ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ สีหนาทวรรค
จูฬทุกขักขันธสูตร ว่าด้วยกองทุกข์

               อรรถกถาจุลลทุกขักขันธสูตร               
               จุลลทุกขักขันธสูตร มีคำเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้สดับดังนี้ :-
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สกฺเกสุ ได้แก่ ในชนบทมีชื่ออย่างนั้น. ก็ชนบทนั้นถึงอันนับว่า สักยา เพราะเป็นสถานที่อยู่ของราชกุมารชาวสักยะทั้งหลาย. ก็ความอุบัติแห่งสักยะทั้งหลาย มาแล้วในอัมพัฏฐสูตรเทียว.
               บทว่า กปิลวตฺถุสฺมึ คือ ในนครที่มีชื่ออย่างนั้น.
               จริงอยู่ นครนั้นเรียกว่า กบิลพัสดุ์ เพราะเป็นนครที่สร้างขึ้นในสถานเป็นที่อยู่ของฤาษีชื่อว่า กปิล. ทำนครนั้นเป็นที่โคจรคาม.
               บทว่า นิโคฺรธาราเม ความว่า เจ้าศากยะพระนามว่านิโครธ ครั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาสู่กรุงกบิลพัสดุ์ ในกาลแห่งญาติสมาคม พระองค์ทรงให้สร้างวัดในสวนของพระองค์ มอบถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ นิโครธารามนั้น.
               บทว่า มหานาโม ได้แก่ พระเจ้าพี่ของพระอนุรุทธเถระ ทรงเป็นโอรสของพระเจ้าอาของพระผู้มีพระภาคเจ้า. เจ้าทั้ง ๕ พระองค์นี้ คือ พระเจ้าสุทโธทนะ พระเจ้าสุกโกทนะ พระเจ้าสักโกนะ พระเจ้าโธโตทนะ พระเจ้าอมิโตทนะ ทรงเป็นพระเจ้าพี่พระเจ้าน้อง พระเทวีพระนามว่าอมิตาทรงเป็นพระภคินีของพระเจ้าเหล่านั้น พระติสสเถระเป็นบุตรของพระนางอมิตานั้น พระตถาคตและพระนันทเถระเป็นพระโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ พระเจ้ามหานามะและพระอนุรุทธเถระเป็นพระโอรสของพระเจ้าสุกโกทนะ พระอานันทเถระเป็นพระโอรสของพระเจ้าอมิโตทนะ พระอานนทเถระนั้นเป็นพระกนิษฐ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระเจ้ามหานามะทรงแก่กว่า เป็นสกทาคามีอริยสาวก.
               บทว่า ทีฆรตฺตํ ความว่า ทรงแสดงว่า ข้าพระองค์รู้จำเดิมแต่ข้าพระองค์บรรลุสกทาคามิผลตลอดกาลนาน.
               บทว่า โลภธมฺมา ได้แก่ ธรรมกล่าวคือโลภะ ทรงกล่าวหมายถึงโลภะเท่านั้นมีประการต่างๆ.
               ในสองบทแม้นอกนี้ ก็มีนัยเช่นเดียวกัน.
               บทว่า ปริยาทาย ติฏฺฐนฺติ ความว่า ยังครอบงำอยู่.
               ก็ธรรมดา ปริยาทาน (การครอบงำ) นี้มาแล้วในการถือในบทนี้ว่า (พระอัครมเหสีทรง) ถือกำลังช้าง กำลังม้า กำลังรถ กำลังพลรบทั้งหมดนั้นที่มีชีวิตนั้นเทียว.
               มาในความทิ้งในบทนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนิจจสัญญาเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมทิ้งกามราคะทั้งปวง ดังนี้.
               ท่านประสงค์อรรถว่า ทิ้ง ในบทแม้นี้.
               ด้วยเหตุนั้น จึงกล่าวว่า บทว่า ปริยาทิยิตฺวา ได้แก่ ทิ้งแล้ว.
               บทว่า เยน เม เอกทา โลภธมฺมาปิ ความว่า ทรงทูลถามว่า แม้โลภธรรมทั้งหลายยังครอบงำจิตของข้าพระองค์ไว้ได้ในบางเวลา เพราะเหตุใด.
               ได้ยินว่า พระราชานี้ทรงมีความสำคัญว่า โลภะโทสะและโมหะ ได้ละหมดไม่มีเหลือด้วยสกทาคามิมรรค. พระราชานี้ทรงรู้ว่า สิ่งที่ยังละไม่ได้ของเรามีอยู่ ทรงถือเอาสิ่งที่ยังละไม่ได้ เป็นผู้มีความสำคัญว่า สิ่งที่ละได้แล้วย่อมเป็นไปภายหลัง ดังนี้.
               พระอริยสาวกเกิดความสงสัยอย่างนี้หรือ. เออ ความสงสัยย่อมเกิดขึ้น.
               เพราะเหตุไร. เพราะความเป็นผู้ไม่ฉลาดในบัญญัติ.
               จริงอยู่ แม้อริยสาวกผู้ไม่ฉลาดในบัญญัตินี้ว่า กิเลสนี้ถูกฆ่าด้วยมรรคโน้น ย่อมมีความสงสัยอย่างนี้.
               อริยสาวกนั้นไม่มีการพิจารณาหรือ.
               มี แต่การพิจารณานั้นย่อมไม่บริบูรณ์แก่อริยสาวกทั้งปวง.
               ด้วยว่า บางคนพิจารณาเฉพาะกิเลสที่ละได้แล้วเท่านั้น บางคนพิจารณากิเลสที่ไม่ละเอียดเท่านั้น บางคนพิจารณาเฉพาะมรรค บางคนพิจารณาเฉพาะผล บางคนพิจารณาเฉพาะนิพพาน.
               ก็ในการพิจารณา ๕ ประการนี้ การพิจารณาหนึ่งประการหรือสองประการ ไม่ควรเพื่อจะได้ก็หามิได้ ด้วยประการฉะนี้ อริยสาวกผู้ใดมีการพิจารณาไม่บริบูรณ์ อริยสาวกนั้นย่อมมีความสงสัยอย่างนี้ เพราะความเป็นผู้ไม่ฉลาดในกิเลสบัญญัติ อันพึงฆ่าด้วยมรรค.
               บทว่า โส เอวํ โข เต ความว่า ทรงแสดงว่า โลภะโทสะและโมหะนั้นเอง ยังละไม่ได้ในสันดานของท่าน แต่ท่านเป็นผู้มีความสำคัญว่าละได้แล้ว.
               บทว่า โส จ หิ เต ความว่า ธรรมคือโลภะโทสะและโมหะของท่านนั้น.
               บทว่า กาเม ได้แก่ กาม ๒ อย่าง.
               บทว่า น ปริภุญฺเชยฺยาสิ คือ ทรงแสดงว่า ท่านก็พึงบวชดุจพวกเรา.
               บทว่า อปฺปสฺสาทา ได้แก่ มีสุขนิดหน่อย.
               บทว่า พหุทุกฺขา ได้แก่ ทุกข์อันเป็นไปในปัจจุบัน และในสัมปรายภพนั้นเทียว เป็นอันมากในที่นี้.
               บทว่า พหูปายาสา ได้แก่ กิเลสคืออุปายาส อันเป็นไปในปัจจุบันและสัมปรายภพนั้นเทียว เป็นของมากในที่นี้.
               บทว่า อาทีนโว คือ อุปัททวะอันเป็นไปในปัจจุบันและสัมปรายภพ.
               บทว่า เอตฺถ ภิยฺโย ความว่า ในกามเหล่านั้นมีโทษมากอย่างนี้เทียว แต่ให้ความยินดีน้อย คือนิดหน่อย ดุจเมล็ดผักกาด อาศัยภูเขาหิมพานต์ให้ผลน้อยฉะนั้น.
               บทว่า อิติ เจปิ มหานาม ความว่า ดูก่อนมหานาม แม้ถ้าอริยสาวกอย่างนี้.
               บทว่า ยถาภูตํ ได้แก่ ทรงแสดงว่า เล็งเห็นด้วยดีด้วยปัญญาโดยชอบตามเป็นจริง คือโดยนัย โดยการณ์.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺญาย ได้แก่ ด้วยวิปัสสนาปัญญา. อธิบายว่า ด้วยญาณคือมรรค ๒ อย่างในขั้นต่ำ.
               บทว่า โสว คือ อริยสาวกผู้เห็นโทษของกามด้วยมรรค ๒ อย่างนั้นเทียว.
               ทรงแสดงญาณ ๒ อย่างที่มีปีติ ด้วยบทนี้ว่า ปีติสุขํ.
               ปีติสุขนฺติ อิมินา สปฺปีติกานิ เทฺว ฌานานิ ทสฺเสติ ฯ
               บทว่า อญฺญํ วา ตโต สนฺตตรํ ได้แก่ ฌาน ๒ อย่างและมรรค ๒ อย่างชั้นสูงอื่นที่สงบกว่าฌาน ๒ อย่างนั้น.
               บทว่า เนว ตาว อนาวฏฺฏี กาเมสุ โหติ ความว่า อริยสาวกแม้แทงตลอดมรรคทั้งสองดำรงอยู่นั้น ยังเป็นผู้ไม่เวียนมาในกามทั้งหลายไม่ได้ก่อน โดยแท้แล เพราะความที่ยังไม่บรรลุฌาน หรือมรรคชั้นสูง ย่อมไม่เป็นอาโภค (ความผูกใจ) แก่ผู้ไม่เวียนมา ก็หามิได้ แต่จะมีอาโภคแก่ผู้เวียนมาเท่านั้น เพราะเหตุไร เพราะไม่มีวิกขัมภนปหานด้วยฌานสี่ ไม่มีสมุจเฉทปหานด้วยมรรค ๒.
               บทว่า มยฺหํปิ โข ความว่า ไม่ใช่ท่านอย่างเดียวเท่านั้น โดยแท้แม้เรา.
               บทว่า ปุพฺเพว สมฺโพธา ได้แก่ ก่อนตรัสรู้ด้วยมรรคทีเดียว. ท่านประสงค์เอาโอโรธนาฎกาปชหนปัญญา (ปัญญาในการเสียสละนางสนมและนางฟ้อน) ในบทนี้ว่า ปญฺญาย สุทิฏฺฐํ อโหสิ ดังนี้.
               บทว่า ปีติสุขํ นาชฺฌคมึ ได้แก่ เราไม่ได้ฌาน ๒ อย่างที่มีปีติ. ท่านประสงค์เอาฌานชั้นสูง ๒ อย่าง และมรรค ๔ ในบทนี้ว่า อญฺญํ วา ตโต สนฺตตรํ ดังนี้.
               บทว่า ปจฺจญฺญาสึ ได้แก่ ปฏิญญาณแล้ว.
               เพราะเหตุไร จึงทรงปรารภว่า ดูก่อนมหานาม ในสมัยหนึ่ง เรา ดังนี้.
               เพราะมีอนุสนธิเป็นแผนกดังนี้.
               ทรงแสดงความยินดีบ้าง อาทีนพบ้างแห่งกามทั้งหลายในเบื้องต่ำ ไม่ได้ตรัสถึงความสลัดออก ทรงปรารภเทศนานี้เพื่อทรงแสดงถึงความสลัดออกนั้น เพราะการประกอบตนให้พัวพันกับสุขในกามเป็นที่สุดอันหนึ่ง การประกอบตนให้ลำบากเป็นที่สุดอันหนึ่ง ศาสนาของเราพ้นจากที่สุดเหล่านี้ เพราะฉะนั้น จึงทรงปรารภเทศนานี้ แม้เพื่อทรงแสดงศาสนาทั้งสิ้น ด้วยหัวข้อแห่งผลสมาบัติชั้นสูง.
               บทว่า คิชฺฌกูเฏ ปพฺพเต ความว่า ภูเขานั้นมียอดคล้ายอีแร้ง เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า คิชฌกูฏ หรืออีแร้งทั้งหลายอาศัยอยู่ในยอดทั้งหลายของภูเขานั้นบ้าง เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า คิชฌกูฏ.
               บทว่า อิสิคิลิปสฺเส ได้แก่ ข้างภูเขาอิสิคิลิ.
               บทว่า กาฬสิลายํ ได้แก่ หลังหินมีสีดำ.
               บทว่า อุพฺภฏฐกา โหนฺติ ความว่า เป็นผู้ถือการยืนเป็นวัตร ไม่นั่ง.
               บทว่า โอปกฺกมิกา ความว่า อันเกิดแต่ความพยายามของตน มีการยืนเป็นวัตรเป็นต้น.
               บทว่า นิคนฺโถ อาวุโส ความว่า เมื่อไม่อาจเพื่อจะกล่าวเหตุอื่น จึงโยนให้กับนิครนถ์.
               บทว่า สพฺพญฺญู สพฺพทสฺสาวี ความว่า นิครนถ์ทั้งหลายแสดงว่า ศาสดาของพวกเรานั้นรู้ทุกอย่าง เห็นทุกอย่างที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน.
               บทว่า อปริเสสํ ญาณทสฺสนํ ปฏิชานาติ ความว่า ศาสดาของพวกเรานั้นย่อมรู้ชัดญาณทัสสนะ กล่าวคือหมดทุกส่วน เพราะรู้ธรรมหมดทุกส่วน และเมื่อยืนยันก็ยืนยันอย่างนี้ว่า เมื่อเราเดินไปก็ดี ยืนก็ดี ฯลฯ ญาณทัสสนะปรากฏอยู่ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สตตํ ได้แก่ เนืองนิตย์.
               บทว่า สมิตํ เป็นไวพจน์ของบทนั้นเทียว.
               คำนี้ว่า ดูก่อนนิครนถ์ผู้มีอายุ พวกท่านทราบละหรือว่า ทุกข์เท่านี้เราสลัดได้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ธรรมดาบุรุษย่อมรู้กิจที่ทำกู้หนี้ ๒๐ กหาปณะชำระแล้ว ๑๐ กหาปณะก็รู้ว่า เราชำระแล้ว ๑๐ กหาปณะ ยังคงเป็นหนี้ ๑๐ กหาปณะ ครั้นชำระกหาปณะแม้เหล่านั้นหมดแล้ว ย่อมรู้กิจทั้งปวงว่าหนี้ทั้งหมดเราชำระแล้ว. เกี่ยวส่วนที่สามแห่งนา ก็รู้ว่าส่วนหนึ่งเกี่ยวแล้ว ยังเหลือสองส่วน ครั้นเกี่ยวส่วนหนึ่งอีก ก็รู้ว่าส่วนหนึ่งยังเหลือ ครั้นส่วนแม้นั้นเกี่ยวแล้ว ก็รู้ว่า กิจทุกอย่างเสร็จแล้ว ย่อมรู้กิจที่ทำแล้วและยังไม่ได้ทำในกิจทั้งปวงอย่างนี้ แม้พวกท่านก็พึงรู้อย่างนั้น.
               ด้วยคำนี้ว่า การละอกุศลธรรมทั้งหลาย ตรัสถามว่า ชื่อว่านิครนถ์ผู้ละอกุศล เจริญกุศล ถึงความเป็นผู้บริสุทธิ์แล้ว มีอยู่ในศาสนาของพวกท่านหรือ.
               บทว่า เอวํ สนฺเต ความว่า ครั้นความที่พวกท่านรู้อย่างนี้ มีอยู่.
               บทว่า ลุทฺทา ได้แก่ มีมรรยาทเลวทราม.
               บทว่า โลหิตปาณิโน ได้แก่ ผู้พรากสัตว์จากชีวิต ชื่อว่ามีมือเปื้อนด้วยเลือด.
               ก็ธรรมดามือของผู้ฆ่าสัตว์แม้ใด ย่อมเปื้อนด้วยเลือด ผู้แม้นั้นเรียกว่า มีมือเปื้อนเลือดเหมือนกัน.
               บทว่า กุรูรกมฺมนฺตา ได้แก่ ทารุณกรรม คือกระทำความผิดในมารดาบิดา และสมณพราหมณ์ผู้มีธรรมเป็นต้น หรือกรรมอันหยาบช้ามีพรานเนื้อเป็นต้น.
               นิครนถ์ทั้งหลายสำคัญว่า สมณโคดมนี้ให้โทษในวาทะของพวกเรา แม้พวกเราจะยกโทษแก่สมณโคดมนั้น จึงปรารภคำนี้ว่า ดูก่อนท่านพระโคดมผู้มีอายุ ดังนี้.
               บทนั้นมีเนื้อความว่า ดูกรท่านพระโคดมผู้มีอายุ พระองค์ทรงจีวรอันประณีต เสวยข้าวสาลี เนื้อและน้ำ ประทับอยู่ในพระคันธกุฏีมีสีดังเทพวิมาน ประสบความสุขได้ด้วยความสุขฉันใด บุคคลไม่พึงประสบความสุขด้วยความสุขฉันนั้น.
               อนึ่ง พวกข้าพเจ้าเสวยความทุกข์นานับประการด้วยความเพียรทั้งหลาย มีความเพียรในการนั่งกระโหย่งเป็นต้นฉันใด บุคคลพึงประสบความสุขได้ด้วยความทุกข์ฉันนั้น ดังนี้.
               บทว่า สุเขน จ อาวุโส นี้ กล่าวแล้วเพื่อแสดงว่า ถ้าบุคคลพึงประสบความสุขได้ด้วยความสุขไซร้ พระราชาก็พึงประสบดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มาคโธ ได้แก่ ทรงมีอิสระแห่งแคว้นมคธ.
               บทว่า เสนิโย คือ พระนามของพระเจ้าแผ่นดินมคธนั้น.
               บทว่า พิมฺพิ ได้แก่ พระนามของอัตตภาพ.
               พระองค์เป็นสาระแห่งแคว้นมคธนั้น ทรงน่าดู เป็นที่น่าเลื่อมใส จึงขนานพระนามว่าพิมพิสาร เพราะความสำเร็จในอัตตภาพ. พวกนิครนถ์นั้นหมายถึงการเสวยสมบัติพร้อมกับนางฟ้อนรำทั้งหลาย ซึ่งมีวัยทั้ง ๓ ในปราสาททั้ง ๓ ของพระราชา จึงกล่าวคำนี้ว่า ทรงอยู่เป็นสุขดีกว่า ดังนี้.
               บทว่า อทฺธา ได้แก่ โดยส่วนเดียว.
               บทว่า สหสา อปฺปฏิสงฺขา ได้แก่ ทรงแสดงว่า พวกนิครนถ์หุนหันไม่ทันพิจารณา จึงพูดวาจาอย่างนั้น เหมือนคนกำหนัดแล้วพูดด้วยอำนาจราคะ คนโกรธแล้วพูดด้วยอำนาจโทสะ คนหลงแล้วพูดด้วยอำนาจโมหะฉะนั้น.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปฏิปุจฺฉิสฺสามิ ความว่า เราจักถามในอรรถะนั้น.
               บทว่า ยถา โว ขเมยฺย ความว่า พวกท่านพึงชอบใจฉันใด.
               บทว่า ปโหติ ได้แก่ ย่อมอาจ.
               บทว่า อนิญฺชมาโน ได้แก่ ไม่หวั่นไหว.
               บทว่า เอกนฺตสุขปฏิสํเวที ได้แก่ เสวยความสุขชั่วนิรันดร์.
               พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงความสุขในผลสมาบัติของพระองค์ จึงตรัสคำนี้ว่า ดูก่อนนิครนถ์ผู้มีอายุ เราแหละสามารถ ฯลฯ เสวยความสุขส่วนเดียว ดังนี้. ก็ทรงกระทำวาระแห่งพระราชาให้เป็นต้นถึงเจ็ดวาระแล้วทรงกระทำคำถามเพื่อให้จบถ้อยคำในที่นี้.
               ก็ครั้นกล่าวว่า ไม่สามารถถึงเจ็ดคืนเจ็ดวันได้ จึงมีคำถามความสุขหกคืนหกวัน ห้าคืนห้าวัน สี่คืนสี่วัน ดังนี้. แต่ในพุทธวาระ ครั้นตรัสถึงเจ็ดคืน เจ็ดวัน จะตรัสอีกว่า หกคืนหกวัน ห้าคืนห้าวัน สี่คืนสี่วัน ก็จะไม่เป็นที่อัศจรรย์ เพราะฉะนั้น จึงตรัสรวมเป็นอันเดียวกันแล้ว ทรงกระทำเทศนา.
               บทที่เหลือในบททั้งหมดมีความง่ายทั้งนั้นแล.

               จบอรรถกถาจุลลทุกขักขันธสูตรที่ ๔               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ สีหนาทวรรค จูฬทุกขักขันธสูตร ว่าด้วยกองทุกข์ จบ.
อ่านอรรถกถา 12 / 1อ่านอรรถกถา 12 / 194อรรถกถา เล่มที่ 12 ข้อ 209อ่านอรรถกถา 12 / 221อ่านอรรถกถา 12 / 557
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=12&A=3014&Z=3184
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๒  สิงหาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :