ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ โอปัมมวรรค
กกจูปมสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยเลื่อย

               โอปัมมวรรค               
               อรรถกถากกจูปมสูตร               
               กกจูปมสูตร มีคำเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้ฟังมาอย่างนี้.
               พึงทราบวินิจฉัยในกกจูปมสูตรนั้น ดังต่อไปนี้.
               คำว่า โมลิยผัคคุนะ นี้ มวยผม ท่านเรียกว่า โมลี.
               เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า
                                   เฉตฺวาน โมลี วรคนฺธวาสิตํ
                                   เวหาสยํ อุกฺขิปิ สากฺยปุงฺคโว
                                   รตนจงฺโกฏวเรน วาสโว
                                   สหสฺสเนตฺโต สิรสา ปฏิคฺคหิ.

                         จอมศากยะผู้ประเสริฐสุด ทรงตัดพระเมาลี (คือมวยผม)
                         อันอบด้วยของหอมอย่างดีแล้ว โยนขึ้นไปในอากาศ
                         ท้าววาสวะสหัสสเนตรทรงเอาผอบแก้วอันประเสริฐ
                         ทูนพระเศียร รับไว้
ดังนี้.

               ในเวลาที่ท่านเป็นคฤหัสถ์มีมวยผมใหญ่ เพราะเหตุนั้น เขาจึงเรียกท่านว่า โมลิยผัคคุนะ. แม้บวชแล้วชนทั้งหลายก็ยังจำชื่อนั้นได้.
               บทว่า อติเวลํ แปลว่า เกินขอบเขต.
               ในบทว่า อติเวลํ นั้นเวลามี ๓ คือ
                         ๑. กาลเวลา ขอบเขตคือเวลา
                         ๒. สีมเวลา ขอบเขตคือเขตแดน
                         ๓. สีลเวลา ขอบเขตคือศีล
               จริงอยู่ ในคำว่า ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้น ดังนี้ เวลานี้ชื่อว่ากาลเวลา.
               ในคำว่า ภิกษุผู้มีธรรมอันตั้งอยู่แล้วจะไม่ก้าวล่วงแดน ดังนี้ เวลานี้ชื่อว่าสีมเวลา.
               ในคำว่า การไม่ล่วงละเมิดเวลา คือที่ชื่อเสตุฆาตวิรัติ อริยมรรคผู้ฆ่าซึ่งบาปธรรมอันนับเนื่องแล้วในพระอริยมรรค ชื่อว่าเสตุ และในคำว่า ชื่อว่าเวลา เพราะอรรถว่าการไม่ล่วงละเมิดนี้ ดังนี้ เวลานี้ชื่อว่าสีลเวลา.
               พระโมลิยผัคคุนะนั้นย่อมก้าวล่วงขอบเขตตามที่กล่าวแล้วนั้นแม้ทั้ง ๓ ทีเดียว.
               จริงอยู่ กาลเวลาสำหรับการให้โอวาทภิกษุณีทั้งหลาย มีอยู่. เมื่อพระอาทิตย์อัศดงคตตกแล้ว พระโมลียผัคคุนะนั้นก็ยังกล่าวสอนอยู่ จึงชื่อว่าเกินกาลเวลาแม้นั้น.
               ชื่อว่า ประมาณ (การกำหนด) ในการกล่าวสอนภิกษุณีทั้งหลาย มีอยู่ ชื่อว่า สีมมริยาทา แปลว่า เขตแดน.
               พระโมลิยผัคคุนะนั้นกล่าวสอนเกินกว่าห้าหกคำขึ้นไป จึงชื่อว่าเกินสีมเวลาแม้นั้น.
               ก็พระโมลิยผัคคุนะเมื่อกล่าวธรรมอยู่ ก็กระทำเป็นเล่น (มีการพูดตลกเป็นต้น) ย่อมกล่าวคำมากเพียงพอที่จะเป็นอาบัติหยาบได้. ด้วยอาการอย่างนี้ ชื่อว่าเกินแม้ซึ่งสีลวลา.
               บทว่า สํสฏฺโฐ คือ เป็นผู้ปะปนกัน ร่วมสุขทุกข์กัน.
               บทว่า สมฺมุขา คือ ข้างหน้า.
               บทว่า อวณฺณํ ภาสติ ความว่า ภิกษุรูปไรๆ เห็นพวกภิกษุณีเหล่านั้นทำกิจมีการตำข้าวเป็นต้น ก็จะกล่าวสิ่งที่ไม่เป็นคุณว่า ภิกษุณีพวกนี้ประพฤติไม่ดี ว่ายาก เป็นผู้คะนอง คงไม่ต้องอาบัติ ดังนี้.
               บทว่า อธิกรณํปิ กโรติ ความว่า พระโมลิยผัคคุนะย่อมชักอธิกรณ์ (เรื่องราว) แก่ภิกษุทั้งหลายเหล่านี้ว่า จำเดิมแต่เห็นภิกษุณีทั้งหลายเหล่านี้แล้วขัดลูกตา การบูชาด้วยดอกไม้ในวิหารนี้ หรือว่าการกระทำต่างๆ มีการชำระล้างอาสนะและการประพรมเป็นต้น ย่อมดำเนินโดยภิกษุณีเหล่านี้ ภิกษุณีเหล่านี้เป็นกุลธิดา เป็นผู้มีความละอาย พวกท่านกล่าวอย่างนี้ๆ แก่ภิกษุณีเหล่านั้น พวกท่านเป็นอาบัติชื่อนี้ พวกท่านจงมาสำนักพระวินัยธร แล้วให้วินิจฉัยแก่เรา.
               บทว่า โมลิยผคฺคุนสฺส อวณฺณํ ภาสติ ความว่า ภิกษุไรๆ ย่อมกล่าวสิ่งอันมิใช่คุณว่า ชื่อว่าอาบัติ ย่อมไม่มีแก่ภิกษุนี้ ที่บริเวณของพระโมลิยผัคคุนะนี้ไม่ว่างภิกษุณีตลอดกาลเป็นนิตย์ดังนี้.
               บทว่า อธิกรณํปิ กโรนฺติ ความว่า ย่อมชักอธิกรณ์แก่ภิกษุทั้งหลายเหล่านี้ว่า จำเดิมแต่เราเห็นพระโมลิยผัคคุนะเถระแล้ว ย่อมขัดลูกตา ใครๆ ไม่อาจแม้แต่จะแลดูที่อยู่ของพวกภิกษุอื่นในวิหารนี้ได้ พวกภิกษุณีที่มาสู่วิหารนี้ ได้อาศัยพระเถระ (พระโมลิยผัคคุนะ) รูปเดียวแท้ๆ จึงได้โอวาทบ้าง การต้อนรับบ้าง บทอุทเทสบ้าง ท่านเป็นบุตรของผู้มีตระกูลมีความละอาย มีความรำคาญ พวกท่านจงกล่าวถ้อยคำอย่างนี้ๆ เห็นปานนี้ พวกท่านจงมาให้พระวินัยธรวินิจฉัยแก่เราดังนี้.
               ข้อว่า โส ภิกฺขุ ภควนฺตํ เอตทโวจ ความว่า ได้กราบทูลเพื่อต้องการจะให้เป็นที่รักก็หาไม่ หรือด้วยประสงค์เพื่อให้เขาแตกกันก็หาไม่ ที่แท้เพื่อมุ่งประโยชน์เท่านั้น.
               ได้ยินว่า ภิกษุนั้นคิดว่า เมื่อภิกษุ (โมลิยผัคคุนะ) นี้คลุกคลีอยู่อย่างนี้ ความเสื่อมยศจักเกิดขึ้น สิ่งที่มิใช่ยศนั้นเป็นโทษแม้แก่พระศาสนา ก็พระโมลิยผัคคุนะนี้ถูกภิกษุอื่นตักเตือนแล้วก็จักไม่ยอมงดเว้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมให้โอวาทแล้วก็จักงดเว้น ดังนี้.
               เพราะภิกษุนั้นเป็นผู้มุ่งประโยชน์ จึงได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า อายสฺมา ภนฺเต เป็นต้น แปลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระโมลิยผัคคุนะคลุกคลีอยู่กับพวกภิกษุณีเกินขอบเขตเป็นต้น.
               บทว่า อามนฺเตหิ คือว่า จงให้ทราบ. บทว่า อามนฺเตติ แปลว่า ตรัสเรียก.
               บทว่า สทฺธา แปลว่า ด้วยศรัทธา.
               บทว่า ตสฺมา ความว่า ก็เพราะเหตุที่เธอเป็นบุตรผู้มีตระกูล เป็นผู้บวชด้วยศรัทธา หรือเหตุที่เธอคลุกคลีอยู่กับภิกษุณีทั้งหลายอย่างนั้น คนพวกใดด่าภิกษุณีหรือประหารภิกษุณี เกิดความโทมนัสขัดใจในคนพวกนั้น เมื่อเธอละความคลุกคลีได้แล้ว ความโทมนัสก็จักไม่เกิด ดังนี้.
               บทว่า ตตฺร คือ ในการติเตียนนั้น. บทว่า เคหสิตา คือ อาศัยเบญจกามคุณ.
               บทว่า ฉนฺทา คือ พอใจด้วยตัณหาบ้าง พอใจด้วยปฏิฆะบ้าง.
               บทว่า วิปริณตํ ความว่า จิตกำหนัดด้วยอำนาจตัณหาก็แปรปรวน ทั้งจิตที่โกรธ ทั้งจิตที่หลง ก็แปรปรวนเป็นอื่น แต่ในที่นี้ จิตที่กำหนดโดยความพอใจด้วยอำนาจตัณหาก็ควร แม้จิตที่โกรธโดยความพอใจ ด้วยอำนาจปฏิฆะก็ควร.
               บทว่า หิตานุกมฺปิ ได้แก่ อนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูล คือแผ่ออกไปด้วยประโยชน์เกื้อกูล. บทว่า น โทสนฺตโร คือ เราจักไม่เป็นผู้มีโทสจิต.
               เพราะเหตุไร ท่านจึงเริ่มคำว่า อถ โข ภควา เป็นต้น.
               ได้ยินว่า แม้ความคิดว่า เราให้โอวาทเพียงนี้แล้ว จักงดเว้นจากการคลุกคลีกับภิกษุณีทั้งหลายดังนี้ ของพระโมลิยผัคคุนะมิได้เกิด. ก็พระโมลิยผัคคุนะนั้นเป็นผู้ขัดแย้งกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ราวกะว่าเป็นลิ่มสลัก ผ้าสะดึง. ในครั้งนั้นเพราะทรงเห็นภิกษุผู้ว่ายากรูปนี้ ภาพเหล่าภิกษุผู้ว่าง่ายครั้งปฐมโพธิกาลก็มาปรากฏแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า เหมือนบุคคลผู้หิวปรารถนาอาหาร ผู้กระหายน้ำปรารถนาน้ำดื่ม ผู้กระทบความหนาวปรารถนาความอุ่น ผู้ประสบทุกข์ปรารถนาสุขฉะนั้น.
               ลำดับนั้น ทรงประสงค์จะสรรเสริญพวกภิกษุผู้ว่าง่ายเหล่านั้น จึงเริ่มเทศนานี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาราธยึสุ แปลว่า ให้ยินดี คือให้ถือเอา.
               บทว่า เอกํ สมยํ แปลว่า สมัยหนึ่ง.
               บทว่า เอกาสนโภชนํ ได้แก่ การฉันอาหารในเวลาปุเรภัตครั้งเดียว.
               จริงอยู่ ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนถึงเวลาเที่ยงวัน แม้ภิกษุจะฉันอาหาร ๑๐ ครั้ง ท่านก็ประสงค์เอาในข้อว่า ฉันอาหารหนเดียวนี้.
               บทว่า อปฺปาพาธตํ คือ ปราศจากอาพาธ. บทว่า อปฺปาตงฺกตํ คือ ปราศจากทุกข์.
               บทว่า ลหุฏฺฐานํ ได้แก่ มีร่างกายคล่องแคล่ว.
               บทว่า พลํ แปลว่า มีกำลังกาย.
               บทว่า ผาสุวิหารํ คือ ร่างกายอยู่เป็นสุข.
               ถามว่า ทำไม พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ด้วยสูตรนี้.
               ตอบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงกาลให้ละการฉันอาหารในเวลาวิกาลในเวลากลางวันในสูตรนี้ แต่ในภัททาลิสูตรตรัสถึงกาลให้ละการฉันอาหารในเวลาวิกาลในเวลากลางคืน.
               พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงให้ภิกษุละการฉันอาหารในเวลาวิกาลทั้งสองนี้พร้อมกัน.
               ถามว่า เพราะเหตุไร.
               ตอบว่า ก็เพราะอาหารในเวลาวิกาลทั้งสองนี้ สัตว์ทั้งหลายประพฤติมาจนชินในวัฏฏะแล้ว กุลบุตรผู้สุขุมาล (ผู้ละเอียดอ่อน) มีอยู่. กุลบุตรเหล่านั้น ถ้าละอาหารในเวลาวิกาลทั้งสองพร้อมกัน ย่อมลำบาก เพราะฉะนั้น จึงไม่ทรงให้ละพร้อมกัน คือให้ละการฉันอาหารนั้นคนละคราว คือให้ละอาหารในเวลาวิกาลในเวลากลางวันคราวหนึ่ง และให้ละอาหารในเวลาวิกาลในเวลากลางคืนคราวหนึ่ง.
               ในสองคราวนั้น ในสูตรนี้ตรัสให้ละการฉันอาหารในเวลาวิกาลในเวลากลางวัน.
               พระพุทธเจ้าทั้งหลายมิใช่ทรงชี้ภัย ให้ละการฉันอาหารในเวลาวิกาลเท่านั้น แต่ทรงแสดงอานิสงส์แล้วจึงให้ละ ด้วยเหตุนั้นแหละ สัตว์ทั้งหลายจึงละได้โดยง่าย เพราะฉะนั้น เมื่อจะแสดงอานิสงส์ จึงตรัสคุณประโยชน์ ๕ เหล่านี้ (คือ มีอาพาธน้อย มีความลำบากน้อยเป็นต้น).
               บทว่า อนุสาสนี กรณียา ความว่า ต้องพร่ำสอนบ่อยๆ ว่า พวกเธอจงทำสิ่งนี้ อย่าทำสิ่งนี้ คือมีแต่กิจทำให้เกิดสติเท่านั้น และตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งปฐมโพธิกาล ด้วยเหตุเพียงเท่านั้น ภิกษุเหล่านั้นได้ทำสิ่งที่ควรทำ ได้ละสิ่งที่ควรละ ภิกษุทั้งหลายเป็นผู้ว่าง่าย เชื่อฟังรับสนองโอวาท.
               บัดนี้ เมื่อจะทรงนำอุปมาอันสอนถึงความที่ภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้ว่าง่าย จึงตรัสคำว่า เสยฺถาปิ เป็นต้น.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุภูมิยํ ได้แก่ พื้นที่ดีเรียบ เหมือนในประโยคที่ว่า บุคคลพึงหว่านพืชในพื้นที่ดี ในนาดีอันปราศจากตอไม้เป็นต้น และคำที่มาในประโยคว่า พื้นที่สะอาดเป็นพื้นที่ดี เป็นต้น.
               บทว่า จตุมหาปเถ ได้แก่ ในที่ทางใหญ่สองสายตัดผ่านกันไป.
               บทว่า อาชญฺญรโถ ได้แก่ รถที่เทียมด้วยม้าที่ฝึกดีแล้ว. บทว่า โอธสฺตปโตโท ความว่า นายสารถีผู้ฉลาดก้าวขึ้นบนรถแล้วสามารถเพื่อจะถือแซ่ที่วางไว้ทางขวางแล้วห้อยลง.
               บทว่า โยคฺคาจริโย ได้แก่ นายสารถี. ผู้ใดย่อมฝึกม้า ผู้นั้นชื่อว่า อสฺสทมฺสารถิ.
               บทว่า เยนิจฺฉกํ คือ ย่อมปรารถนาไปทางใด. บทว่า ยทิจฺฉกํ คือ ย่อมต้องการออกไปที่ใด. บทว่า สาเรยฺย คือ พึงไปทางตรงข้างหน้า. บทว่า ปจฺฉา สาเรยฺย คือ ให้กลับ.
               บทว่า เอวเมว โข ความว่า เหมือนอย่างว่า นายสารถีนั้นย่อมปรารถนาจะไปทางใดๆ ม้าก็จะขึ้นทางนั้นๆ ย่อมปรารถนาโดยคติใดๆ ก็ถือเอาคตินั้นๆ นั่นแหละไป ม้าลากรถไป ก็ไม่ห้ามไม่เฆี่ยน แต่ม้าวางกีบไปในพื้นอันเรียบอย่างดีเท่านั้น.
               คำที่เราพึงกล่าวซ้ำซากในภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นมิได้มีแล้ว ด้วยอาการอย่างนี้ว่าจงทำการนี้ อย่าทำการนี้ มีกิจที่ควรกระทำก็เพียงเตือนสติเท่านั้น ดังนี้ กิจที่ควรทำก็เป็นอันภิกษุแม้เหล่านั้นทำมาก่อนแล้วทั้งนั้น กิจไม่ควรทำเธอก็ละเสียแล้ว.
               บทว่า ตสฺมา ความว่า เหล่าภิกษุผู้ว่าง่าย เปรียบเทียบด้วยยานที่เทียมด้วยม้าอาชาไนย ก็ละอกุศลธรรมได้ด้วยเพียงให้เกิดสติเท่านั้น เพราะฉะนั้น แม้พวกเธอจงละอกุศลธรรมเสีย.
               บทว่า เอลณฺเฑหิ ความว่า ได้ยินว่า ต้นละหุ่งทั้งหลายย่อมประทุษร้ายต้นสาละ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสแล้วอย่างนั้น.
               บทว่า วิโสเธยฺย คือ พึงตัดต้นละหุ่งทั้งหลาย และเถาวัลย์อื่นเสีย แล้วก็ทำความสะอาดโดยนำไปทิ้งภายนอก.
               บทว่า สุชาตา ได้แก่ ตั้งอยู่ด้วยดี.
               บทว่า สมฺมา ปริหเรยฺย คือว่า พึงกั้นเขตทำให้เจริญ เลี้ยงดูให้ถูกต้อง โดยการรดน้ำบ้าง พรวนดินที่ใกล้โคนตามเวลาอันควรบ้าง ตัดเครือเถาวัลย์และกอไม้เป็นต้นบ้าง นำรังมดดำออกไปบ้าง เอาใยแมลงมุมและท่อนไม้แห้งออกไปบ้าง.
               ความเจริญเป็นต้น มีเนื้อความกล่าวไว้แล้วทั้งนั้น.
               บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงโทษแห่งความไม่อดทน จึงตรัสคำว่า ภูตปุพฺพํ เป็นอาทิ.
               บรรดาคำเหล่านั้น บทว่า เวเทหิกา นี้เป็นชื่อกุลธิดา ผู้อาศัยอยู่ในเวเทหรัฐ.
               อีกอย่างหนึ่ง ท่านเรียกปัญญาว่า เวทะ. ผู้ใดย่อมไป ย่อมดำเนินไปด้วยปัญญา เหตุนั้น ผู้นั้นชื่อว่า เวเทหิกา. อธิบายว่า บัณฑิต.
               บทว่า คหปตานี คือ หญิงเจ้าเรือน. บทว่า กิตฺติ สทฺโท คือ เกียรติก้อง. บทว่า โสรตา ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความสงบเสงี่ยม. บทว่า นิวาตา คือ ประพฤติถ่อมตน. บทว่า อุปสนฺตา คือ เป็นผู้เยือกเย็น. บทว่า ทกฺขา ได้แก่ เป็นผู้ฉลาดในการงานทั้งหลายมีการหุงข้าว ปูที่นอนและตามไฟเป็นต้น. บทว่า อนลสา คือ เป็นผู้ลุกขึ้น (ขยัน).
               บทว่า สุสํวิหิตกมฺมนฺตา คือ มีการงานอันจัดไว้แล้วอย่างดี. ท่านแสดงว่า ทาสีคนหนึ่งไม่เกียจคร้าน แต่จับภาชนะใดๆ ก็ทำให้ภาชนะนั้นๆ แตกหรือบิ่น ทาสีผู้นี้ไม่เป็นเช่นนั้น.
               บทว่า ทิวา อุฏฺฐาสิ ความว่า ลุกขึ้นในเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นโด่งแล้ว ไม่กระทำการงานแม้การรีดนมโคเป็นต้นที่ควรกระทำแต่เช้าตรู่.
               บทว่า เห เช กาฬิ ความว่า เฮ้ยอีกาลี เพราะเหตุไร เจ้าจึงลุกขึ้นสาย เจ้าไม่สบายเป็นอะไรหรือ.
               บทว่า โน วต เร กิญฺจิ ความว่า ความไม่ผาสุกอะไรๆ มีการปวดหัวปวดหลังเป็นต้นมิได้มี เมื่อเป็นเช่นนั้น นางนั้นจึงได้กล่าวว่า แน่ะอีชาติชั่ว เพราะเหตุไร เจ้าจึงลุกขึ้นสาย ดังนี้แล้วโกรธ ขัดใจ หน้านิ่วคิ้วขมวด.
               บทว่า ทิวาตรํ อุฏฺฐาสิ คือ ในวันรุ่งขึ้น ก็ลุกขึ้นสายกว่า.
               บทว่า อนตฺตมนํ วาจํ ความว่า แม่บ้านนั้นกล่าวว่า เฮ้ยอีคนชาติชั่ว เจ้าไม่รู้จักประมาณของตนเอง สำคัญว่าหนาวจัดหรือ บัดนี้เมื่อจักให้นางกาลี ทาสีนั้นสำนึกตน จึงเปล่งเสียงถ้อยคำของคนที่โกรธ.
               บทว่า ปฏิวิสฺสกานํ แปลว่า ผู้อยู่บ้านใกล้เคียง.
               บทว่า อุชฺฌาเปสิ คือว่า เที่ยวโพนทะนาให้เขาดูหมิ่น.
               บทว่า จณฺฑี คือ ไม่สงบเสงี่ยม เป็นคนชั่ว. อธิบายว่า คุณทั้งหลายมีเพียงเท่านี้ด้วยอาการอย่างนี้ แต่โทษเกิดขึ้นเป็นทวีคูณ มากกว่าคุณนั้น.
               ธรรมดาว่าคุณทั้งหลายย่อมค่อยๆ มา. แต่โทษนั้นเพียงวันเดียวก็แผ่ขยายไป.
               บทว่า โสรตโสรโต แปลว่า เป็นคนสงบเสงี่ยมอย่างยิ่ง. ถึงกับเขากล่าวว่าเป็นพระโสดาบันหรือหนอ พระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์หรือหนอ.
               บทว่า ผุสนฺติ ได้แก่ แห่งถ้อยคำที่ปรากฏมาถูกกระทบ ทีนั้น จึงรู้ได้ว่าภิกษุนั้นเป็นผู้สงบเสงี่ยม. อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุผู้ตั้งอยู่ในอธิวาสนขันติ พึงทราบว่าเป็นภิกษุผู้สงบเสงี่ยม.
               บทว่า โย จีวร ฯเปฯ ปริกฺขารเหตุ ความว่า ภิกษุรูปใด เมื่อได้ปัจจัยทั้งหลายมีจีวรเป็นต้นที่ประณีตๆ เหล่านี้ ย่อมทำการนวดเท้านวดหลังเป็นต้นโดยพูดคำเดียวเท่านั้น. บทว่า อลภมาโน คือ เมื่อไม่ได้อย่างที่เคยได้มาก่อน.
               บทว่า ธมฺมํเยว สกฺกโรนฺโต คือ เมื่อกระทำสักการะ คือการที่กระทำให้ดีต่อธรรมนั้นนั่นแหละ. บทว่า ครุกโรนฺโต คือ กระทำเคารพ คือให้เป็นภาระ. บทว่า มาเนนฺโต คือ กระทำให้เป็นที่รักด้วยความนอบน้อม. บทว่า ปูเชนฺโต ได้แก่ บูชาด้วยปัจจัย. บทว่า อปจายมาโน ได้แก่ นอบน้อม แสดงความยำเกรง ถ่อมตนต่อธรรมนั่นแล.

               ทางแห่งถ้อยคำ ๕ ประการ               
               พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงโทษแห่งความไม่อดทนอย่างนี้แล้ว
               บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงทางแห่งถ้อยคำ ๕ ประการด้วยพระดำรัสว่า เหล่าชนย่อมอดกลั้นอย่างนี้แล้ว ตรัสคำว่า ปญฺจีเม ภิกฺขเว เป็นต้น
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาเลน แปลว่า โดยถึงกาลเวลาอันสมควร.
               บทว่า ภูเตน แปลว่า ด้วยคำอันเป็นจริง.
               บทว่า สณฺเหน คือ ด้วยถ้อยคำที่สุภาพ.
               บทว่า อตฺถสญฺหิเตน ด้วยถ้อยคำอันอาศัยประโยชน์ อาศัยเหตุการณะ.
               บทว่า อกาเลน เป็นอาทิ แปลว่า โดยกาลอันไม่สมควรเป็นต้น บัณฑิตพึงทราบด้วยสามารถแห่งธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อธรรมเหล่านั้นนั่นแหละ.
               บทว่า เมตฺตจิตฺตา คือ เกิดเมตตาจิต. บทว่า โทสนฺตรา คือ จิตอันโทสะประทุษร้ายแล้ว คือเกิดโทสะขึ้นแล้วในภายใน.
               บทว่า ตตฺราปิ คือ ในทางแห่งถ้อยคำเหล่านั่น. บทว่า ผริตฺวา คือ น้อมไป.
               บทว่า ตทารมฺมณํจ คือ กระทำถ้อยคำให้เป็นอารมณ์ของจิตนั้นไปทั่วโลก ภิกษุกระทำบุคคลผู้ถือเอาทางแห่งถ้อยคำ ๕ มาแล้วให้เป็นอารมณ์ของเมตตาจิต เมื่อกระทำสัตว์ที่เหลือให้เป็นอารมณ์ของเมตตาจิตนั้นนั่นแหละอีก จึงชื่อว่ากระทำให้เป็นอารมณ์ของจิตนั้นไปทั่วโลก.
               ในข้อนั้น พึงทราบความหมายแห่งถ้อยคำดังนี้ บทว่า ตทารมฺมณญฺจ ว่าได้แก่ กระทำให้เป็นอารมณ์แห่งเมตตาจิตนั้นนั่นแหละ.
               บทว่า สพฺพาวนฺตํ ได้แก่ มีสัตว์ทั้งหมด. บทว่า โลกํ ได้แก่ สัตว์โลก.
               บทว่า วิปุเลน ได้แก่ มีสัตว์มิใช่น้อยเป็นอารมณ์.
               บทว่า มหคฺคเตน คือ ประกอบด้วยจิตมหัคคตภูมิ.
               บทว่า อปฺปมาเณน คือ เจริญดีแล้ว.
               บทว่า อเวเรน คือ ไม่มีโทษ.
               บทว่า อพฺยาปชฺเฌน คือ ไม่มีทุกข์.
               บทว่า ผริตฺวา วิหริสฺสาม ความว่า พวกเราน้อมนึกถึงบุคคลนั้นและสัตว์โลกทั้งหมด กระทำให้เป็นอารมณ์ของจิตนั้นด้วยจิตอันสหรคตด้วยเมตตาเห็นปานนี้แล้วอยู่.
               บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงนำอุปมาอันชี้แจงถึงอรรถนั้น จึงตรัสคำว่า เสยฺยยาปิ เป็นอาทิ.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฐวึ ได้แก่ จักกระทำไม่ให้มีแผ่นดิน. อธิบายว่า จักให้ถึงความไม่มีแผ่นดิน. บทว่า ตตฺร ตตฺร แปลว่า ที่นั้นๆ. บทว่า วิกิเรยฺย คือ เอากระเช้ายกดินขึ้นโปรย ดุจพืชทั้งหลาย. บทว่า โอฏฺฐเภยฺย คือ ถ่มน้ำลาย.
               บทว่า อปฐฺวึ กเรยฺย ความว่า ใครถึงแม้จะทำความเพียรด้วยกายและวาจาอยู่อย่างนี้ ก็ไม่อาจกระทำแผ่นดินใหญ่ไม่ให้เป็นแผ่นดินเลย.

               แผ่นดินหนาลึก ๒๔๐,๐๐๐ โยชน์๑-               
____________________________
๑- (แผ่นดินนี้แบ่งเป็น ๒ ชนิด คือ ตอนบนครึ่งหนึ่ง เรียกว่าบังสุปฐวี ตอนล่างครึ่งหนึ่ง เรียกว่าศิลาปฐวี.
     ในอังคุตตนิกาย พระบาลีว่า อยํ โข อนนฺท มหาปถวี อุทเก ปติฏฐิตา อุทกํ วาเต ปติฏฺฐิตํ วาโต อากาสฏฺโฐ โหติ
     แปลว่า ดูก่อนอานนท์ มหาปฐวีนี้แลตั้งอยู่บนน้ำ น้ำตั้งอยู่บนลม ลมตั้งอยู่บนอากาศ.)

               บทว่า คมฺภีรา แปลว่า ลึก คือโดยส่วนที่หนาลึกสองแสนสี่หมื่นโยชน์.
               บทว่า อปฺปเมยฺย แปลว่า หาประมาณมิได้ คือกำหนดไม่ได้ในทางขวาง.
               บทว่า เอวเมว โข นี้เป็นการเทียบเคียงด้วยข้ออุปมาในที่นี้.
               เมตตาจิตพึงเห็นเหมือนแผ่นดิน. บุคคลผู้ถือเอาทางแห่งถ้อยคำ ๕ อย่างมาแล้วเหมือนบุรุษถือเอาจอบและตระกร้ามาแล้ว.
               บุรุษนั้นย่อมไม่อาจเพื่อทำแผ่นดินใหญ่ไม่ให้เป็นแผ่นดินได้ด้วยจอบและตะกร้าฉันใด บุคคลผู้ถือเอาทางแห่งถ้อยคำ ๕ อย่างมาแล้ว ก็จักไม่อาจเพื่อกระทำเมตตาจิตของท่านทั้งหลายให้แปรปรวนได้ฉันนั้น.
               พึงทราบวินิจฉัยในอุปมาที่สองดังต่อไปนี้.
               บทว่า หลิทฺทึ ได้แก่ สีเหลืองอย่างใด อย่างหนึ่ง. บทว่า นีลํ ได้แก่ สีเขียว สำริด หรือสีเขียวใบไม้. บทว่า อรูปี แปลว่า ไม่มีรูป.
               ถามว่า ก็ปริจฉินนากาส๒- ในระหว่างแห่งหมู่ไม้ทั้งสอง หรือต้นไม้หรือที่นอน หรือศิลา ก็ปรากฏว่ารูป มิใช่หรือ เพราะเหตุไร ในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อากาศเป็นของไม่มีรูปร่าง ดังนี้.
____________________________
๒- (อากาศมี ๔ ประเภท คือ
          อัชฏากาส ได้แก่อากาศในท้องฟ้า
          ปริจฉินนากาส ได้แก่อากาศที่กำหนดได้ในระหว่างแห่งวัตถุ
          กสิณุคฆาปฏิกากาส ได้แก่อากาศที่ได้มาเนื่องจากเพิกกสิณ ๙
          ปริจเฉทากาส ได้แก่อากาศที่ขึ้นระหว่างรูปกับรูป.)

               ตอบว่า เพราะปฏิเสธการเห็นรูป. ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ จึงตรัสคำว่า อนิทสฺสโน แปลว่า ชี้ให้เห็นไม่ได้. จริงอยู่ ใครๆ ไม่อาจเขียนรูป แสดงรูปให้ปรากฏในอากาศนั้นได้ ฉะนั้น จึงตรัสว่า อรูปี แปลว่า ไม่มีรูป ดังนี้.
               บทว่า อนิทสฺสโน คือ ไม่ใช่วิถีของจักขุวิญญาณที่ทำหน้าที่เห็น.
               ก็ในการเปรียบเทียบอุปมาในข้อที่สองนี้
               เมตตาจิตเปรียบเหมือนอากาศ. ทางแห่งถ้อยคำ ๕ อย่างเปรียบเหมือนเครื่องเขียนสี ๔ อย่างมีปุยฝ้ายเป็นที่ ๕. บุคคลผู้ถือเอาทางแห่งถ้อยคำ ๕ อย่างมาแล้ว เปรียบเหมือนบุรุษผู้ถือเอาเครื่องเขียนสีทั้งหลายมีปุยฝ้ายเป็นที่ ๕ มาแล้ว.
               บุรุษนั้นย่อมไม่อาจทำรูปภาพให้ปรากฏในอากาศได้ด้วยเครื่องเขียนสีทั้งหลายซึ่งมีปุยฝ้ายเป็นที่ ๕ ฉันใด บุคคลผู้ถือเอาทางแห่งถ้อยคำทั้ง ๕ มาแล้ว ก็จักไม่อาจกระทำเมตตาจิตของท่านทั้งหลายให้แปรปรวน คือให้เป็นโทสะเกิดขึ้นได้ฉันนั้น.
               พึงทราบวินิจฉัยในอุปมาที่สามดังต่อไปนี้.
               บทว่า อาทิตฺตํ คือ ไฟลุกขึ้นโพลงแล้ว.
               บทว่า คมฺภีรา อปฺปเมยฺยา ความว่า ส่วนที่ลึกแห่งแม่น้ำคงคานี้มีคาวุตหนึ่ง (หนึ่งร้อยเส้น) ก็มี กึ่งโยชน์ก็มี หนึ่งโยชน์ก็มี ส่วนกว้างของแม่น้ำคงคานี้ก็อย่างนั้นเหมือนกัน. แต่โดยส่วนยาวประมาณ ๕๐๐ โยชน์.
               ถามว่า ส่วนลึกนั้นประมาณไม่ได้ เพราะเหตุไร.
               ตอบว่า เพราะเปลี่ยนแปลงด้วยความพยายามนั้น ไม่อาจทำแม่น้ำนั้นให้ร้อนได้เหมือนอย่างน้ำเอาตั้งเตาไฟ. ก็น้ำประมาณหนึ่งองคุลีหรือ ๘ องคุลี ใครก็อาจทำมันให้ร้อนได้ด้วยอุบายบางอย่าง แต่แม่น้ำคงคานี้ ใครๆ ไม่อาจทำให้ร้อนได้ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสอย่างนั้น.
               ก็ในการเทียบเคียงอุปมาในข้อนี้มีดังนี้
               เมตตาจิตเปรียบเหมือนแม่น้ำคงคา. บุคคลผู้ถือเอาทางแห่งวาจา ๕ อย่างมาแล้วเปรียบเหมือนบุรุษผู้ถือคบหญ้ามาแล้ว.
               บุรุษนั้นไม่อาจทำแม่น้ำคงคาให้ร้อนด้วยคบหญ้าฉันใด บุคคลผู้ถือเอาทางแห่งวาจา ๕ อย่างมาแล้ว ก็จักไม่อาจกระทำเมตตาจิตให้แปรปรวน (คือเป็นโทสะ) ได้ฉันนั้น.
               พึงทราบวินิจฉัยอุปมาที่ ๔ ดังต่อไปนี้
               บทว่า วิฬารภสฺตา แปลว่า กระสอบหนังแมว.
               บทว่า สุมทฺทิตา แปลว่า ขยำดีแล้ว.
               บทว่า สุปริมทฺทิตา คือ ขยำเรียบร้อยแล้วโดยรอบทั้งภายในและภายนอก.
               บทว่า ตูลินี คือ เป็นของเสมอกับปุยงิ้ว ปุยเถาวัลย์.
               บทว่า ฉินฺนสสฺสรา แปลว่า ขาดสุ้มเสียง.
               บทว่า ฉินฺนปพฺภรา แปลว่า ขาดเสียงกังวาน.
               ก็ในการเปรียบเทียบอุปมาในข้อนี้มีดังนี้
               เมตตาจิตเปรียบเหมือนกระสอบหนังแมว. บุคคลผู้ถือเอาทางแห่งถ้อยคำ ๕ อย่างมาแล้วเปรียบเหมือนบุรุษผู้ถือเอาไม้ หรือกระเบื้องมาแล้ว.
               บุรุษนั้นย่อมไม่อาจเอาไม้หรือกระเบื้องตีกระสอบหนังแมวให้มีเสียงดังก้องฉันใด บุคคลผู้ถือเอาทางของถ้อยคำ ๕ อย่างมาแล้วก็จักไม่อาจกระทำเมตตาจิตให้แปรปรวน คือให้เป็นไปตามโทสะได้ฉันนั้น ดังนี้.
               บทว่า โอจรา คือ ประพฤติต่ำ. อธิบายว่า ผู้ทำกรรมอันต่ำ.
               บทว่า โย มโน ปโทเสยฺย ความว่า ผู้ใดไม่ว่าภิกษุหรือภิกษุณี เคืองใจ อดกลั้นการเลื่อยด้วยเลื่อยนั้นไม่ได้.
               บทว่า น เม โส เตน สาสนกโร ความว่า ผู้นั้นไม่ชื่อว่าเป็นผู้กระทำตามคำสอนของเรา เหตุอดกลั้นไม่ได้นั้น ก็แต่ว่า อาบัติย่อมไม่มีแก่เธอในเพราะอดกลั้นไม่ได้นั้น.
               บทว่า อณุ ํ วา ถูลํ วา แปลว่า มีโทษน้อย หรือว่ามีโทษมาก.
               บทว่า ยํ ตุมฺเห นาธิวาเสยฺยาถ ความว่า บุคคลใดที่พึงเป็นผู้ที่พวกเธออดกลั้นไม่ได้.
               บทว่า โน เหตํ ภนฺเต อธิบายว่า พวกข้าพระองค์ไม่เห็นทางแห่งถ้อยคำที่ข้าพระองค์อดกลั้นไม่ได้หามิได้.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอายอดด้วยพระอรหัต จึงให้เทศนาจบลงตามลำดับอนุสนธิว่า ข้อนั้นจักเป็นประโยชน์เกื้อกูล และความสุขแก่พวกเธอสิ้นกาลนาน ด้วยประการฉะนี้แล.

               จบอรรถกถากกจูปมสูตรที่ ๑               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ โอปัมมวรรค กกจูปมสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยเลื่อย จบ.
อ่านอรรถกถา 12 / 1อ่านอรรถกถา 12 / 256อรรถกถา เล่มที่ 12 ข้อ 263อ่านอรรถกถา 12 / 274อ่านอรรถกถา 12 / 557
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=12&A=4208&Z=4442
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๒  สิงหาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :