49

อานิสงส์แห่งการถวายเสาต้นเดียว

ในอดีตกาล เมื่อพระพุทธเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะเสด็จอุบัติขึ้นในโลก มีอุบาสกหมู่ใหญ่เลื่อมใสในพระองค์ พากันถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ และคอยช่วยกันทำนุบำรุงพระศาสนาอยู่เสมอ

วันหนึ่ง อุบาสกเหล่านั้นมาประชุมปรึกษากันว่า ควรสร้างศาลาโรงฉันถวายแด่พระศาสดา เพื่อให้เป็นสถานที่อันเหมาะสมแก่พระองค์และพระสงฆ์ จึงแบ่งหน้าที่กันจัดหาไม้และเครื่องก่อสร้าง แล้วช่วยกันลงมือทำศาลาขึ้น

เมื่อเตรียมสิ่งของมาได้เกือบครบ ยังขาดเสาสำหรับศาลาอยู่อีกหนึ่งต้น พวกเขาจึงพากันเข้าไปในป่าใหญ่ เที่ยวมองหาไม้ที่แข็งแรงและเหมาะจะนำมาทำเสา

ในป่านั้นมีชายผู้หนึ่งทำหน้าที่ดูแลป่าไม้ เขาเห็นอุบาสกหลายคนเดินค้นหาไม้อยู่ จึงเข้าไปหา ประนมมือทักทาย แล้วถามว่าพากันเข้ามาทำสิ่งใดในป่า

อุบาสกทั้งหลายตอบว่า พวกตนกำลังสร้างศาลาโรงฉันถวายแด่พระพุทธเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ แต่ยังขาดเสาอยู่อีกหนึ่งต้น จึงเข้ามาช่วยกันค้นหา

เมื่อได้ฟังว่าเสาต้นนั้นจะใช้สร้างศาลาถวายพระพุทธเจ้า ชายผู้ดูแลป่าก็เกิดความยินดี เขากล่าวแก่อุบาสกเหล่านั้นว่า เสาต้นที่ยังขาดอยู่นี้ ขอให้เป็นภาระของเขาเอง เขาจะจัดหาและนำไปถวายแด่พระศาสดา ขอให้ทุกคนกลับไปเถิด ไม่ต้องเที่ยวค้นหาให้ลำบากอีก

อุบาสกเหล่านั้นเห็นความตั้งใจของเขาก็พอใจ มอบหน้าที่เรื่องเสาไว้แก่เขา แล้วพากันกลับไปยังเรือนของตน

หลังจากคณะอุบาสกกลับไปไม่นาน ชายผู้ดูแลป่าก็จัดหาเสาตามที่รับปากไว้ นำไปสมทบกับการก่อสร้างศาลา ด้วยใจที่เลื่อมใสและเบิกบาน เขาเป็นผู้ลงมือยกเสาต้นนั้นขึ้นก่อนผู้อื่น ศาลาโรงฉันที่ทุกคนร่วมกันสร้างจึงมีเสาครบและสำเร็จลง

เมื่อสิ้นชีวิต เขาไปเกิดในเทวโลก ด้วยผลแห่งจิตที่ยินดีในการถวายเสาครั้งนั้น ได้อยู่ในวิมานสูงตระหง่านเจ็ดชั้น มีเสียงกลองทิพย์ดังกระหึ่ม และได้รับการบำเรออยู่เป็นนิตย์

ต่อมาในกัปที่ ๕๕ เขาเกิดเป็นพระราชาพระนามว่ายโสธระ แม้ในชาตินั้นก็มีปราสาทสูงเจ็ดชั้น ประกอบด้วยเรือนยอดอันงดงาม และมีเสาต้นหนึ่งตั้งเด่นเป็นที่รื่นรมย์ใจ

ครั้นถึงกัปที่ ๒๑ เขาเกิดเป็นกษัตริย์พระนามว่าอุเทน ที่ประทับของพระองค์ก็เป็นปราสาทสูงเจ็ดชั้น ตกแต่งไว้อย่างงดงามเช่นเดียวกัน

พระเอกถัมภิกเถระกล่าวถึงผลแห่งบุญนี้ไว้ว่า ไม่ว่าจะเกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ท่านย่อมได้เสวยความสุขในภพนั้น ๆ ทั้งหมดเป็นผลจากเสาต้นเดียวที่เคยถวาย และตลอด ๙๔ กัปนับแต่กัปที่ทำบุญนั้น ท่านไม่เคยไปเกิดในทุคติเลย

ครั้นถึงสมัยพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม ท่านมาเกิดในครอบครัวหนึ่ง เมื่อเจริญวัยได้ติดตามบิดามารดาไปฟังธรรม เกิดศรัทธาในพระพุทธศาสนา จึงขอออกบวช

หลังบวชแล้ว ท่านเรียนกรรมฐานและตั้งใจปฏิบัติ ไม่นานก็บรรลุพระอรหัต ทำปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ให้แจ้ง สิ้นอาสวะและสิ้นการเวียนว่ายในวัฏสงสาร

ภายหลังเมื่อพระเถระระลึกถึงกรรมที่เคยทำไว้ ท่านกล่าวว่า “เราเกิดในกำเนิดใด จะเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม เราย่อมได้เสวยความสุขในกำเนิดนั้นทั้งหมด นี้เป็นผลแห่งเสาต้นเดียว ในกัปที่ ๙๔ นับจากกัปนี้ เราได้ถวายเสาไว้ในครั้งนั้น ด้วยบุญกรรมนั้น เราไม่เคยรู้จักทุคติเลย บัดนี้ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า เราได้ทำสำเร็จแล้ว”

ที่มา:
เอกถัมภิกเถราปทาน ขุททกนิกาย อปทาน พระไตรปิฎกเล่มที่ 32
อรรถกถาเอกถัมภิกเถราปทาน