42

อานิสงส์แห่งการรักษาอุโบสถแม้เพียงคืนเดียว

ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร กรุงราชคฤห์ พระเจ้าพิมพิสารทรงเข้าจำอุโบสถเดือนละ ๖ วัน ประชาชนจำนวนมากเห็นพระราชาทรงตั้งมั่นในข้อปฏิบัตินั้น จึงพากันรักษาอุโบสถตามพระองค์.

เมื่อผู้คนเข้าเฝ้า พระเจ้าพิมพิสารมักตรัสถามว่า วันนี้พวกท่านได้เข้าจำอุโบสถหรือไม่ ผู้ที่รักษาก็กราบทูลว่ารักษา ผู้ที่มิได้รักษาก็กราบทูลตามความจริง.

ในหมู่คนเหล่านั้น มีผู้พิพากษาคนหนึ่งเป็นผู้มีวาจาส่อเสียด ชอบหลอกลวง รับสินบน และเมื่อต้องวินิจฉัยคดี ก็มิได้ตั้งอยู่ในเหตุผลและความยุติธรรม แต่ตัดสินคล้อยไปตามอำนาจของอามิส.

วันนั้น เขามิได้รักษาอุโบสถ แต่เมื่อพระราชาตรัสถาม กลับไม่กล้ากราบทูลความจริง จึงกล่าวว่า หม่อมฉันได้เข้าจำอุโบสถแล้ว พระเจ้าข้า.

ครั้นออกจากที่เฝ้า สหายผู้หนึ่งถามว่า วันนี้ท่านรักษาอุโบสถจริงหรือ ผู้พิพากษาจึงยอมรับว่า ตนกล่าวต่อพระพักตร์ไปเพราะความกลัว ความจริงยังมิได้รักษาอุโบสถเลย.

สหายจึงกล่าวว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น อย่างน้อยวันนี้ท่านจงรักษาอุโบสถตั้งแต่ครึ่งวันที่เหลืออยู่เถิด จงสมาทานองค์อุโบสถเสียตั้งแต่บัดนี้.

ผู้พิพากษารับคำของสหาย กลับไปยังเรือน บ้วนปาก ไม่รับประทานอาหาร แล้วตั้งใจอธิษฐานรักษาอุโบสถ ตั้งแต่ครึ่งวันนั้นไปจนตลอดคืน.

เขาไม่เคยอดอาหารเช่นนั้นมาก่อน เมื่อตกกลางคืนจึงเกิดความเจ็บป่วยอย่างรุนแรง ลมในท้องเสียดแทงเพราะท้องว่าง จนเป็นเหตุให้อายุสิ้นลงในคืนนั้น.

เมื่อสิ้นชีวิต เขาไปเกิดเป็นเวมานิกเปรตอยู่ภายในภูเขา แม้จะอยู่ในกำเนิดเปรต แต่ผลแห่งอุโบสถที่รักษาไว้ในคืนสุดท้ายมิได้สูญหาย.

เขามีวิมานและทิพยสมบัติเป็นอันมาก ทัดทรงดอกไม้ สวมชฎาและกำไลทอง ลูบไล้กายด้วยจุรณแก่นจันทน์ มีสีหน้าผ่องใส งดงามดุจแสงอาทิตย์อ่อน ๆ.

มีบริวารชายหญิงฝ่ายละหนึ่งหมื่น นุ่งห่มผ้าขลิบทอง สวมกำไลทอง คอยบำรุงบำเรออยู่โดยรอบ สมบัติเหล่านี้เกิดขึ้นด้วยผลแห่งการรักษาอุโบสถเพียงครึ่งวันและหนึ่งคืน.

แต่ท่ามกลางวิมานและบริวารอันงดงามนั้น เขากลับมีรูปที่ชวนให้ผู้พบเห็นขนลุก เพราะต้องใช้เล็บจิกเนื้อจากแผ่นหลังของตนเองขึ้นมากินเป็นอาหาร.

วันหนึ่ง ท่านพระนารทเถระลงจากเขาคิชฌกูฏ ได้เห็นเวมานิกเปรตผู้ประดับกายงดงาม มีบริวารจำนวนมาก แต่กำลังจิกกินเนื้อหลังของตนเอง จึงถามถึงกรรมที่เขาเคยทำไว้.

พระเถระถามว่า เพราะเหตุใดเขาจึงมีวิมาน มีเครื่องประดับ มีผิวพรรณผ่องใส และมีบริวารคอยบำรุงอยู่เป็นอันมาก แต่ขณะเดียวกันกลับต้องรับทุกข์ด้วยการกินเนื้อของตนเอง.

เวมานิกเปรตจึงเล่าว่า เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ ตนประพฤติทุจริตด้วยการพูดส่อเสียด พูดเท็จ อำพรางหลอกลวง และรับสินบน การกระทำเหล่านั้นมิได้ทำลายเพียงผู้อื่น แต่กลับเป็นเหตุแห่งความพินาศของตนเอง.

เมื่อเข้าไปในที่ประชุมเพื่อวินิจฉัยคดี ทั้งที่ถึงเวลาต้องกล่าวความจริงและตัดสินตามเหตุผล เขากลับละเหตุและผลเสีย แล้วประพฤติคล้อยตามอธรรม เพราะเห็นแก่ประโยชน์ที่ตนได้รับ.

ผลแห่งอุโบสถที่ตั้งใจรักษาในคืนสุดท้าย ทำให้เขาได้วิมาน เครื่องประดับ รัศมี และบริวารเป็นจำนวนมาก ส่วนผลแห่งการตัดสินคดีโดยอธรรม กล่าวส่อเสียด พูดเท็จ และหลอกลวง ทำให้เขาต้องจิกกินเนื้อหลังของตนเอง.

กุศลกรรมและอกุศลกรรมที่เขาทำไว้จึงให้ผลตามส่วนของตน บุญที่ทำเพียงช่วงสั้นมิได้ถูกกรรมชั่วลบล้าง ขณะเดียวกัน บุญนั้นก็มิได้ทำให้ผลของความทุจริตที่ทำไว้เป็นประจำสูญหาย.

เวมานิกเปรตกล่าวแก่พระนารทเถระว่า ทุกข์ที่ตนได้รับ พระเถระได้เห็นด้วยตนเองแล้ว ผู้มีปัญญาและปรารถนาดีต่อผู้อื่นควรกล่าวตักเตือนกันว่า อย่าพูดส่อเสียด อย่าพูดเท็จ และอย่าประพฤติคล้อยตามอธรรม.

เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า แม้เวลาทำความดีจะเหลือเพียงครึ่งวันและหนึ่งคืน ก็ไม่ควรละโอกาสนั้นเสีย เพราะการรักษาอุโบสถด้วยความตั้งใจจริง แม้เพียงระยะสั้น ย่อมเป็นกุศลที่ติดตามให้ผล.

ในเวลาเดียวกัน ผู้รักษาศีลก็ควรละความทุจริตอื่น ๆ ด้วย เพราะกรรมแต่ละอย่างให้ผลตามเหตุของตน การตั้งต้นทำความดีใหม่มีคุณค่าเสมอ แต่ผู้ทำย่อมต้องรับผิดชอบต่อกรรมเดิมที่ตนได้กระทำไว้ด้วย.

ที่มา:
กูฏวินิจฉยิกเปตวัตถุ ขุททกนิกาย เปตวัตถุ พระไตรปิฎกเล่มที่ 26
อรรถกถากูฏวินิจฉยิกเปตวัตถุ ขุททกนิกาย เปตวัตถุ