อานิสงส์แห่งการถวายทานและอบรมปัญญา
ในสมัยพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ พระเขมาเถรีเกิดในตระกูลเศรษฐีแห่งกรุงหงสวดี มีชีวิตสมบูรณ์ด้วยทรัพย์และความสุข
วันหนึ่ง นางพบพระสุชาตเถรี อัครสาวิกาของพระปทุมุตตรพุทธเจ้า กำลังเที่ยวบิณฑบาตอยู่ จึงถวายขนมต้ม 3 ก้อน แล้วจัดภัตตาหารถวายที่เรือนในวันนั้น นางเห็นปัญญาของพระเถรีก็เกิดความปรารถนาว่า ในอนาคตกาลขอให้ตนเป็นผู้มีปัญญามากเช่นเดียวกับท่าน
ต่อมานางได้เข้าเฝ้าพระปทุมุตตรพุทธเจ้า ฟังพระธรรมเทศนาแล้วเกิดความเลื่อมใส ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ จากนั้นจึงวิงวอนขออนุญาตมารดาบิดา นิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสาวกสงฆ์มารับภัตตาหารตลอด 7 วัน
เมื่อครบ 7 วัน นางเห็นพระพุทธองค์ทรงแต่งตั้งภิกษุณีรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายผู้มีปัญญามาก จึงจัดสักการะถวายอีกครั้ง แล้วหมอบลงแทบพระบาท ตั้งความปรารถนาขอตำแหน่งนั้นในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต
พระปทุมุตตรพุทธเจ้าตรัสว่า ความปรารถนาของนางจักสำเร็จ ทานที่ถวายแด่พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์มีผลประมาณมิได้ เมื่อเวลาผ่านไป 100,000 กัป พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดมจักเสด็จอุบัติในโลก นางจักได้เป็นภิกษุณีชื่อเขมา และได้รับตำแหน่งเลิศทางปัญญา
ครั้นสิ้นชีวิต นางไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แล้วเวียนเกิดในสวรรค์ชั้นยามา ดุสิต นิมมานรดี และปรนิมมิตวสวัตดี เมื่อเกิดในเทวโลกก็เป็นพระมเหสีของเทวราช เมื่อกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ก็ได้เป็นพระมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิและพระราชาผู้ครองแผ่นดิน เสวยทั้งทิพยสมบัติและมนุษย์สมบัติเป็นเวลายาวนาน
ในกัปที่ 91 ก่อนพุทธกาลนี้ เมื่อพระพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสีเสด็จอุบัติ นางได้ฟังธรรมแล้วออกบวช ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ในพระศาสนาถึง 10,000 ปี ตั้งใจศึกษาและบำเพ็ญเพียรจนเป็นพหูสูต ฉลาดในปัจจยาการและอริยสัจ 4 มีปัญญาละเอียด และแสดงธรรมได้ไพเราะ
ต่อมาในสมัยพระพุทธเจ้าพระนามว่าโกนาคมนะ นางเกิดในกรุงพาราณสี พร้อมด้วยสหายหญิงอีก 2 คน ทั้งสามร่วมกันสร้างสังฆารามและวิหารถวายพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสาวกสงฆ์ ครั้นสิ้นชีวิตก็ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีทิพยยศรุ่งเรือง
ในสมัยพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ นางเกิดเป็นพระธิดาองค์ใหญ่ของพระเจ้ากิงกิแห่งกรุงพาราณสี มีพระพี่น้องหญิงรวม 7 พระองค์ พระราชธิดาทั้ง 7 ทรงประสงค์จะออกบวช แต่พระราชบิดาไม่ทรงอนุญาต จึงร่วมกันประพฤติพรหมจรรย์อยู่ในพระราชนิเวศน์ตั้งแต่ยังเป็นกุมารีตลอด 20,000 ปี สร้างที่ประทับถวายพระพุทธเจ้า บำรุงพระองค์ และตั้งใจฟังธรรม
พระราชธิดาทั้ง 7 พระองค์นั้น ในพุทธกาลปัจจุบันได้มาเกิดเป็นพระเขมาเถรี พระอุบลวรรณาเถรี พระปฏาจาราเถรี พระภัททากุณฑลเกสาเถรี พระกีสาโคตมีเถรี พระธรรมทินนาเถรี และนางวิสาขามหาอุบาสิกา
ในชาติสุดท้าย นางเกิดเป็นพระราชธิดาในราชสกุลแห่งกรุงสาคละ แคว้นมัททะ มีพระฉวีวรรณงดงามดังสีทอง จึงได้รับพระนามว่าเขมา เมื่อเจริญพระชันษาแล้วได้เป็นพระมเหสีของพระเจ้าพิมพิสารแห่งกรุงราชคฤห์
พระนางเขมาทรงหลงใหลและภาคภูมิใจในพระรูปโฉมของตน ครั้นได้ยินว่าพระพุทธเจ้าทรงแสดงโทษของความยึดติดในรูป ก็ไม่กล้าเสด็จไปเข้าเฝ้า พระเจ้าพิมพิสารทรงเห็นว่าพระองค์เป็นอัครอุปัฏฐากของพระศาสดา แต่อัครมเหสียังไม่เคยเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า จึงรับสั่งให้กวีแต่งเพลงพรรณนาความงามของพระเวฬุวัน แล้วขับร้องให้พระนางได้ยิน
เมื่อพระนางได้ฟังคำพรรณนาก็ปรารถนาจะทอดพระเนตรพระเวฬุวัน พระเจ้าพิมพิสารจึงทรงอนุญาตให้เสด็จไป แต่รับสั่งราชบุรุษว่า หากพระนางจะกลับโดยยังมิได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ให้นำไปเข้าเฝ้าเสียก่อน ครั้นพระนางชมพระราชอุทยานตลอดวันแล้วกำลังจะเสด็จกลับ ราชบุรุษจึงนำพระนางไปยังสำนักพระศาสดา แม้พระนางจะไม่พอพระทัยก็ตาม
พระพุทธเจ้าทรงทราบอุปนิสัยของพระนาง จึงทรงเนรมิตหญิงสาวผู้มีรูปงามยิ่งนักให้ยืนถวายงานพัดอยู่ใกล้พระองค์ พระนางเขมาทอดพระเนตรแล้วเห็นว่าความงามของตนเทียบหญิงนั้นมิได้ จึงยืนเพ่งดูอยู่ด้วยความสนใจ
ขณะที่พระนางกำลังทอดพระเนตร หญิงสาวนั้นค่อย ๆ ล่วงจากปฐมวัยเข้าสู่วัยกลางคน แล้วกลายเป็นหญิงชรา มีผิวหนังเหี่ยวย่น ผมหงอก ฟันหัก ในที่สุดก็ล้มลงพร้อมกับพัดใบตาลต่อหน้าพระนาง
พระนางเขมาเห็นความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดในเวลาอันรวดเร็ว จึงทรงพิจารณาว่า แม้ร่างกายงดงามถึงเพียงนี้ยังต้องวิบัติ ร่างกายของพระองค์เองก็ย่อมมีคติเช่นเดียวกัน ความมัวเมาในรูปซึ่งเคยปิดกั้นพระทัยจึงถูกทำลายลง
พระพุทธเจ้าตรัสว่า ชนผู้ถูกราคะย้อมย่อมตกไปตามกระแส เหมือนแมงมุมติดอยู่ในใยที่ตนทำขึ้นเอง ส่วนผู้ตัดกระแสนั้นได้ ย่อมละกามสุขโดยไม่มีความอาลัย เมื่อจบพระคาถา พระนางเขมาประทับยืนอยู่ ณ ที่นั้น ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา
พระนางเสด็จกลับพระราชนิเวศน์และทูลขออนุญาตออกบวช พระเจ้าพิมพิสารทอดพระเนตรเห็นพระอาการก็ทรงทราบว่า พระนางคงบรรลุอริยธรรมแล้ว จึงทรงอนุญาต และส่งพระนางไปยังสำนักภิกษุณีด้วยวอทอง พระนางเขมาจึงได้บรรพชาอุปสมบทในพระศาสนา
ต่อมา เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลประทับอยู่ที่โตรณวัตถุ ทรงทราบว่าพระเขมาเถรีอยู่ในที่นั้น และมีชื่อเสียงว่าเป็นบัณฑิต เฉียบแหลม มีปัญญา เป็นพหูสูต มีถ้อยคำไพเราะ และมีปฏิภาณดี จึงเสด็จไปหาแล้วตรัสถามว่า หลังความตาย ตถาคตย่อมเกิดอีก ไม่เกิดอีก ทั้งเกิดและไม่เกิดอีก หรือไม่เกิดอีกก็มิใช่ไม่เกิดอีกก็มิใช่
พระเขมาเถรีตอบว่า พระพุทธองค์มิได้ทรงพยากรณ์คำถามทั้ง 4 แบบนั้น แล้วถวายคำอธิบายว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ซึ่งบุคคลอาจใช้บัญญัติตถาคตนั้น พระตถาคตทรงละได้แล้ว ถอนรากเสียแล้ว ไม่อาจเกิดขึ้นอีก ตถาคตจึงพ้นจากการบัญญัติด้วยขันธ์เหล่านั้น เป็นธรรมลึก ประมาณไม่ได้ หยั่งถึงได้ยาก ดุจมหาสมุทร คำตอบทั้ง 4 แบบจึงใช้ไม่ได้
ภายหลังพระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า และทูลถามปัญหาเดียวกัน พระพุทธองค์ทรงตอบตรงกับที่พระเขมาเถรีถวายคำอธิบายทุกประการ พระราชาจึงทรงอัศจรรย์พระทัยว่า อรรถกับอรรถและพยัญชนะกับพยัญชนะของพระศาสดากับพระสาวิกาตรงกัน ไม่ผิดเพี้ยนแม้ในบทสำคัญ
เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแต่งตั้งภิกษุณีสาวิกาทั้งหลายไว้ในตำแหน่งต่าง ๆ จึงทรงยกย่องพระเขมาเถรีว่าเป็นเลิศกว่าภิกษุณีสาวิกาทั้งหลายผู้มีปัญญามาก สมดังความปรารถนาที่ตั้งไว้ต่อพระปทุมุตตรพุทธเจ้าเมื่อ 100,000 กัปก่อน
เขมาเถริยาปทาน ขุททกนิกาย อปทาน พระไตรปิฎกเล่มที่ 33
ประวัติพระเขมาเถรี อรรถกถาอังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอตทัคคบาลี
เขมาเถรีสูตร สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค พระไตรปิฎกเล่มที่ 18