผู้นั้นไม่กล่าวเท็จ ไม่คิดเบียดเบียนผู้อื่น ไม่กล่าวคำส่อเสียดให้คนแตกกัน แต่กล่าวถ้อยคำอ่อนหวาน มีความเคารพ อ่อนน้อม และไม่ทำบาป.

เขาเลี้ยงดูมารดาบิดาโดยธรรม แสวงหาทรัพย์มิใช่เพื่อตนเอง แต่เพื่อดูแลท่านทั้งสอง เมื่อมารดาบิดาล่วงลับแล้ว เขาจะมีจิตน้อมไปในเนกขัมมะและประพฤติพรหมจรรย์.

อุบาสกผู้นั้นเป็นคนตรง ไม่คดโกง ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยา และมิได้พูดจาโดยอ้างเลศเพื่อเอาประโยชน์จากผู้อื่น.

เสริสสกเทพบุตรกล่าวว่า เพราะอุบาสกผู้มีศีลคนนี้เป็นเหตุ ตนจึงมาแสดงกายให้ปรากฏ และพวกพ่อค้าจึงได้เห็นวิมานนี้.

หากไม่มีอุบาสกผู้นี้ พวกพ่อค้าทั้งหมดจะหลงอยู่ในความมืดเหมือนคนตาบอด ถูกอมนุษย์เบียดเบียน และกลายเป็นเถ้าถ่านอยู่กลางทะเลทราย.

เทพบุตรกล่าวว่า การที่คนหนึ่งเบียดเบียนอีกคนหนึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่าย แต่การสมาคมกับสัปบุรุษย่อมนำความสุขมาให้คนเป็นอันมาก.

พวกพ่อค้าได้ฟังดังนั้นจึงถามด้วยความสนใจว่า อุบาสกผู้เป็นเหตุให้เทพบุตรมาช่วยเหลือพวกเขาชื่ออะไร ทำงานอะไร และอยู่ในหมู่พ่อค้าคนใด.

เสริสสกเทพบุตรตอบว่า บุรุษผู้นั้นเป็นช่างกัลบกชื่อสัมภวะ อาศัยการตัดผมเลี้ยงชีพ และเป็นคนรับใช้สอยของพวกพ่อค้า.

เทพบุตรเตือนว่า พวกท่านอย่าได้ดูหมิ่นเขาเพราะอาชีพหรือฐานะ เพราะสัมภวะเป็นอุบาสกผู้มีศีลเป็นที่รัก.

พวกพ่อค้ากล่าวว่า พวกตนรู้จักสัมภวะว่าเป็นช่างตัดผมอยู่ก่อนแล้ว แต่ไม่เคยรู้เลยว่าเขามีคุณธรรมถึงเพียงนี้ เมื่อได้ฟังจากเทพบุตรแล้ว พวกตนจะให้ความเคารพแก่เขาอย่างยิ่ง.

เสริสสกเทพบุตรจึงกล่าวเชิญคนทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นหนุ่ม แก่ หรือวัยกลางคน ให้ขึ้นไปบนวิมาน เพื่อเห็นผลแห่งบุญที่บุคคลผู้เคยตระหนี่ได้กระทำไว้.

พ่อค้าทั้งหมดพากันห้อมล้อมสัมภวะช่างกัลบก ต่างกล่าวว่า ขอให้ข้าขึ้นก่อน แล้วติดตามกันขึ้นสู่วิมาน.

เมื่อขึ้นไปแล้ว พวกเขาได้เห็นสระโบกขรณี ต้นไม้ทิพย์ เสาแก้ว กำแพงทอง และทิพยสมบัติอันงดงาม ได้ประจักษ์ว่ากรรมดีแม้กระทำไว้ในโลกมนุษย์ย่อมให้ผลจริง.

พ่อค้าทั้งหมดประกาศตนเป็นอุบาสก ถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะ สมาทานงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม การกล่าวเท็จ และการดื่มน้ำเมา.

เสริสสกเทพบุตรบอกเส้นทางที่ถูกต้องแก่พวกเขา แล้วใช้อานุภาพคุ้มครองกองเกวียนให้พ้นจากอันตราย จนสามารถเดินทางออกจากทะเลทรายได้โดยสวัสดี.

พวกพ่อค้าเดินทางไปถึงสินธุประเทศและโสวีระประเทศ ทำการค้าจนได้ทรัพย์และกำไรสมความปรารถนา แล้วเดินทางกลับกรุงปาตลีบุตรโดยไม่มีอันตราย.

เมื่อกลับถึงเรือน ได้พบหน้าบุตรและภรรยาโดยสวัสดี ทุกคนมีความยินดีและระลึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทะเลทราย.

ภายหลัง พวกพ่อค้าได้สร้างเทวาลัยชื่อเสริสสกะไว้เป็นที่ระลึกถึงเสริสสกเทพบุตร ผู้ช่วยนำทางและสั่งสอนให้พวกเขาตั้งอยู่ในสรณะและศีล.

การคบหาสัปบุรุษย่อมนำประโยชน์มาให้เช่นนี้ เพราะสัมภวะอุบาสกผู้มีศีลเพียงคนเดียว พ่อค้าทั้งกองเกวียนจึงรอดชีวิต ได้เห็นผลแห่งกรรม และตั้งอยู่ในทางแห่งกุศล.

ที่มา:
เสริสสกวิมาน ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ พระไตรปิฎกเล่มที่ 26
ปายาสิราชัญญสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค พระไตรปิฎกเล่มที่ 10