ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๒
๓. เหรัญญิกานิเถรคาถา

               อรรถกถาเหรัญญกานิเถรคาถา               
               คาถาของท่านพระเหรัญญกานิเถระ เริ่มต้นว่า อจฺจยนฺติ อโหรตฺตาว.
               เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร?
               ได้ยินว่า พระเถระนี้เกิดในเรือนแห่งตระกูล พระนครหงสาวดี ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ บรรลุนิติภาวะแล้วรับจ้างผู้อื่นเลี้ยงชีพ.
               วันหนึ่ง บริจาคผ้าครึ่งผืน ถวายสาวกของพระศาสดา นามว่าสุชาตะ ผู้กำลังแสวงหาผ้าบังสุกุลอยู่.
               ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านบังเกิดในดาวดึงส์พิภพท่องเที่ยวไปๆ มาๆ อยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดเป็นบุตรของนายโจรโวสาสกะ ผู้เป็นนายบ้านของพระเจ้าโกศล ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่าเหรัญญกานิ.
               เขาเจริญวัยแล้ว พอบิดาล่วงลับไปก็ได้รับแต่งตั้งในตำแหน่งนายบ้าน เห็นพุทธานุภาพในคราวที่ทรงรับพระเชตวันมหาวิหาร ได้เป็นผู้มีจิตศรัทธา มอบตำแหน่งนั้นให้แก่น้องชายของตน ทูลลาพระราชาบวชแล้ว เริ่มตั้งวิปัสสนา แล้วบรรลุพระอรหัต ต่อกาลไม่นานนัก.
               สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า๑-
               ครั้งนั้น สาวกชื่อว่าสุชาตะ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ แสวงหาผ้าบังสุกุลอยู่ที่กองหยากเยื่อ ใกล้ทางรก เราเป็นลูกจ้างของคนอื่นอยู่ในพระนครหงสาวดี ได้ถวายผ้าครึ่งผืนแล้วอภิวาทด้วยเศียรเกล้า.
               ด้วยกรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้นและด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เราเป็นจอมเทวดาเสวยราชสมบัติในเทวโลก ๓๑ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๗ ครั้ง และได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณนานับมิได้ เพราะถวายผ้าครึ่งผืนเป็นทาน เราเป็นผู้ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ เบิกบานอยู่ ทุกวันนี้เราปรารถนาก็พึงเอาผ้าเปลือกไม้คลุมแผ่นดินนี้ พร้อมทั้งป่าและภูเขาได้ นี้เป็นผลแห่งผ้าครึ่งผืน.
               ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ เราได้ให้ทานใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งผ้าครึ่งผืน. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
____________________________
๑- ขุ. อุ. เล่ม ๓๓/ข้อ ๘๕

               ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้วมีความประสงค์จะให้น้องชายของตนเลิกจากการประกอบการงานนั้น เมื่อจะตักเตือนน้องชาย เพราะเห็นเขายินดีอยู่แต่ในการงานนั้นแหละ จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาความว่า
                         วันและคืนย่อมล่วงไปๆ ชีวิตย่อมดับไป อายุของสัตว์
                         ทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปเหมือนน้ำในแม่น้ำน้อย ฉะนั้น
                         เมื่อเป็นเช่นนั้น คนพาลทำบาปกรรมอยู่ ย่อมไม่รู้สึก
                         ตัว ต่อภายหลัง เขาจึงได้รับทุกข์อันผ็ดร้อน เพราะ
                         บาปกรรมนั้น มีวิบากเลวทราม ดังนี้.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อจฺจยนฺติ แปลว่า ก้าวล่วงไป. อธิบายว่า กำลังจากไปอย่างรวดเร็ว.
               บทว่า อโหรตฺตา แปลว่า ทั้งกลางคืนและกลางวัน.
               บทว่า ชีวิตํ อุปรุชฺฌติ ความว่า ก็ชีวิตินทรีย์ ย่อมดับด้วยสามารถแห่งการดับไปทุกๆ ขณะ.
               สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ เธอย่อมแก่ ย่อมเจ็บ ย่อมตาย ย่อมจุติและอุปบัติ ทุกๆ ขณะดังนี้.
               บทว่า อายุ ขียติ มจฺจานํ ความว่า อายุของสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ที่ได้นามว่ามัจจะ เพราะมีอันจะต้องตายเป็นสภาพ ได้แก่ อายุที่กำหนดเวลาอย่างสูงไว้ว่า สัตว์ใดมีชีวิตอยู่ได้นาน สัตว์นั้นก็อยู่ได้แค่ร้อยปี น้อยหรือมากไปบ้าง ย่อมสิ้นไปคือถึงความสิ้นไปและความแตกดับ.
               เหมือนอะไร?
               เหมือนน้ำในแม่น้ำน้อย ฉะนั้น ธรรมดาน้ำของแม่น้ำน้อย คือแม่น้ำเล็กๆ ที่ไหลมาจากภูเขา ย่อมตั้งอยู่ได้ไม่นาน แห้งไปอย่างรวดเร็ว คือพอไหลมาเท่านั้นก็ขาดแห้งไปฉันใด อายุของสัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้น ย่อมสิ้นไปเร็วกว่า คือถึงความสิ้นไป.
               ก็น้ำนั่นแลในคาถานี้ ท่านเรียกว่า โอทกัง เหมือนอย่างใจนั่นแลท่านเรียกว่า มานัส.
               บทว่า อถ ปาปานิ กมฺมานิ กรํ พาโล น พุชฺฌติ ความว่า เมื่อสงสารแม้เป็นของไม่เที่ยงมีอยู่อย่างนี้ คนพาลทำกรรมอันลามกด้วย สามารถแห่งความโลภหรือด้วยสามารถแห่งความโกรธ แม้เมื่อกระทำก็ไม่รู้ตัวและกำลังกระทำความชั่วอยู่ จะไม่รู้ว่าเราทำชั่วอยู่ย่อมไม่มี แต่เพราะไม่รู้ว่ากรรมนี้ มีทุกข์เป็นวิบากเห็นปานนี้ ดังนี้ ท่านจึงกล่าวว่า น พุชฺฌติ ย่อมไม่รู้ตัว ดังนี้.
               บทว่า ปจฺฉาสฺส กฏุกํ โหติ ความว่า แม้ถ้าในขณะที่สั่งสมกรรมอันลามกนั้น จะไม่รู้ว่า กรรมนี้มีผลอย่างนี้ แต่ภายหลังจากนั้น ทุกข์อันเผ็ดร้อน ไม่น่าปรารถนานั่นแหละจะมีแก่คนพาลนั้นผู้บังเกิดในอบายภูมิมีนรกเป็นต้น. เพราะบาปกรรมนั้นมีผลเลวทราม คือเพราะขึ้นชื่อว่ากรรมอันลามกนั้นมีผลลามก เลวทราม ไม่น่าปรารถนานั่นเอง.
               ก็น้องชายของพระเถระครั้นฟังโอวาทนี้แล้ว ทูลลาพระราชา บวชแล้ว ยังประโยชน์ตนให้สำเร็จแล้ว ต่อกาลไม่นานนัก.

               จบอรรถกถาเหรัญญกานิเถรคาถา               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๒ ๓. เหรัญญิกานิเถรคาถา จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 269อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 270อ่านอรรถกถา 26 / 271อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=5764&Z=5769
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com