อานิสงส์แห่งการถวายร่มและรองเท้า
ในอดีตกาล กรุงพาราณสีมีชื่อว่าโมฬินีนคร พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพราหมณ์ชื่อว่าสังขะ เป็นผู้มั่งคั่งและมีทรัพย์มาก แต่ไม่ได้เก็บทรัพย์ไว้เพื่อความสุขของตนเพียงผู้เดียว.
สังขพราหมณ์ตั้งโรงทานไว้ ๖ แห่ง คือที่ประตูนครทั้ง ๔ แห่ง ที่กลางนคร ๑ แห่ง และที่ประตูเรือนของตนอีก ๑ แห่ง เขาสละทรัพย์วันละ ๖๐๐,๐๐๐ เพื่อให้ทานแก่คนยากจน คนเดินทาง และผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ.
วันหนึ่งสังขพราหมณ์คิดว่า หากทรัพย์ในเรือนหมดลง การให้ทานที่ทำอยู่ทุกวันก็ต้องหยุด เขาจึงตั้งใจเดินทางทางเรือไปยังสุวรรณภูมิ เพื่อนำทรัพย์กลับมาสืบต่อมหาทานให้ดำเนินไปไม่ขาดสาย.
เมื่อเตรียมสินค้าเต็มลำเรือแล้ว เขากำชับบุตรและภรรยาว่า ระหว่างที่เขาไม่อยู่ อย่าได้หยุดการให้ทาน จงทำต่อไปจนกว่าเขาจะกลับมา จากนั้นจึงออกเดินทางพร้อมทาสและกรรมกร มุ่งหน้าไปยังเมืองท่าตามลิตติ.
ขณะนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งเพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติซึ่งเข้าอยู่ตลอด ๗ วัน ท่านตรวจดูสัตวโลกและเห็นว่า สังขพราหมณ์จะประสบอันตรายในมหาสมุทร แต่หากได้ถวายร่มและรองเท้าในครั้งนี้ บุญนั้นจะเป็นที่พึ่งแก่เขา จึงเหาะมาลงไม่ไกลจากเส้นทางที่สังขพราหมณ์กำลังเดินไป.
เป็นเวลาเที่ยง แดดและลมร้อนแรง พื้นทางแข็งหยาบ เต็มไปด้วยกรวดและทรายที่ร้อนระอุ พระปัจเจกพุทธเจ้าเสด็จสวนทางมาโดยมิได้กางร่มและมิได้สวมรองเท้า.
สังขพราหมณ์เห็นแล้วเกิดความยินดี คิดว่า บุญเขตอันประเสริฐมาถึงตนแล้ว หากผู้ต้องการบุญพบเขตบุญเช่นนี้แต่ไม่ทำสักการะ ก็ไม่ต่างจากชาวนาที่มีผืนนาอุดมสมบูรณ์อยู่ตรงหน้า แต่ไม่ยอมหว่านพืชลงไป.
เขาจึงถอดรองเท้าแต่ไกล รีบเข้าไปกราบพระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วนิมนต์ให้ประทับพักใต้ร่มไม้ จากนั้นจัดพื้นที่ ปูผ้าห่มเป็นอาสนะ ใช้น้ำที่กรองแล้วล้างพระบาท และทาน้ำมันหอม.
สังขพราหมณ์นำรองเท้าของตนมาเช็ดและขัดด้วยน้ำมันหอม แล้วสวมถวายแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า พร้อมถวายร่มที่ตนกางมา โดยกล่าวนิมนต์ให้ท่านสวมรองเท้าและกางร่มนั้นเดินทางต่อไป.
พระปัจเจกพุทธเจ้าทรงรับร่มและรองเท้า เมื่อสังขพราหมณ์กำลังมองดูด้วยจิตเลื่อมใส ท่านก็เหาะขึ้นสู่อากาศกลับไปยังภูเขาคันธมาทน์ สังขพราหมณ์เห็นดังนั้นยิ่งเกิดปีติ แล้วเดินทางต่อไปขึ้นเรือ.
เมื่อเรือแล่นข้ามมหาสมุทรได้ ๗ วัน ตัวเรือเกิดทะลุ น้ำไหลเข้ามาอย่างรวดเร็ว แม้ทาสและกรรมกรจะช่วยกันวิดน้ำก็ไม่อาจเอาชนะได้ ผู้คนบนเรือต่างหวาดกลัวความตาย พากันร้องไห้และวิงวอนต่อเทวดาที่ตนนับถือ.
สังขพราหมณ์ยังตั้งสติได้ เขาพาคนรับใช้ผู้หนึ่งไปด้วย ทาน้ำมันทั่วร่างกาย กินน้ำตาลกรวดกับเนยใสให้อิ่ม และให้คนรับใช้กินเช่นเดียวกัน เพื่อให้ร่างกายมีกำลังสำหรับว่ายน้ำ.
คนทั้งสองขึ้นไปบนยอดเสากระโดง กำหนดทิศที่ตั้งของโมฬินีนคร แล้วตั้งสัจจาธิษฐาน กระโดดออกไปให้ไกลจากเรือ เพื่อหลีกพ้นอันตรายจากปลาและเต่า ส่วนผู้คนที่เหลือได้จมหายไปพร้อมกับเรือ.
สังขพราหมณ์และคนรับใช้พยายามว่ายอยู่กลางมหาสมุทรตลอด ๗ วัน เมื่อถึงวันอุโบสถ สังขพราหมณ์ใช้น้ำเค็มบ้วนปาก แล้วสมาทานรักษาอุโบสถ แม้ในเวลาที่ร่างกายกำลังอ่อนแรงและชีวิตอยู่ท่ามกลางอันตราย.
เทพธิดามณีเมขลา ซึ่งท้าวโลกบาลทั้ง ๔ ตั้งไว้ให้คอยดูแลคนดีที่ประสบภัยในมหาสมุทร เผลอมิได้ตรวจดูอยู่ถึง ๗ วัน เมื่อเห็นสังขพราหมณ์จึงรีบนำอาหารทิพย์ใส่ภาชนะทองคำมาเชื้อเชิญให้เขาบริโภค.
สังขพราหมณ์ปฏิเสธอาหารนั้น เพราะกำลังรักษาอุโบสถ แล้วถามนางว่าเป็นมนุษย์หรือเทพธิดา มณีเมขลาตอบว่า นางเป็นเทพธิดาผู้มีอานุภาพ มาเพื่อช่วยเหลือเขา และพร้อมมอบข้าว น้ำ ที่นอน ที่นั่ง ตลอดจนยานพาหนะตามที่เขาปรารถนา.
สังขพราหมณ์จึงถามว่า กุศลกรรมใดทำให้เขาได้รับความช่วยเหลือในมหาสมุทรซึ่งไร้ที่พึ่งเช่นนี้ มณีเมขลาตอบว่า ผลนี้เกิดจากวันที่เขาถวายรองเท้าแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เดินลำบากอยู่บนทรายร้อน ทักษิณานั้นกำลังให้ผลและทำให้ความปรารถนาของเขาสำเร็จ.
เมื่อได้ฟังดังนั้น สังขพราหมณ์เกิดความยินดีว่า การถวายร่มและรองเท้าครั้งนั้นมิได้สูญเปล่า แม้ในมหาสมุทรที่มองไม่เห็นแผ่นดิน บุญก็ยังเป็นที่พึ่งแก่เขาได้ เขาจึงขอให้เทพธิดาช่วยพากลับไปยังโมฬินีนคร.
มณีเมขลาเนรมิตเรือสำเร็จด้วยแก้วทุกชนิด เป็นเรือใหญ่พร้อมเสากระโดง พาย และหางเสือ ภายในเต็มไปด้วยแก้ว ๗ ประการ แล้วจูงสังขพราหมณ์ขึ้นไปบนเรือ.
แต่เทพธิดามองไม่เห็นคนรับใช้ของสังขพราหมณ์ เพราะเขามิได้มีส่วนในบุญนั้น สังขพราหมณ์จึงแบ่งส่วนบุญจากกุศลที่ตนทำให้แก่คนรับใช้ เมื่อคนรับใช้อนุโมทนา เทพธิดาจึงมองเห็นและพาเขาขึ้นเรือไปด้วย.
มณีเมขลานำเรือไปถึงโมฬินีนครในวันนั้น นำทรัพย์ทั้งหลายไปตั้งไว้ในเรือนของสังขพราหมณ์ แล้วจึงกลับไปยังที่อยู่ของตน.
สังขพราหมณ์กลับมาดำเนินมหาทานต่อไป รักษาศีลและทำความดีตลอดชีวิต เมื่อสิ้นอายุได้ไปเกิดในเทวโลก.
ทานที่เขาถวายในวันนั้นเป็นเพียงร่มและรองเท้าที่ตนกำลังใช้อยู่ แต่ให้ด้วยจิตเลื่อมใสในเวลาที่ผู้รับกำลังลำบาก ผลของทานจึงกลับมาเป็นร่มเงา เป็นยาน และเป็นที่พึ่งแก่ผู้ให้ในเวลาที่ตนตกอยู่กลางมหาสมุทรอันไร้ที่พึ่ง.
สังขพราหมณจริยาและอรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก พระไตรปิฎกเล่มที่ 33