อานิสงส์แห่งความกตัญญูของสุวรรณสาม
ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน กรุงสาวัตถี มีภิกษุรูปหนึ่งเลี้ยงดูมารดาบิดาผู้ชรา โดยนำอาหารและสิ่งของที่ได้มาแบ่งให้ท่านทั้งสอง.
ภิกษุบางพวกเห็นดังนั้นจึงพากันตำหนิ และนำเรื่องกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ตรัสว่า การเลี้ยงดูมารดาบิดาเป็นวงศ์ของบัณฑิตทั้งหลาย แม้ในอดีตกาลพระองค์ก็เคยเลี้ยงดูมารดาบิดามาแล้ว จากนั้นจึงตรัสเล่าเรื่องสุวรรณสาม.
ในอดีตกาล ทุกูลดาบสและปาริกาดาบสินีอาศัยอยู่ในป่า บำเพ็ญสมณธรรมด้วยจิตเมตตา ไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย ต่อมาทั้งสองมีบุตรผู้มีผิวพรรณงดงามดุจทองคำ จึงตั้งชื่อว่า สุวรรณสาม.
สุวรรณสามเติบโตท่ามกลางป่าใหญ่ เป็นผู้มีเมตตาต่อสัตว์ทั้งปวง ฝูงเนื้อและสัตว์ป่าต่างคุ้นเคย ไม่หวาดกลัว และมักเดินตามแวดล้อมเขาไปในที่ต่าง ๆ.
เมื่อสุวรรณสามมีอายุได้ ๑๖ ปี วันหนึ่งทุกูลดาบสและปาริกาดาบสินีออกไปเก็บผลไม้ในป่า ระหว่างทางเกิดฝนตกหนัก ทั้งสองจึงหลบฝนอยู่ใกล้จอมปลวก โดยไม่รู้ว่ามีงูพิษอาศัยอยู่ภายใน.
น้ำฝนที่ไหลจากร่างกายของทั้งสองหยดลงไปในรู งูตกใจจึงพ่นพิษออกมา พิษถูกดวงตาของดาบสทั้งสอง ทำให้ตาบอดและไม่อาจหาทางกลับอาศรมได้.
เมื่อบิดามารดากลับช้ากว่าปกติ สุวรรณสามจึงออกตามหา จนพบทั้งสองคลำทางอยู่กลางป่า เขายื่นไม้ให้จับแล้วพากลับอาศรม.
เมื่อรู้ว่าบิดามารดาตาบอด สุวรรณสามร้องไห้ด้วยความสงสาร แต่ขณะเดียวกันก็ยิ้มด้วยความยินดี บิดามารดาจึงถามว่า เหตุใดจึงทั้งร้องไห้และยิ้มในเวลาเดียวกัน.
สุวรรณสามตอบว่า ที่ร้องไห้เพราะบิดามารดาต้องสูญเสียดวงตาในขณะที่ตนยังหนุ่ม แต่ที่ยิ้มเพราะนับแต่นี้ตนจะได้มีโอกาสเลี้ยงดูและรับใช้ท่านทั้งสองอย่างเต็มกำลัง.
ตั้งแต่นั้น สุวรรณสามดูแลบิดามารดาอย่างใกล้ชิด จัดที่นอน ทำความสะอาดอาศรม ตักน้ำ หาอาหาร เก็บผลไม้ และเตรียมทุกสิ่งไว้ให้ท่านทั้งสอง.
ก่อนออกจากอาศรม เขาจะขึงเชือกไว้ตามทาง เพื่อให้บิดามารดาจับเดินไปยังที่ต่าง ๆ ได้โดยไม่หลง เมื่อกลับมาแล้วก็จัดน้ำอาบ ล้างเท้า และถวายผลไม้แก่ท่านก่อนที่ตนจะบริโภค.
ด้วยเมตตาของสุวรรณสาม สัตว์ทั้งหลายในป่าจึงไม่ทำร้ายกัน ฝูงเนื้อพากันติดตามเขาไปเก็บผลไม้และตักน้ำ เป็นภาพที่ไม่เคยพบเห็นในที่อื่น.
สมัยนั้น พระเจ้าปิลยักข์ผู้ครองกรุงพาราณสีโปรดการล่าสัตว์ พระองค์เสด็จเข้าสู่ป่าหิมพานต์เพียงลำพัง จนมาถึงแม่น้ำมิคสัมมตา ซึ่งเป็นสถานที่ที่สุวรรณสามมาตักน้ำทุกวัน.
พระราชาทอดพระเนตรเห็นรอยเท้าสัตว์เป็นจำนวนมาก จึงทรงซุ่มอยู่หลังพุ่มไม้ เพื่อรอดูว่าสัตว์ชนิดใดจะลงมาดื่มน้ำ.
เวลาเย็น สุวรรณสามถือหม้อน้ำมายังท่าน้ำ พร้อมด้วยฝูงเนื้อเดินแวดล้อม เขาลงอาบน้ำแล้วตักน้ำใส่หม้อ เพื่อจะนำกลับไปให้บิดามารดา.
พระเจ้าปิลยักข์ทอดพระเนตรเห็นชายหนุ่มผู้มีผิวพรรณดุจทองคำ และเห็นสัตว์ทั้งหลายไม่หวาดกลัวเขา จึงทรงสงสัยว่าเป็นมนุษย์ เทวดา หรือนาค.
พระองค์ทรงคิดว่า หากเข้าไปถามตรง ๆ ชายหนุ่มอาจหนีไป จึงแผลงลูกศรอาบยาพิษไปถูกสุวรรณสาม.
กำลังแห่งพิษแผ่ซ่านไปทั่วร่าง สุวรรณสามล้มลงบนพื้น วางหม้อน้ำไว้ข้างกาย แต่แม้จะได้รับความเจ็บปวดอย่างหนัก เขาก็มิได้โกรธหรือด่าผู้ที่ยิงตน.
สุวรรณสามกล่าวด้วยถ้อยคำอ่อนโยนว่า เนื้อและหนังของเขาไม่มีประโยชน์แก่ผู้ใด เหตุใดผู้ยิงจึงต้องการทำร้าย และขอให้ผู้ที่ซ่อนตัวอยู่ปรากฏกาย บอกชื่อและเหตุที่ยิงเขา.
พระเจ้าปิลยักข์ทรงได้ฟังแล้วเกิดความอัศจรรย์ พระองค์คิดว่า ชายหนุ่มผู้นี้ถูกลูกศรอาบยาพิษและกำลังจะตาย แต่กลับไม่โกรธผู้ยิง ยังกล่าวถ้อยคำอ่อนโยนอยู่.
พระราชาจึงเสด็จออกจากที่ซ่อน ตรัสถามว่า เขาเป็นใครและเข้ามาทำอะไรในป่า สุวรรณสามตอบว่า ตนเป็นบุตรของดาบส อาศัยอยู่ใกล้แม่น้ำนี้กับบิดามารดาผู้ตาบอด.
เขากล่าวว่า ตนมิได้เศร้าโศกเพราะชีวิตกำลังจะสิ้น แต่เป็นห่วงบิดามารดาที่รอคอยน้ำอยู่ในอาศรม ท่านทั้งสองไม่อาจมองเห็นและไม่มีผู้ใดดูแล หากตนตาย ทั้งสองก็คงต้องอดน้ำอดอาหารและสิ้นชีวิตตามไป.
ถ้อยคำของสุวรรณสามทำให้พระราชาทรงสำนึกว่า ลูกศรเพียงดอกเดียวมิได้ทำร้ายชายหนุ่มเพียงคนเดียว แต่เสมือนทำร้ายคนถึงสามคน คือบิดา มารดา และบุตรผู้เป็นที่พึ่งของท่านทั้งสอง.
พระเจ้าปิลยักข์ทรงเสียพระทัยอย่างยิ่ง และตรัสรับว่า นับแต่นี้พระองค์จะรับหน้าที่ดูแลดาบสตาบอดทั้งสองแทนสุวรรณสาม ขอให้เขาบอกทางไปยังอาศรม.
สุวรรณสามบอกเส้นทางโดยละเอียด แล้วฝากให้พระราชาถวายน้ำและผลไม้แก่บิดามารดา พร้อมทั้งกราบแทบเท้าท่านทั้งสองแทนตน จากนั้นพิษก็แผ่ซ่านจนเขาหมดสติ.
พระเจ้าปิลยักข์ทรงเข้าใจว่าสุวรรณสามสิ้นชีวิตแล้ว จึงทรงถือหม้อน้ำเดินไปยังอาศรม เมื่อทุกูลดาบสได้ยินเสียงฝีเท้า ก็รู้ทันทีว่าไม่ใช่บุตรของตน.
พระราชาจึงทรงเล่าความจริงว่า พระองค์ยิงสุวรรณสามด้วยลูกศรอาบยาพิษ และชายหนุ่มได้สิ้นชีวิตอยู่ใกล้แม่น้ำ แต่ก่อนหมดสติยังฝากให้พระองค์มาดูแลบิดามารดา.
ดาบสทั้งสองไม่ทรงโกรธพระราชา แต่ขอให้พาไปหาร่างของบุตร พระเจ้าปิลยักข์จึงจูงท่านทั้งสองไปยังสถานที่ที่สุวรรณสามนอนอยู่.
เมื่อได้สัมผัสร่างของบุตร ปาริกาดาบสินีประคองศีรษะ ส่วนทุกูลดาบสจับเท้า ทั้งสองคร่ำครวญด้วยความอาลัย แต่เมื่อพิจารณาแล้วรู้ว่าร่างกายยังมีความอุ่นอยู่ จึงตั้งใจทำสัจจกิริยา.
มารดากล่าวความสัตย์ว่า สุวรรณสามเป็นผู้ประพฤติธรรม เลี้ยงดูมารดาบิดา ไม่เคยละเลยหน้าที่ และมีเมตตาต่อสัตว์ทั้งหลาย ด้วยอำนาจแห่งความสัตย์นี้ ขอพิษในกายของบุตรจงเสื่อมไป.
บิดาก็กล่าวความสัตย์เช่นเดียวกันว่า สุวรรณสามเป็นบุตรผู้กตัญญู มีความประพฤติบริสุทธิ์ และเลี้ยงดูท่านทั้งสองด้วยความเคารพ ด้วยอำนาจแห่งความสัตย์นี้ ขอให้บุตรกลับมีชีวิต.
พสุนธรีเทพธิดาผู้เคยเป็นมารดาของสุวรรณสามในอดีตชาติ ได้ตั้งสัจจกิริยาว่า ในป่าหิมพานต์นี้ไม่มีผู้ใดเป็นที่รักของนางยิ่งกว่าสุวรรณสาม ด้วยอำนาจแห่งความสัตย์ ขอพิษจงคลายไป.
เมื่อสัจจกิริยาทั้งสามสิ้นสุดลง สุวรรณสามพลิกกายและลืมตาขึ้น พิษและบาดแผลหายไป บิดามารดาทั้งสองก็กลับมองเห็นได้ดังเดิม และรุ่งอรุณก็ปรากฏขึ้นในเวลาเดียวกัน.
พระเจ้าปิลยักข์ทอดพระเนตรเห็นเหตุอัศจรรย์นั้น จึงตรัสถามว่า มนุษย์ทำสิ่งใดจึงจะไปสู่สุคติ สุวรรณสามจึงถวายโอวาทให้พระองค์ประพฤติธรรม เลี้ยงดูมารดาบิดา เคารพผู้ใหญ่ เมตตาประชาชน และไม่เบียดเบียนสัตว์.
พระราชาทรงรับโอวาท ตั้งมั่นว่าจะปกครองบ้านเมืองโดยธรรม ส่วนสุวรรณสามยังคงเลี้ยงดูบิดามารดาและบำเพ็ญเมตตาภาวนาต่อไป.
เมื่อสิ้นอายุ สุวรรณสามพร้อมด้วยบิดามารดาได้ไปเกิดในพรหมโลก ด้วยผลแห่งการบำเพ็ญสมณธรรมและเมตตาภาวนา.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบเรื่องแล้วตรัสว่า การเลี้ยงดูมารดาบิดาเป็นข้อปฏิบัติของบัณฑิตมาแต่โบราณ และทรงแสดงอริยสัจแก่ภิกษุผู้เลี้ยงมารดา เมื่อจบพระธรรมเทศนา ภิกษุนั้นได้บรรลุโสดาปัตติผล.
สุวัณณสามชาดก ขุททกนิกาย ชาดก พระไตรปิฎกเล่มที่ 28