อานิสงส์แห่งการถวายสลากภัตของนางสิริมา
ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน กรุงราชคฤห์ นางสิริมาเป็นน้องสาวของหมอชีวกโกมารภัจจ์ และเป็นหญิงงามเมืองผู้มีชื่อเสียงแห่งกรุงราชคฤห์.
ต่อมา นางได้ฟังธรรมจากพระผู้มีพระภาคเจ้า เกิดความเลื่อมใส ละอาชีพเดิม ตั้งมั่นอยู่ในศีล และได้บรรลุโสดาปัตติผล.
นางนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์มารับภัตตาหาร แล้วตั้งสลากภัตสำหรับภิกษุวันละ ๘ รูปไว้เป็นประจำ.
ทุกวัน ภิกษุ ๘ รูปจะไปยังเรือนของนางสิริมา นางจัดอาหารอย่างประณีต ทั้งข้าว เนยใส น้ำนม และของควรบริโภค ถวายด้วยความเคารพและเอาใจใส่.
วันหนึ่ง ภิกษุรูปหนึ่งซึ่งเคยรับสลากภัตที่เรือนของนาง เดินทางไปพักยังวัดแห่งหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายถามถึงอาหารที่ได้รับ ท่านจึงเล่าว่า ภัตตาหารของนางสิริมาประณีตอย่างยิ่ง และนางเองก็มีรูปงามมาก.
ภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งได้ฟังคำพรรณนานั้น แม้ยังไม่เคยเห็นนางสิริมา ก็เกิดความพอใจใคร่จะไปพบ จึงเดินทางมายังกรุงราชคฤห์ และรับสลากภัตไปยังเรือนของนางในวันรุ่งขึ้น.
แต่ในวันนั้น นางสิริมากำลังป่วยหนัก ไม่อาจลุกขึ้นรับบาตรและอังคาสภิกษุด้วยตนเอง จึงสั่งให้หญิงรับใช้จัดอาสนะ รับบาตร และถวายภัตตาหารแทน.
เมื่องานถวายภัตตาหารใกล้เสร็จ นางสิริมาขอให้หญิงรับใช้ช่วยพยุงไปถวายบังคมพระภิกษุทั้งหลาย แม้ร่างกายจะสั่นเทาและไร้เครื่องประดับดังแต่ก่อน.
ภิกษุหนุ่มเห็นนางในขณะเจ็บป่วย ก็ยังหลงใหลในรูปของนาง คิดว่า แม้ยามป่วยยังงามถึงเพียงนี้ เมื่อแข็งแรงและประดับกายจะงดงามเพียงใด.
ท่านไม่อาจฉันอาหารได้ ถือบาตรกลับวัด วางบาตรไว้ แล้วนอนซบอยู่ด้วยความกำหนัด แม้เพื่อนภิกษุจะชักชวนให้ฉัน ก็ไม่ยอมแตะต้องอาหาร.
เย็นวันนั้น นางสิริมาถึงแก่กรรม พระเจ้าพิมพิสารทรงส่งข่าวกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า.
พระศาสดาตรัสว่า ยังไม่ควรเผาศพของนาง ให้พระราชานำศพไปวางไว้ในป่าช้าผีดิบ และให้คนเฝ้ารักษามิให้กาและสุนัขเข้ากัดกิน.
สามวันผ่านไป ครั้นถึงวันที่สี่ ร่างของนางสิริมาเริ่มบวมเป่ง มีน้ำเหลืองไหลออกจากทวารทั้งหลาย และเต็มไปด้วยหนอน.
พระเจ้าพิมพิสารรับสั่งให้ตีกลองประกาศทั่วพระนคร ให้ประชาชนไปดูร่างของนางสิริมา แล้วกราบทูลเชิญพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์เสด็จไปยังป่าช้า.
ภิกษุหนุ่มผู้ไม่ได้ฉันอาหารมาหลายวัน เมื่อได้ยินว่าพระศาสดาจะเสด็จไปดูนางสิริมา ก็รีบลุกขึ้น เทอาหารที่บูดเสียออกจากบาตร ล้างบาตร แล้วติดตามพระสงฆ์ไป.
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับยืนอยู่ด้านหนึ่งของศพ พระภิกษุ พระภิกษุณี พระราชา และประชาชนยืนอยู่โดยรอบ.
พระศาสดาตรัสถามพระเจ้าพิมพิสารว่า ร่างนี้คือใคร พระราชากราบทูลว่า คือนางสิริมา.
พระองค์จึงตรัสให้ประกาศว่า ผู้ใดให้ทรัพย์ ๑,๐๐๐ กหาปณะ ผู้นั้นจงรับนางสิริมาไป แต่ไม่มีผู้ใดต้องการ.
พระราชารับสั่งให้ลดราคาลงเรื่อย ๆ จาก ๑,๐๐๐ กหาปณะ จนเหลือเพียงเล็กน้อย และในที่สุดประกาศให้เปล่า ก็ยังไม่มีผู้ใดยอมรับร่างนั้นไป.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า เมื่อก่อน คนในพระนครนี้ต้องจ่ายทรัพย์ถึง ๑,๐๐๐ กหาปณะ เพื่อได้อยู่กับนางสิริมาเพียงคืนเดียว บัดนี้แม้ให้เปล่าก็ไม่มีใครต้องการ.
จากนั้น พระองค์ทรงแสดงความไม่เที่ยงของรูปกายว่า ร่างกายนี้แม้ถูกตกแต่งให้งดงาม ก็เป็นกองแห่งแผล มีความเจ็บป่วยเป็นธรรมดา เต็มไปด้วยความดำริปรุงแต่ง และไม่มีความยั่งยืนมั่นคง.
เมื่อจบพระธรรมเทศนา บริษัทเป็นอันมากได้เห็นธรรม ส่วนภิกษุผู้เคยหลงใหลนางสิริมาได้บรรลุโสดาปัตติผล.
ฝ่ายนางสิริมาหลังจากสิ้นชีวิต ได้บังเกิดเป็นเทพธิดาในสวรรค์ชั้นนิมมานรดี มีบริวารและรถทิพย์ ๕๐๐ คัน นางมาถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยเทพบริวาร.
ท่านพระวังคีสะเห็นเทพธิดาผู้มีรัศมีรุ่งเรือง จึงถามว่า เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ นางได้ประพฤติกรรมดีอะไรไว้ จึงมีอานุภาพและทิพยสมบัติเช่นนี้.
นางสิริมาเทพธิดาตอบว่า เมื่อครั้งอยู่ในกรุงราชคฤห์ นางได้ฟังพระธรรมเรื่องเหตุเกิดแห่งทุกข์ ความไม่เที่ยง ความดับทุกข์ และหนทางอันตรง ได้รู้ธรรมอันไม่ตาย ตั้งมั่นอยู่ในศีล และดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล.
นางกล่าวว่า ตนเป็นสาวิกาของพระตถาคต เป็นผู้รู้ธรรม ตั้งอยู่ในผลขั้นแรก และไม่มีทางไปสู่อบายอีกต่อไป.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมในที่ประชุมนั้น นางสิริมาเทพธิดาได้บรรลุอนาคามิผล.
สิริมาวิมาน ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ พระไตรปิฎกเล่มที่ 26
อรรถกถาธรรมบท เรื่องนางสิริมา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ชราวรรค