52

อานิสงส์แห่งการถวายอาหารส่วนของตน

อันนภาระ เกิดในตระกูลยากจนแห่งกรุงพาราณสี อาศัยสุมนเศรษฐีเลี้ยงชีวิตด้วยการรับจ้าง ทุกวันต้องออกไปตัดหญ้าในป่าแล้วแบกกลับมาแลกอาหาร ต่างจากสุมนเศรษฐีผู้มีทรัพย์มากและถวายมหาทานอยู่เป็นประจำ ชีวิตของอันนภาระจึงขึ้นอยู่กับแรงงานในแต่ละวัน แม้แต่อาหารมื้อหนึ่งก็เป็นของที่ต้องหามาด้วยความลำบาก

วันหนึ่ง พระอุปริฏฐปัจเจกพุทธเจ้าออกจากนิโรธสมาบัติ ณ ภูเขาคันธมาทน์ ทรงพิจารณาว่าวันนี้ควรอนุเคราะห์ผู้ใด เมื่อเห็นอันนภาระอยู่ในข่ายพระญาณ จึงเสด็จเหาะมายังกรุงพาราณสี แล้วหยุดยืนอยู่ที่ประตูเรือนของเขาในเวลาที่อันนภาระเพิ่งแบกหญ้ากลับมาจากป่า

อันนภาระเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้สงบสำรวมยืนถือบาตรอยู่ ก็เกิดศรัทธาขึ้นทันที เขาเข้าไปกราบ แล้วถามภรรยาว่า อาหารส่วนที่เตรียมไว้สำหรับตนยังมีอยู่หรือไม่

ภรรยาตอบว่ายังมีอยู่ อันนภาระจึงบอกให้นางนำอาหารทั้งหมดนั้นใส่ลงในบาตร เขามิได้มีอาหารมาก มิได้มีทรัพย์สำหรับจัดสำรับใหม่ สิ่งที่ถวายได้ในเวลานั้นมีเพียงอาหารซึ่งเป็นส่วนของตนเองเท่านั้น ซึ่งแปลว่าเขายอมอดข้าว

ฝ่ายภรรยาคิดว่า เมื่อสามีถวายอาหารส่วนของตน นางก็ควรทำทานครั้งนี้ด้วย จึงนำอาหารส่วนของตนใส่ลงในบาตรอีกส่วนหนึ่ง อาหารที่คนทั้งสองเตรียมไว้ประทังชีวิตในวันนั้นจึงกลายเป็นบิณฑบาตถวายพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหมด

อันนภาระประคองบาตรถวายด้วยความเคารพ แล้วตั้งความปรารถนาว่า ขออย่าให้ตนต้องได้ยินคำว่า “ไม่มี” อีกเลย พระอุปริฏฐปัจเจกพุทธเจ้าทรงอนุโมทนาว่า “จงสำเร็จอย่างนั้นเถิด ผู้มีบุญมาก” แล้วเสด็จกลับไป

ขณะนั้น เทวดาผู้สถิตอยู่ที่บ้านของสุมนเศรษฐี เปล่งเสียงสาธุการ ถึงสามครั้ง ทานที่อันนภาระถวายแด่พระอุปริฏฐปัจเจกพุทธเจ้าเป็นทานที่ดีแล้ว สุมนเศรษฐีได้ยินก็ประหลาดใจ เพราะตนถวายทานเป็นอันมากมานาน แต่ไม่เคยได้ยินเทวดาเปล่งเสียงสาธุการเช่นนี้

เศรษฐีจึงเรียกอันนภาระมาถามว่า วันนี้เขาได้ทำสิ่งใด อันนภาระเล่าตามความจริงว่า ตนถวายอาหารส่วนของตนแด่พระอุปริฏฐปัจเจกพุทธเจ้า สุมนเศรษฐีต้องการมีส่วนในบุญนั้น จึงเสนอทรัพย์เพื่อขอบุญบิณฑบาตที่ถวายแล้ว เริ่มจากเงินจำนวนหนึ่งและเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงหนึ่งพันกหาปณะ

แม้อันนภาระจะยากจน เขาก็ไม่ยอมแลกทานของตนกับทรัพย์ เขาตอบว่า แม้จะให้ถึงหนึ่งพันกหาปณะก็ให้ไม่ได้ เพราะบิณฑบาตนั้นเขาถวายไปแล้ว

สุมนเศรษฐีจึงเปลี่ยนคำขอใหม่ว่า ถ้าเช่นนั้น ขอให้อันนภาระแบ่งส่วนบุญแก่ตน อันนภาระไม่รู้ว่าบุญที่ทำแล้วจะแบ่งให้ผู้อื่นได้อย่างไร จึงไปเฝ้าพระอุปริฏฐปัจเจกพุทธเจ้าและกราบเรียนถาม

พระปัจเจกพุทธเจ้าทรงอธิบายด้วยเรื่องประทีปว่า หากบ้านหนึ่งจุดประทีปไว้ แล้วบ้านอื่นนำไส้ประทีปมาจุดต่อจากดวงนั้น แสงของประทีปดวงแรกมิได้ลดลง บ้านหลังอื่นกลับมีแสงสว่างเพิ่มขึ้น การแบ่งส่วนบุญก็เช่นเดียวกัน ผู้ทำบุญย่อมมีผลบุญของตนอยู่ และผู้อนุโมทนาก็ย่อมมีส่วนแห่งกุศลเพิ่มขึ้น

เมื่อเข้าใจแล้ว อันนภาระจึงกลับไปบอกสุมนเศรษฐีว่า ตนขอแบ่งส่วนบุญให้ เศรษฐีรับส่วนบุญด้วยความยินดีอนุโมทนา แล้วมอบทรัพย์หนึ่งพันกหาปณะแก่อันนภาระ และรับเขาไว้เป็นสหาย มิได้ให้ดำรงฐานะเป็นเพียงคนรับจ้างดังแต่ก่อน

ไม่นานหลังจากนั้น เมื่ออันนภาระถางหญ้าสถานที่แห่งหนึ่ง หม้อขุมทรัพย์ใหญ่หลายหม้อก็ผุดขึ้นจากแผ่นดิน เขาไม่ถือเอาโดยพลการ แต่ไปกราบทูลพระราชา พระราชารับสั่งให้ราชบุรุษขุดขุมทรัพย์ขึ้นมาเพื่อพระราชา ขุมทรัพย์กลับจมลงไป

พระราชาจึงรับสั่งให้ขุดใหม่โดยกล่าวว่าเป็นทรัพย์ของอันนภาระ คราวนี้หม้อขุมทรัพย์มิได้จมหาย ราชบุรุษสามารถขนทรัพย์ทั้งหมดขึ้นมากองไว้ในพระลานหลวงได้ พระราชาตรัสถามว่า ในพระนครมีผู้ใดครอบครองทรัพย์มากถึงเพียงนี้หรือไม่ เมื่อทรงทราบว่าไม่มี จึงแต่งตั้งอันนภาระไว้ในตำแหน่งธนเศรษฐี

จากคนรับจ้างผู้ต้องแบกหญ้าจากป่า อันนภาระกลายเป็นเศรษฐี เขาได้ทำบุญต่าง ๆ ตลอดชีวิต ครั้นสิ้นอายุแล้วก็เกิดในเทวโลก เวียนเกิดในเทวโลกและมนุษยโลก เสวยสมบัติอันเกิดจากบุญหลายครั้ง

อันนภาระ คืออดีตชาติของ พระอนุรุทธเถระ ซึ่งท่านกล่าวไว้ในเถรคาถาว่า ท่านเคยเป็นพระเจ้าจักรพรรดิถึง 7 ครั้ง ปกครองแผ่นดินโดยธรรม ไม่ใช้อาชญาและศัสตรา

ในพุทธกาลนี้ ท่านเกิดในศากยตระกูล เป็นเจ้าชายอนุรุทธะ ผู้เติบโตท่ามกลางความสุขและไม่เคยรู้จักคำว่า “ไม่มี” ครั้นเจ้าชายศากยะทั้งหลายตัดสินใจออกบวชตามพระพุทธเจ้า เจ้าชายอนุรุทธะก็สละเรือนออกบวชด้วย

ภายหลังพระอนุรุทธะเจริญสมณธรรมจนบรรลุพระอรหัต ได้วิชชา 3 และมีทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ สามารถเห็นโลกนับพันได้ประหนึ่งผลมะขามป้อมที่วางอยู่บนฝ่ามือ พระพุทธเจ้าทรงยกย่องท่านว่าเป็นเลิศกว่าภิกษุสาวกทั้งหลายในการมีทิพยจักษุ

เมื่อพระอนุรุทธเถระระลึกถึงอดีตชาติ ท่านกล่าวถึงอันนภาระผู้ยากจน ซึ่งถวายอาหารแด่พระอุปริฏฐปัจเจกพุทธเจ้า กล่าวถึงสุมนเศรษฐีผู้อนุโมทนาและเกื้อกูล ตลอดจนผลแห่งกุศลที่ติดตามมา เรื่องของท่านจึงเริ่มต้นจากอาหารเพียงมื้อเดียว ที่ยอมสละจากส่วนของตน ในวันที่ตนเองก็มีอยู่เพียงเท่านั้น

ที่มา:
ประวัติพระอนุรุทธเถระ อรรถกถาอังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอตทัคคบาลี
อนุรุทธเถราปทานและอรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน
อนุรุทธเถรคาถา ขุททกนิกาย เถรคาถา พระไตรปิฎกเล่มที่ 26