ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 

อ่าน อรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘]อ่านอรรถกถา 11 / 1อ่านอรรถกถา 11 / 207อรรถกถา เล่มที่ 11 ข้อ 221อ่านอรรถกถา 11 / 364อ่านอรรถกถา 11 / 364
อรรถกถา ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค
สังคีติสูตร

หน้าต่างที่ ๒ / ๘.

               ว่าด้วยธรรมหมวด ๒               
               ครั้นแสดงสามัคคีรสด้วยอำนาจธรรมหมวดหนึ่ง ดังกล่าวมานี้แล้ว บัดนี้ พระเถระได้เริ่มเทศนาต่อไป เพื่อแสดงด้วยอำนาจธรรมหมวดสอง.
               ในธรรมหมวดสอง คือ นามรูป นั้น นามได้แก่ อรูปขันธ์ ๔ และนิพพาน ๑.
               บรรดาธรรมเหล่านี้ ขันธ์ ๔ ชื่อว่านาม ด้วยอรรถว่าน้อมไป.
               คำว่า ด้วยอรรถว่าน้อมไป หมายความว่า ด้วยอรรถว่ากระทำชื่อ. เหมือนอย่างว่า พระเจ้ามหาสมมตมีพระนามว่า "มหาสมมต" ก็เพราะมหาชนสมมติ (ยกย่อง, หมายรู้พร้อมกันขึ้น) หรือเหมือนอย่างพ่อแม่ตั้งชื่อให้เป็นที่กำหนดหมายแก่บุตร อย่างนี้ว่า "คนนี้ชื่อดิศ คนนี้ชื่อบุส" หรือเหมือนอย่างชื่อที่ได้มาโดยคุณสมบัติว่า "พระธรรมกถึก พระวินัยธร" ดังนี้ฉันใด ขันธ์ทั้งหลายมีเวทนาเป็นต้นจะได้ชื่อฉันนั้น หามิได้.
               แท้จริง เวทนาเป็นต้นย่อมมีชื่อของตนเกิดขึ้น (เอง) เหมือนมหาปฐพีเป็นต้น. เมื่อขันธ์เหล่านั้นเกิดขึ้นแล้ว ชื่อของขันธ์เหล่านั้นก็เป็นอันเกิดขึ้นด้วยทีเดียว. เพราะไม่มีใครที่จะมากล่าวกับเวทนาที่เกิดขึ้นว่า "เจ้าจงชื่อว่าเวทนา" และธุระที่จะต้องตั้งชื่อแก่เวทนานั้นด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็หามีไม่.
               เหมือนอย่างเมื่อแผ่นดินเกิดขึ้น ก็ไม่มีธุระที่จะต้องตั้งชื่อว่า เจ้าจงชื่อแผ่นดิน เมื่อจักรวาล เขาพระสุเมรุ ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ดาวนักษัตรเกิดขึ้น ก็ไม่มีธุระที่จะต้องตั้งชื่อว่า "เจ้าจงชื่อจักรวาล ฯลฯ เจ้าจงชื่อนักษัตร" ชื่อเป็นอันเกิดขึ้นทีเดียว ตกลงเป็นบัญญัติที่เกิดขึ้นได้เองฉันใด
               เมื่อเวทนาเกิดขึ้นก็ไม่มีธุระที่จะต้องตั้งชื่อว่า "เจ้าจงชื่อเวทนา" เวทนาที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเป็นอันเกิด มีชื่อว่าเวทนาเลยทีเดียวฉันนั้น. แม้สัญญาเป็นต้นก็มีนัยอย่างนี้.
               เวทนาแม้ในอดีต ก็คงชื่อว่า เวทนา. สัญญา สังขาร วิญญาณในอดีต แม้ในอนาคต แม้ในปัจจุบัน ก็คงชื่อว่า สัญญา สังขาร วิญญาณเช่นเดียวกัน.
               อนึ่ง นิพพาน ทั้งในอนาคต ทั้งในปัจจุบัน ก็คงชื่อว่า นิพพาน ทุกเมื่อไปแล.
               ชื่อว่า นาม ด้วยอรรถว่ากระทำชื่อ ด้วยประการดังนี้.
               อนึ่ง ขันธ์ ๔ ในบรรดาธรรมเหล่านั้น ก็ชื่อว่านาม แม้ด้วยอรรถว่าน้อมไป เพราะขันธ์เหล่านั้นย่อมมุ่งหน้าน้อมไปในอารมณ์. แม้สิ่งทั้งปวงก็ชื่อว่า นาม ด้วยอรรถว่าน้อมไป. ขันธ์ ๔ ย่อมยังกันและกันให้น้อมไปในอารมณ์. นิพพานย่อมยังธรรมอันไม่มีโทษให้น้อมไปในตน เพราะเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่เป็นใหญ่ในอารมณ์.
               คำว่า รูป หมายถึง มหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔. ทั้งหมดนั้นชื่อว่า รูป เพราะอรรถว่าต้องย่อยยับไป. คำบรรยายโดยละเอียดสำหรับรูปนั้น พึงทราบตามนัยที่กล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรคปกรณ์.
               คำว่า อวิชฺชา ได้แก่ ความไม่รู้ในสัจจะมีทุกข์เป็นต้น. แม้เรื่องนี้ก็ได้กล่าวไว้โดยละเอียดแล้วในวิสุทธิมรรคเช่นกัน.
               คำว่า ภวตณฺหา หมายถึง ความปรารถนาภพ. สมดังที่ตรัสไว้ว่า บรรดาตัณหาเหล่านั้น ภวตัณหาคืออะไร คือความพอใจ ความเป็นในภพทั้งหลาย๑- ดังนี้เป็นอาทิ.
____________________________
๑- อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๔๕

               คำว่า ภวทิฏฺฐิ (นี้) ความเที่ยง ท่านเรียกว่า ภวะ คือทิฐิที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความเห็นว่าเที่ยง แม้ทิฐินั้นท่านก็แถลงรายละเอียดไว้แล้วในพระอภิธรรมโดยนัยเป็นต้นว่า บรรดาทิฐิเหล่านั้น ภวทิฐิคืออะไร คือทิฐิ ได้แก่ความเห็นถึงขนาดนี้ว่า ตนมี โลกมี๒- ดังนี้.
               คำว่า วิภวทิฏฺฐิ (นี้) ความขาดสูญ ท่านเรียกว่า วิภวะ คือทิฐิที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจเห็นว่าขาดสูญ แม้ทิฐินั้น ท่านก็แถลงรายละเอียดไว้แล้วในพระอภิธรรมเช่นเดียวกันโดยนัยเป็นต้นว่า บรรดาทิฐิเหล่านั้น วิภวทิฐิคืออะไร คือทิฐิ ได้แก่ความเห็นถึงขนาดนี้ว่า ตนไม่มี โลกไม่มี ดังนี้.
____________________________
๒- อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๔๖

               คำว่า อหิริกํ ได้แก่ความไม่ละอาย ที่ท่านแถลงรายละเอียดไว้อย่างนี้ว่า๓- ความไม่ละอายด้วยสิ่งที่ควรจะละอาย. คำว่า อโนตฺตปฺปํ ได้แก่ อาการที่ไม่หวาดกลัวที่ท่านแถลงรายละเอียดไว้อย่างนี้ว่า ความไม่สะดุ้งกลัวด้วยสิ่งที่ควรจะสะดุ้งกลัว.
               คำว่า หิริ จ โอตฺตปฺปญฺจ ได้แก่ ความละอายและความสะดุ้งกลัว ที่ท่านแถลงรายละเอียดไว้อย่างนี้ว่า๔- ความละอายด้วยสิ่งที่ควรละอาย ความสะดุ้งกลัวด้วยสิ่งที่ควรสะดุ้งกลัว.
               อีกประการหนึ่ง บรรดาธรรม ๒ อย่างนี้ หิริมีสมุฏฐานจากภายใน โอตตัปปะมีสมุฏฐานจากภายนอก หิริมีตนเป็นใหญ่ โอตตัปปะมีโลกเป็นใหญ่. หิริตั้งขึ้นเพราะสภาวะคือความละอายใจ โอตตัปปะตั้งขึ้นเพราะสภาวะคือความกลัว. คำอธิบายโดยละเอียดในเรื่องหิริโอตตัปปะนี้ ได้กล่าวไว้ครบถ้วนแล้วในวิสุทธิมรรค.
____________________________
๓- อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๕๐   ๔- อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๕๑

               คำว่า โทวจสฺสตา มีบทนิยาม ดังนี้ :-
               การว่ากล่าวในบุคคลนี้ ผู้มักถือเอาแต่สิ่งน่ารังเกียจติดใจในสิ่งที่เป็นข้าศึก ไม่เอื้อเฟื้อ เชื่อฟังเป็นการยาก ดังนั้น บุคคลผู้นี้จึงชื่อ ทุพฺพโจ ผู้ว่ายาก. การกระทำของบุคคลผู้ว่ายากนั้น ชื่อว่า โทวจสฺสํ. ภาวะของโทวจัสสะนั้น ชื่อว่า โทวจสฺสตา ภาวะแห่งการกระทำของผู้ว่ายาก ความเป็นผู้ว่ายาก.
               ความเป็นผู้ว่ายากนี้ รายละเอียดมีมาในพระอภิธรรมว่า๕-
               บรรดาธรรมเหล่านั้น โทวจัสสตาคืออะไร?
               คือความเป็นผู้ว่ายากสอนยาก ในเมื่อเพื่อนสหธรรมิกกำลังว่ากล่าวตักเตือนอยู่.
               โทวจัสสตานั้นโดยความหมายย่อมเป็นสังขารขันธ์. แต่บางท่านกล่าวว่า คำนี้เป็นชื่อของขันธ์ทั้ง ๔ ที่เป็นไปโดยอาการเช่นนี้.
               คำว่า ปาปมิตฺตตา มีบทนิยามดังนี้ :-
               คนชั่วทั้งหลายมีคนไร้ศรัทธาเป็นต้น เป็นมิตรของผู้นั้น ดังนั้น เขาจึงชื่อว่า ปาปมิตฺโต (ผู้มีคนชั่วเป็นมิตร), ภาวะแห่งปาปมิตตะนั้น ชื่อว่า ปาปมิตฺตตา (ความเป็นผู้มีคนชั่วเป็นมิตร). ความเป็นผู้มีคนชั่วเป็นมิตรนี้ รายละเอียดมีมาในพระอภิธรรมอย่างนี้ว่า๕-
               บรรดาธรรมเหล่านั้น ปาปมิตฺตตา คืออะไร?
               คือการคบหาสมาคมซ่องเสพ มั่วสุม จงรักภักดี ประพฤติคล้อยตามบุคคลผู้ไร้ศรัทธา ทุศีล ขาดการศึกษา ตระหนี่ และไม่มีปัญญา.
               แม้ปาปมิตตตานั้นโดยความหมายก็พึงทราบเช่นเดียวกับโทวจัสสตา.
____________________________
๕- อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๕๒

               ความเป็นผู้ว่าง่ายและความมีคนดีเป็นมิตร พึงทราบโดยนัยตรงกันข้ามจากที่กล่าวมาแล้ว. คุณธรรมทั้ง ๒ ประการนี้ ในที่นี้ท่านกล่าวระคนกันทั้งโลกิยะและโลกุตระ.
               คำว่า อาปตฺติกุสลตา คือ ความเป็นผู้ฉลาดในเรื่องอาบัติ ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ความเป็นผู้ฉลาดในอาบัติ คือ ความรู้ความเข้าใจในเรื่องอาบัติ ๕ กอง อาบัติ ๗ กองเหล่านั้น.๖-
               คำว่า อาปตฺติวุฏฐานกุสลตา คือ ความรู้ความเข้าใจเรื่องกำหนดการออกจากอาบัติ พร้อมทั้งกรรมวาจา ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ความเป็นผู้ฉลาด ความรู้ความเข้าใจเรื่องการออกจากอาบัติเหล่านั้น.๖-
               คำว่า สมาปตฺติกุสลตา คือ ความรู้ความเข้าใจเรื่องกำหนดอัปปนาพร้อมทั้งบริกรรม ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ความเป็นผู้ฉลาด ความรู้ความเข้าใจเรื่องสมาบัติเหล่านั้นที่มีอยู่ ทั้งที่เป็นสมาบัติที่มีวิตกวิจาร, สมาบัติที่ไม่มีวิตก มีเพียงวิจาร, สมาบัติที่ไม่มีทั้งวิตกวิจาร.๗-
               คำว่า สมาปตฺติวุฏฺฐานกุสลตา คือ ปัญญาเครื่องกำหนดเวลาที่จะออกจากสมาบัติว่า พอตะวันเกินไปแค่นี้ เราจะออก. ซึ่งเป็นปัญญาที่สามารถจะออกจากสมาบัติได้ตรงตามเวลาที่กำหนด ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ความเป็นผู้ฉลาด ความรู้ความเข้าใจเรื่องการออกจากสมาบัติเหล่านั้น.๗-
____________________________
๖- อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๕๔   ๗- อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๕๕

               คำว่า ธาตุกุสลตา คือ ปัญญาในการสดับฟัง การทรงจำ การพิจารณาและการรู้แจ้งอันเป็นเครื่องกำหนดสภาวะแห่งธาตุ ๑๘ ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ความเป็นผู้ฉลาดในธาตุ คือความรู้ความเข้าใจเรื่องธาตุ ๑๘ อย่าง คือ จักษุธาตุ ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุ.๘-
               คำว่า มนสิการกุสลตา ได้แก่ ปัญญาในการพิจารณา การรู้แจ้ง การเพ่งพิศธาตุทั้งหลายเหล่านั้นแล ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ความเป็นผู้ฉลาด ความรู้ความเข้าใจธาตุทั้งหลายเหล่านั้น.๘-
____________________________
๘- อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๕๖

               คำว่า อายตนกุสลตา คือ ปัญญาในการเรียนรู้ การใส่ใจ การเข้าใจ อายตนะ ๑๒ ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ความเป็นผู้ฉลาดในอายตนะ คือ ความรู้ความเข้าใจในอายตนะ ๑๒ คือ จักษุอายตนะ ฯลฯ ธรรมายตนะ.๙-
               อีกประการหนึ่ง ทั้งความเป็นผู้ฉลาดในธาตุ ความเป็นผู้ฉลาดในมนสิการ ทั้งความเป็นผู้ฉลาดในอายตนะ ย่อมควรในการเรียนรู้ การใส่ใจ การสดับฟัง การพิจารณา การรู้แจ้งและการเพ่งพิศ.
               ส่วนความแตกต่างกันในธรรมเหล่านี้มีดังนี้
               การสดับฟัง การเรียนรู้ และการเพ่งพิศ เป็นโลกิยะ, การรู้แจ้ง เป็นโลกุตระ, การพิจารณา การใส่ใจเป็นโลกิยะและโลกุตระระคนกัน.
               คำว่า ปฏิจฺจสมุปฺปาทกุสลตา คือ ปัญญาที่เป็นไปด้วยอำนาจเป็นต้นว่า การเรียนรู้ปัจจยาการ ๑๒ ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ความรู้ความเข้าใจในปัจจยาการที่ว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้ ย่อมมีได้ด้วยประการดังนี้.๙-
____________________________
๙- อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๕๗

               คำว่า ฐานกุสลตา คือ ปัญญาอันสามารถในการกำหนดฐานะอย่างนี้ว่า จักษุ รูป เป็นฐานะและเป็นเหตุแห่งจักษุวิญญาณ ซึ่งเกิดขึ้นโดยกระทำจักษุให้เป็นที่ตั้ง และกระทำรูปให้เป็นอารมณ์ ท่านกล่าวไว้ในพระอภิธรรมอย่างนี้ว่า ความรู้ความเข้าใจในธรรมทั้งหลายว่า เป็นเหตุ เป็นปัจจัย อาศัยธรรมเหล่าใดๆ ธรรมนั้นๆ จัดเป็นฐานะ.๑๐-
               คำว่า อฏฺฐานกุสลตา คือ ปัญญาอันสามารถในการกำหนดอฐานะอย่างนี้ว่า โสตวิญญาณเป็นต้น ย่อมไม่เกิดขึ้นโดยกระทำจักษุให้เป็นที่ตั้ง และกระทำรูปให้เป็นอารมณ์ เพราะฉะนั้น จักษุรูปจึงไม่เป็นฐาน ไม่เป็นเหตุแห่งโสตวิญญาณเป็นต้นเหล่านั้น ท่านกล่าวไว้ในพระอภิธรรมว่า ความรู้ความเข้าใจในธรรมทั้งหลายว่า มิใช่เป็นเหตุ มิใช่เป็นปัจจัย อาศัยธรรมเหล่าใดๆ ธรรมนั้นๆ จัดเป็นอฐานะ.๑๐-
____________________________
๑๐- อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๕๘

               อีกประการหนึ่ง พึงทราบความหมายในธรรมหมวดสองนี้ โดยพระสูตรนี้ว่า
               ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยเหตุเพียงเท่าไร จึงควรจะกล่าวได้ว่า ภิกษุเป็นผู้ฉลาดในฐานะและอฐานะ.
               ดูก่อนอานนท์ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยทิฐิ พึงเข้าไปยึดสังขารไรๆ โดยเป็นของเที่ยง นั่นไม่เป็นฐานะ ไม่เป็นโอกาสที่จะมีได้, ส่วนข้อที่ปุถุชนจะพึงเข้าไปยึดสังขารไรๆ โดยเป็นของเที่ยง นั่นเป็นฐานะที่จะมีได้.
               คำว่า อาชฺชวํ ได้แก่ ความไม่ตรง ๓ ชนิด คือ โคมุตตวังกตา จันทวังกตา และนังคลโกฏิวังกตา.
               อธิบายว่า ภิกษุบางรูปในปฐมวัยประพฤติในอเนสนา ๒๑ และอโคจร ๖ แต่ในมัชฌิมวัยและปัจฉิมวัยเป็นผู้มีความละอาย รังเกียจ ใคร่การศึกษา, อันนี้ชื่อว่า โคมุตตวังตา (คดดังโคมูตร).
               ภิกษุรูปหนึ่งในปฐมวัยและปัจฉิมวัย บำเพ็ญจตุปาริสุทธิศีล มีความละอาย รังเกียจ ใคร่ต่อการศึกษา แต่ในมัชฌิมวัยเหมือนกับรูปก่อน, อันนี้ชื่อว่า จันทวังตา (คดดังวงจันทร์).
               ภิกษุรูปหนึ่งทั้งในปฐมวัยและมัชฌิมวัย บำเพ็ญจตุปาริสุทธิศีล มีความละอาย รังเกียจ ใคร่ต่อการศึกษา แต่ในปัจฉิมวัย เหมือนกับรูปก่อน, อันนี้ชื่อว่า นังคลโกฏิวังตา (คดดังปลายไถ).
               ภิกษุรูปหนึ่งละความคดทั้งหมดนั่นเสียแล้ว มีศีล มีความละอาย รังเกียจ ใคร่ต่อการศึกษา ทั้ง ๓ วัย ความตรงของภิกษุรูปนั้น อันนี้แลชื่อว่า อาชฺชวํ.
               แม้ในพระอภิธรรมก็กล่าวไว้ว่า
               บรรดาธรรมเหล่านั้น อาชชวะ คือ อะไร คือ ความตรง ความไม่งอ ความไม่คด ความไม่โกง อันนี้เรียกว่าอาชชวะ.๑๑-
               คำว่า ลชฺชวํ ได้แก่ ความเป็นมีความละอาย ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น ลัชชวะคืออะไร คือ ละอายด้วยสิ่งที่ควรละอาย ละอายต่อการประพฤติบาปธรรม อกุศลธรรม อันนี้เรียกว่าลัชชวะ.๑๑-
____________________________
๑๑- อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๕๙

               คำว่า ขนฺติ ได้แก่ อธิวาสนขันติ ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น ขันติคืออะไร? คือ ความอด ความทน ความกลั้น ความไม่เดือดดาล ความไม่หุนหันพลันแล่น ความใจเย็นแห่งจิต.๑๒-
               คำว่า โสรจฺจํ ได้แก่ ความเสงี่ยม ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น โสรัจจะคืออะไร? คือ ความไม่ล่วงล้นออกมาทางกาย ความไม่ล่วงล้นออกมาทางวาจา ความไม่ล่วงล้นออกมาทางกายและวาจา นี้เรียกว่า โสรัจจะ.
               แม้ศีลสังวรทั้งหมด ก็จัดว่าเป็นโสรัจจะ.๑๒-
____________________________
๑๒- อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๖๐

               คำว่า สาขลฺยํ ได้แก่ ความเป็นผู้ร่าเริงอ่อนโยน ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น สาขัลยะคืออะไร? คือ ความมีวาจาอ่อนหวาน ความมีวาจาไพเราะ ความมีวาจาไม่หยาบ ในท่านผู้ละถ้อยคำอันหยาบช้า สามานย์ เผ็ดร้อน ดุด่าผู้อื่น ชวนโกรธ ไม่เป็นไปเพื่อความสงบ เช่นนั้นเสียแล้ว พูดจาแต่ถ้อยคำอันสุภาพ เสนาะโสต น่ารัก ถูกใจ ทันสมัย เป็นที่พอใจ รักใคร่ของชนหมู่มากเช่นนั้น นี้เรียกว่า สาขัลยะ.๑๓-
               คำว่า ปฏิสนฺถาโร ได้แก่ การรับรองด้วยอามิสและด้วยธรรม เหมือนกับว่าปูตั่งด้วยเครื่องลาด โดยลักษณะที่โลกสันนิวาสนี้ซึ่งมีช่องอยู่ ๒ ช่อง คือ ช่องอามิสและช่องธรรมนั้นจะไม่ปรากฏช่องได้เลย. แม้ในพระอภิธรรมก็กล่าวไว้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น ปฏิสันถารคืออะไร? คือ ปฏิสันถาร ๒ อย่าง ได้แก่ อามิสปฏิสันถาร การรับรองด้วยอามิส และธรรมปฏิสันถาร การรับรองด้วยธรรม. บางคนในโลกนี้เป็นผู้ปฏิสันถาร ด้วยอามิสปฏิสันถารบ้าง ด้วยธรรมปฏิสันถารบ้าง. นี้เรียกว่า ปฏิสันถาร.๑๓-
____________________________
๑๓- อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๖๑

               และในที่นั้น การสงเคราะห์ด้วยอามิส ชื่อว่าอามิสปฏิสันถาร. เมื่อจะทำอามิสปฏิสันถารนั้นแก่บิดามารดา ชาววัด แก่ไวยาวัจกร แก่พระราชาและแก่โจร ไม่ควรจะเอาส่วนดีๆ ไว้เสียก่อนแล้วให้ (แต่ส่วนที่ไม่ดี) เพราะเมื่อถือเอาเสียก่อนแล้ว จึงให้ (เช่นนั้น) พระราชาและโจรย่อมจะทำความพินาศให้บ้าง ให้ถึงสิ้นชีวิตบ้าง. เมื่อไม่ถือเอาก่อนแล้วให้ พระราชาและโจรย่อมจะพอใจ.
               และในกรณีเช่นนี้ ควรจะเล่าเรื่องโจรนาคเป็นต้น (เป็นตัวอย่าง). เรื่องเหล่านั้นมีรายละเอียดอยู่ในสมันตปาสาทิกาอรรถกถาพระวินัยแล้ว. การตั้งใจสงเคราะห์ด้วยธรรมอย่างนี้ คือให้อุเทศ อธิบายพระบาลี กล่าวธรรมกถา ชื่อว่าธรรมปฏิสันถาร.
               คำว่า อวิหึสา หมายเอาทั้งกรุณาทั้งบุรพภาคแห่งกรุณา. ข้อนี้ท่านกล่าวไว้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น อวิหิงสาคืออะไร? คือ ความกรุณาสงสาร เอ็นดูในสัตว์ทั้งหลาย รวมทั้งกรุณาเจโตวิมุตติ (การหลุดพ้นด้วยใจโดยอาศัยกรุณา) นี้เรียกว่าอวิหิงสา.
               คำว่า โสเจยฺยํ หมายถึง ความสะอาดด้วยอำนาจเมตตาและบุรพภาคแห่งเมตตา. ข้อนี้ท่านกล่าวไว้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น โสเจยยะคืออะไร? คือ ไมตรี ความเมตตา รักใคร่ในสัตว์ทั้งหลาย รวมทั้งเมตตาเจโตวิมุตติ (การหลุดพ้นด้วยใจโดยอาศัยเมตตา) นี้เรียกว่าโสเจยยะ.
               คำว่า มุฏฺฐสจฺจํ คือ การอยู่อย่างขาดสติ.
               สมดังที่กล่าวไว้ว่า
               บรรดาธรรมเหล่านั้น มุฏฐสัจจะคืออะไร? คือ ไม่มีสติ ระลึกตามไปไม่ได้ ระลึกย้อนไปก็ไม่ได้ นึกไม่ออก จำไม่ได้ ฟั่นเฟือน หลงลืม นี้เรียกว่ามุฏฐสัจจะ.๑๔-
               คำว่า อสมฺปชญฺญํ ได้แก่ อวิชชานั่นเอง ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น อสัมปชัญญะคืออะไร? คือความไม่รู้ ไม่เห็น ฯลฯ ขัดข้องเพราะอวิชชา ความหลง อกุศลมูล.๑๔-
               สติก็คือสตินั่นเอง. สัมปชัญญะคือญาณ (ความรู้).
____________________________
๑๔- อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๖๔

               คำว่า อินฺทฺริเยสุ อคุตฺตทฺวารตา หมายถึง การขาดความสำรวมอินทรีย์ ที่ท่านแถลงไว้อย่างละเอียดโดยนัยเป็นต้นว่า๑๕-
               บรรดาธรรมเหล่านั้น ความไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายคืออะไร?
               คือ (อาการที่) ภิกษุบางรูปในพระศาสนานี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้วเป็นผู้ยึดถือเอาโดยนิมิต.
               คำว่า โภชเน อมตฺตญฺญุตา คือ ความไม่รู้จักประมาณในโภชนะ ที่มาอย่างนี้ว่า๑๕-
               บรรดาธรรมเหล่านั้น ความไม่รู้จักประมาณในโภชนะคืออะไร?
               คือ ภิกษุบางรูปในพระศาสนานี้ ไม่พิจารณาเสียก่อน บริโภคอาหารโดยไม่แยบคาย เพื่อเล่น เพื่อมัวเมา เพื่อตกแต่ง เพื่อสวยงาม, ความไม่สันโดษ ความไม่รู้จักประมาณ ในโภชนะที่มิได้พิจารณา (แล้วบริโภค).
               ธรรมหมวดสองในลำดับนั้น พึงทราบโดยนัยตรงกันข้ามจากที่กล่าวแล้ว.
____________________________
๑๕- อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๖๒

               คำว่า ปฏิสงฺขานพลํ ได้แก่ ญาณอันไม่หวั่นไหว เพราะไม่ได้พิจารณา ที่ท่านแถลงรายละเอียดไว้อย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น ปฏิสังขานพละคืออะไร? คือ ความรู้ ความเข้าใจ.๑๖-
               คำว่า ภาวนาพลํ หมายถึง พละที่เกิดขึ้นแก่ท่านผู้อบรมอยู่.
               โดยความหมาย ก็คือโพชฌงค์ ๗ โดยหัวข้อมีวิริยสัมโพชฌงค์. ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
               บรรดาธรรมเหล่านั้น ภาวนาพละคืออะไร? คือ การเสพคุ้น การทำให้มี การทำให้มาก ซึ่งกุศลธรรมทั้งหลาย นี้เรียกว่า ภาวนาพละ.
               แม้โพชฌงค์ ๗ ก็จัดเป็นภาวนาพละ.๑๖-
____________________________
๑๖- อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๖๖

               คำว่า สติพลํ ก็คือสตินั่นเอง โดยที่ไม่หวั่นไหวไปเพราะความไม่มีสติ.
               คำว่า สมาธิพลํ ก็คือสมาธินั่นเอง โดยที่ไม่หวั่นไหวไปเพราะความฟุ้งซ่าน.
               สมถะ คือสมาธิ. วิปัสสนา คือปัญญา.
               สมถะนั่นเอง ชื่อว่าสมถนิมิตด้วยอำนาจนิมิตแห่งสมถะ ที่ถือเอาอาการนั้นแล้ว พึงให้เป็นไปอีก. แม้ในปัคคาหนิมิต (นิมิตที่เกิดเพราะความเพียร) ก็นัยนี้เช่นกัน.
               ปัคคาหะ ก็คือความเพียร. อวิกเขปะ ก็คือความมีใจแน่วแน่. ต่อจากธรรมหมวดสองทั้ง ๖ คู่เหล่านี้ คือ สติและสัมปชัญญะ ๑ ปฏิสังขานพละและภาวนาพละ ๑ สติพละและสมาธิพละ ๑ สมถะและวิปัสสนา ๑ สมถนิมิตและปัคคาหนิมิต ๑ ปัคคาหะและอวิกเขปะ ๑.
               พระเถระได้กล่าวธรรมทั้งโลกิยะและโลกุตระระคนกัน คือศีลสัมปทาและทิฐิสัมปทาอย่างละคู่.
               คำว่า สีลวิปตฺติ หมายถึงความไม่สำรวมอันเป็นตัวการทำศีลให้พินาศ ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น ศีลวิบัติคืออะไร? คือ ความล่วงละเมิดทางกาย ฯลฯ ความเป็นผู้ทุศีลทุกอย่าง ชื่อว่าศีลวิบัติ.๑๗-
               คำว่า ทิฏฺฐิวิปตฺติ หมายถึงมิจฉาทิฐิอันเป็นตัวการทำสัมมาทิฐิให้พินาศ ที่มาแล้วอย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น ทิฐิวิบัติคืออะไร? คือ ความเห็นที่ว่าให้ทานไม่มีผล บูชาไม่มีผล.๑๗-
____________________________
๑๗- อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๗๐

               คำว่า สีลสมฺปทา ความว่า โสรัจจะนั่นเองที่กล่าวไว้ข้างต้น อย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น ศีลสัมปทาคืออะไร? คือ ความไม่ล่วงละเมิดทางกาย๑๘- ดังนี้ เรียกชื่อว่าศีลสัมปทา เพราะยังศีลให้ถึงพร้อมบริบูรณ์. แต่คำที่กล่าวในที่นี้ว่า ศีลสังวรทั้งหมด ชื่อว่าศีลสัมปทา. นี้กล่าวไว้เพื่อจะรวมเอาความไม่ล่วงละเมิดทางใจเข้ามาด้วยให้ครบถ้วน.
               คำว่า ทิฏฺฐิสมฺปทา หมายถึง ญาณอันเป็นเครื่องทำทิฐิให้บริบูรณ์ ที่มาแล้วอย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น ทิฐิสัมปทาคืออะไร? คือความรู้ ความเข้าใจเช่นนี้ว่า ให้ทานมีผล บูชามีผล ฯลฯ ท่านผู้รู้ทั้งหลายทำความข้อนี้ให้แจ้งแล้ว จึงประกาศไว้.๑๘-
____________________________
๑๘- อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๗๑

               คำว่า สีลวิสุทฺธิ คือ ศีลอันสามารถจะให้ถึงความหมดจดได้.
               ส่วนในพระอภิธรรม ท่านแจกแจงศีลวิสุทธิไว้อย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น ศีลวิสุทธิคืออะไร? คือ ความไม่ล่วงละเมิดทางกาย ความไม่ล่วงละเมิดทางวาจา ความไม่ล่วงละเมิดทางกายและทางวาจา นี้เรียกว่า ศีลวิสุทธิ.
               คำว่า ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ คือ ทัสสนะอันสามารถจะให้ถึงความหมดจดได้. ในพระอภิธรรม ท่านกล่าวถึงทิฐิวิสุทธิไว้อย่างนี้ว่า
               บรรดาธรรมเหล่านั้น ทิฐิวิสุทธิคืออะไร?
               คือ กัมมัสสกตญาณ สัจจานุโลมิกญาณ มัคคสมังคีญาณ ผลสมังคีญาณ.
               และในบรรดาญาณเหล่านี้ ความรู้อย่างนี้ว่า ทุจริต ๓ อย่างทั้งที่ตนเองทำ ทั้งที่ผู้อื่นทำ ไม่ชื่อว่าเป็นกรรมของตน เพราะหักรานประโยชน์. สุจริต ๓ อย่างชื่อว่าเป็นกรรมของตน เพราะให้เกิดประโยชน์ ดังนี้ ชื่อว่ากัมมัสสกตญาณ.
               ผู้ที่ตั้งอยู่ในญาณแล้วขวนขวาย (ทำ) กรรมอันเป็นไปในวัฏฏะเป็นอันมาก และบรรลุพระอรหัตโดยสะดวกดายมีจำนวนเหลือที่จะนับ. ส่วนวิปัสสนาญาณ ท่านเรียกว่า สัจจานุโลมิกญาณ เพราะอนุโลมวจีสัจจะ ฯลฯ และไม่สวนทางกับปรมัตถสัจจะ.
               ในคำว่า ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ โข ปน ยถา ทิฏฺฐิสฺส จ ปธานํ (ความหมดจดแห่งทิฐิ และความเพียรของผู้มีทิฐิ) นี้ ญาณทัสสนะ ท่านเรียกว่า ทิฐิวิสุทฺธิ.
               คำว่า ยถา ทิฏฺฐิสฺส จ ปธานํ หมายถึง ความเพียรที่ประกอบไปด้วยญาณทัสสนะนั้น.
               อีกนัยหนึ่ง บทแรก หมายถึง จตุมรรคญาณ, บทหลัง หมายถึง ความเพียรที่ประกอบด้วยจตุมรรคญาณนั้น.
               ส่วนในพระอภิธรรม ท่านแจกแจงธรรมหมวดสองคู่นี้ไว้อย่างนี้ว่า
               คำว่า ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ โข ปน ได้แก่ ความรู้ ความเข้าใจ ฯลฯ ความไม่หลง ความสอดส่องธรรม สัมมาทิฐิ.
               คำว่า ยถา ทิฏฺฐสฺส จ ปธานํ ได้แก่ ความริเริ่มความเพียรทางใจ ฯลฯ สัมมาวายามะ.๑๙-
               ในคำว่า สํเวโค จ สํเวชนีเยสุ ฐาเนสุ นี้ ที่ชื่อว่าสังเวคะ ได้แก่ ญาณทัสสนะโดยการเห็นความเกิดเป็นต้นโดยเป็นภัย อย่างนี้ว่า ชาติภัย (ความเกิดเป็นภัย) ชราภัย (ความแก่เป็นภัย) พยาธิภัย (ความเจ็บเป็นภัย) มรณภัย (ความตายเป็นภัย).๒๐-
               คำว่า สํเวชนียํ ฐานํ หมายถึง ชาติ ชรา พยาธิ และมรณะ. ทั้ง ๔ ประการเหล่านี้ ท่านเรียกว่า ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความสลดใจ เพราะเป็นเหตุให้เกิดความสังเวชอย่างนี้ว่า เกิดเป็นทุกข์ แก่เป็นทุกข์ เจ็บเป็นทุกข์ ตายเป็นทุกข์.
               คำว่า สํวิคฺคสฺส จ โยนิโสปธานํ คือ ความเพียรโดยแยบคายของท่านผู้ที่เกิดความสังเวชอย่างนี้. คำนี้เป็นชื่อของความเพียรที่มาแล้วอย่างนี้ว่า ภิกษุในพระศาสนานี้ ย่อมยังฉันทะให้เกิดขึ้น เพื่อความไม่เกิดขึ้นแห่งบาปอกุศลธรรม ที่ยังไม่เกิดขึ้น.
____________________________
๑๙- อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๗๓   ๒๐- อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๗๔

               คำว่า อสนฺตุฏฺฐิตา จ กุสเลสุ ธมฺเมสุ๒๑- ได้แก่ ความปรารถนาที่จะให้ยิ่งๆ ขึ้นไปของท่านผู้ยังไม่พอใจด้วยการอบรมกุศลธรรม.
               ที่จริง บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยอสันตุฏฐิตานั้น บำเพ็ญศีลแล้วย่อมยังฌานให้เกิดขึ้น, ได้ฌานแล้ว ย่อมเริ่มวิปัสสนา, เริ่มวิปัสสนาแล้ว ยังไม่บรรลุพระอรหัต ย่อมไม่ย่อหย่อนเสียในระหว่าง.
               คำว่า อปฺปฏิวานิตา จ ปธานสฺมึ หมายความว่า อาการที่ยังไม่บรรลุพระอรหัตแล้ว ไม่ท้อถอยในความเพียรที่ริเริ่มขึ้น ด้วยอำนาจชาคริยานุโยคที่ทำวันคืนหนึ่งให้เป็น ๖ ส่วน ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่าการทำโดยตั้งใจ การทำติดต่อกัน การทำไม่หยุด การประพฤติไม่ย่อหย่อน ไม่ทอดทิ้งความพอใจ การไม่ทอดธุระ การเสพคุ้น การทำให้มีขึ้น การทำให้มาก ในการเจริญกุศลธรรมทั้งหลาย.๒๑-
____________________________
๒๑- อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๗๕

               คำว่า วิชฺชา ได้แก่ วิชชา ๓. คำว่า วิมุตฺติ ได้แก่ วิมุตติ ๒ คือ อธิมุตติแห่งจิตและนิพพาน. และในที่นี้ สมาบัติ ๘ ชื่อว่าอธิมุตติ เพราะพ้นแล้วเป็นอันดีจากกิเลสทั้งหลายมีนิวรณ์เป็นต้น. นิพพาน พึงทราบว่า ชื่อว่าวิมุตติ เพราะพ้นแล้วจากสังขตธรรมทั้งปวง.
               คำว่า ขเย ญาณํ ได้แก่ ญาณในอริยมรรค อันทำให้กิเลสสิ้นไป. คำว่า อนุปฺปาเท ญาณํ ได้แก่ ญาณในอริยผล อันเป็นผลที่ยังไม่เกิดโดยปฏิสนธิ
               หรือที่เกิดขึ้นในที่สุดแห่งความไม่เกิดขึ้นแห่งกิเลสที่มรรคนั้นๆ ฆ่าได้แล้ว. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า คำว่า ขเย ญาณํ คือ ญาณของผู้พรั่งพร้อมด้วยมรรค.๒๒- คำว่า อนุปฺปาเท ญาณํ คือ ญาณของผู้พรั่งพร้อมด้วยผล.๒๒-
____________________________
๒๒- อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๗๗

               คำว่า อิเม โข อาวุโส เป็นต้น พึงประกอบความตามนัยที่กล่าวแล้วในหมวดหนึ่งนั่นแล. พระเถระแสดงสามัคคีรสด้วยอำนาจธรรมหมวดสอง รวม ๓๕ คู่ ด้วยประการดังนี้แล.
               จบธรรมหมวด ๒               

.. อรรถกถา ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค สังคีติสูตร
อ่านอรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘]
อ่านอรรถกถา 11 / 1อ่านอรรถกถา 11 / 207อรรถกถา เล่มที่ 11 ข้อ 221อ่านอรรถกถา 11 / 364อ่านอรรถกถา 11 / 364
อ่านเนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=11&A=4501&Z=7015
อ่านอรรถกถาภาษาบาลีอักษรไทย
http://84000.org/tipitaka/atthapali/read_th.php?B=6&A=4096
The Pali Atthakatha in Roman
http://84000.org/tipitaka/atthapali/read_rm.php?B=6&A=4096
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๖  กรกฎาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :