ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา จตุกกนิบาต
๖. เสนกเถรคาถา

               อรรถกถาเสนกเถรคาถาที่ ๖               
               คาถาของท่านพระเสนกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สฺวาคตํ วต ดังนี้.
               เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร?
               พระเถระแม้นี้ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน สั่งสมบุญไว้ในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าสิขี บังเกิดในเรือนมีตระกูล ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว วันหนึ่งเห็นพระศาสดา มีจิตเลื่อมใส บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยกำหางนกยูง.
               ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ บังเกิดในท้องของน้องสาวของพระอุรุเวลกัสสปเถระ ท่านได้นามว่าเสนกะ. ท่านเจริญวัยแล้วถึงความสำเร็จในศิลปวิชาของพวกพราหมณ์ อยู่ครองฆราวาส.
               ก็สมัยนั้น มหาชนพากันเล่นมหรสพในอุตตรผัคคุณีนักขัตฤกษ์ปลายเดือน ๔ ทุกๆ ปี กระทำพิธีสรงน้ำที่ท่าใกล้แม่น้ำคยา ด้วยเหตุนั้น ชนทั้งหลายพากันเรียกมหรสพนั้นว่า คยาผัคคุณี ดังนี้.
               ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ใกล้ท่าแห่งแม่น้ำคยาเพื่ออนุเคราะห์แก่เวไนยสัตว์ ในวันมหรสพเช่นนั้น, ฝ่ายมหาชนจากที่นั้นๆ เข้าไปยังที่นั้นๆ ด้วยความประสงค์จะสรงสนานที่ท่าน้ำ.
               ในขณะนั้น แม้ท่านเสนกะเข้าไปยังที่นั้นเพื่อสรงสนานที่ท่าน้ำ เห็นพระศาสดากำลังทรงแสดงธรรม ฟังธรรมแล้วกลับได้ศรัทธาบวช เมื่อกระทำกรรมเพื่อวิปัสสนา ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต.
               ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า๑-
               เราถือกำหางนกยูงเข้าไปเฝ้าพระโลกนายก เรามีจิตเลื่อมใส ได้ถวายกำหางนกยูง ด้วยกำหางนกยูงนี้และด้วยการตั้งเจตนาไว้ ไฟ ๓ กองของเราจึงดับสนิทแล้ว เราได้สุขอันไพบูลย์ โอ พระพุทธเจ้า โอ พระธรรม โอ สัมปทาแห่งพระศาสดาของเรา เราถวายกำหางนกยูงแล้ว เราได้ความสุขอันไพบูลย์ ไฟ ๓ กองของเราดับสนิทแล้ว เราถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว อาสวะทั้งปวงหมดสิ้นไปแล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มี.
               ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราถวายทานใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายกำหางนกยูง. เราเผากิเลสทั้งหมดแล้ว ... ฯลฯ ... พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
____________________________
๑- ขุ. อ. เล่ม๓๓/ข้อ ๔๒

               ก็แลครั้นท่านบรรลุพระอรหัตแล้ว ได้พิจารณาการปฏิบัติของตนเกิดโสมนัส ได้กล่าว ๘ คาถาด้วยอำนาจอุทานว่า
                         การที่เราได้มา ณ ที่ใกล้ท่าคยา ในเดือนผัคคุณมาสนี้
                         เป็นการมาดีแล้วหนอ เพราะได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า
                         ผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง ผู้แสดงธรรมอันสูงสุด มีพระ
                         รัศมีมาก เป็นพระคณาจารย์ ถึงความเป็นผู้เลิศ เป็นนายก
                         วิเศษของมนุษยโลกพร้อมทั้งเทวโลก ผู้ชนะมาร ผู้มีการ
                         เห็นหาสิ่งจะเปรียบมิได้ มีอานุภาพมากเป็นมหาวีรบุรุษผู้
                         รุ่งเรื่องใหญ่ ไม่มีอาสวะ สิ้นอาสวะทั้งปวง เป็นศาสดาของ
                         เทวดาและมนุษย์ ไม่มีภัยแต่ที่ไหน พระผู้มีพระภาคเจ้า
                         พระองค์นั้นทรงปลดเปลื้องเรา ผู้มีนามว่าเสนกะ ผู้เศร้า
                         หมองมานานแล้ว มีสันดานประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ จาก
                         กิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวง ดังนี้.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สฺวาคตํ วต เม อาสิ ความว่า การที่เราได้มา ณ ที่ใกล้ท่าคยาในเดือนผัคคุณมาสนี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ, หรือการมาของเราเป็นการดีหนอ.
               บทว่า คยายํ ได้แก่ ที่ใกล้แห่งท่าคยา,
               บทว่า คยผคฺคุยา ความว่า ในอุตตรผัคคุณีนักขัตฤกษ์ปลายเดือน ๔ อันได้โวหารว่า คยาผัคคุ.
               บทว่า ยํ เป็นต้น เป็นบทแสดงเหตุแห่งความเป็นผู้มาดี.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ แก้เป็นยสฺมา แปลว่า เพราะเหตุใด.
               บทว่า อทสฺสาสึ แปลว่า ได้เห็นแล้ว.
               บทว่า สมฺพุทฺธํ ความว่า ชื่อว่าสัมพุทธะ เพราะตรัสรู้ธรรมทั้งปวงโดยชอบและด้วยพระองค์เอง.
               บทว่า ทสฺเสนฺตํ ธมฺมมุตฺตมํ ความว่า ผู้ตรัสรู้ธรรมสูงสุดคือเลิศประเสริฐกว่าธรรมทั้งปวง ได้แก่ธรรมเป็นเครื่องนำสัตว์ออกจากทุกข์โดยแท้จริง ควรแก่อัธยาศัยของเวไนยสัตว์.
               บทว่า มหปฺปภํ ได้แก่ ประกอบด้วยรัศมีแห่งสรีระ และด้วยรัศมีแห่งญาณอันใหญ่.
               บทว่า คณาจริยํ ความว่า ชื่อว่าคณาจริยะ เพราะให้คณะมีภิกษุบริษัทเป็นต้นศึกษาอาจาระโดยการฝึกอย่างสูงสุด. ชื่อว่าถึงความเลิศ เพราะบรรลุคุณมีศีลเป็นต้นอันเป็นคุณสูงสุด. ชื่อว่าเป็นผู้นำอันวิเศษ เพราะฝึกเทวดาและมนุษย์เป็นต้นด้วยการฝึกอย่างยอดเยี่ยม และเพราะพระองค์เว้นจากผู้แนะนำ.
               เป็นผู้อันใครๆ ไม่ครอบงำ เพราะพระองค์ครอบงำสัตว์โลกทั้งสิ้นดำรงอยู่ และชื่อว่าเป็นชินะแห่งโลกพร้อมด้วยเทวโลก คือเป็นชินะผู้เลิศในโลกพร้อมด้วยเทวโลก เพราะพระองค์ทรงชำนะมารทั้ง ๕. ชื่อว่าผู้ทรงมีการเห็นหาผู้เปรียบปานมิได้ เพราะมีพระรูปกายอันประดับด้วย มหาปุริสลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ และอนุพยัญชนะ ๘๐ เป็นต้นแลเพราะมีพระธรรมกายอันประดับด้วยคุณมีทศพลญาณและจตุเวสารัชญาณเป็นต้น และมีทัสสนะอันชาวโลกทั้งสิ้นจะพึงประมาณมิได้ และเพราะมีทัสสนะหาผู้เสมอเหมือนมิได้.
               ชื่อว่ามหานาคะ เพราะเป็นผู้เสมือนกุญชรเชือกประเสริฐใหญ่ เหตุเพียบพร้อมด้วยคติ กำลังและความบากบั่น และเพราะมีอานุภาพมากแม้ในบรรดาท่านผู้ประเสริฐคือพระขีณาสพ. ชื่อว่ามหาวีระ เพราะย่ำยีมารและเสนามารเสียได้ และเพราะมีความกล้าหาญอย่างใหญ่หลวง.
               บทว่า มหาชุตึ ความว่า ผู้มีเดชเกิดจากมีคลังทรัพย์จับจ่ายมาก คือผู้มีเดชมาก. ชื่อว่าอนาสวะ ไม่มีอาสวะ เพราะท่านไม่มีอาสวะทั้ง ๔. ชื่อว่าสิ้นอาสวะทั้งปวง เพราะอาสวะทั้งปวงพร้อมด้วยวาสนาของท่านหมดสิ้นแล้ว.
               เพราะจะแสดงว่า สาวกพุทธเจ้าและพระปัจเจกพุทธะเป็นผู้ชื่อว่าสิ้นอาสวะโดยแท้ ถึงอย่างนั้น เฉพาะพระสัมพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมชื่อว่าย่อมทำอาสวะพร้อมด้วยวาสนาให้สิ้นไป ท่านจึงกล่าวว่า อนาสวํ แล้วกล่าวอีกว่า สพฺพาสวปริกฺขีณํ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ชื่อว่าผู้สิ้นอาสวะทั้งปวง เพราะท่านสิ้นอาสวะทั้งปวงพร้อมทั้งวาสนาสิ้นแล้ว.
               มีวาจาประกอบความว่า ชื่อว่าเป็นศาสดา เพราะทรงพร่ำสอนเวไนยสัตว์ตามสมควร ด้วยประโยชน์ในปัจจุบันและด้วยประโยชน์ในสัมปรายภพ ชื่อว่าผู้ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ เพราะไม่มีภัยแม้แต่ที่ไหนๆ เหตุเป็นผู้แกล้วกล้าด้วยเวสารัชญาณ ๔ เพราะเหตุได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเห็นปานนั้น ฉะนั้น เราจึงเป็นผู้ชื่อว่ามาดีแล้ว.
               บัดนี้ เมื่อจะแสดงคุณที่ตนได้แล้ว เพราะได้เห็นพระศาสดา จึงได้กล่าวคาถาที่ ๔
               คำอันเป็นคาถามีอธิบายดังนี้ว่า
               ท่านเสนกะประกาศความเลื่อมใสยิ่งในพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นศาสดาของเรา เมื่อจะปลดเปลื้องเราผู้เศร้าหมองมาตลอดกาลนานในสงสารอันหาเบื้องต้นและที่สุดตามรู้ไม่ได้ ด้วยวัตถุคือสังกิเลส เครื่องเศร้าหมอง เหมือนน้ำเต้าเต็มด้วยน้ำข้าวฉะนั้น เหมือนตุ่มเต็มด้วยเปรียง และเหมือนท่อนผ้าเก่าอันน้ำมันเหลวดื่มแล้วฉะนั้น ผู้ถูกเครื่องผูกคือทิฏฐิผูกไว้ที่เสาคือสักกายทิฏฐิ เหมือนสุนัขถูกผูกไว้ที่เสาไม้มะสังฉะนั้น ให้พ้นจากเครื่องผูกนั้น จึงปลดเปลื้องเราผู้ชื่อว่าเสนกะ จากเครื่องร้อยรัดทั้งปวงมีอภิชฌาเป็นต้น ด้วยมือคืออริยมรรค.

               จบอรรถกถาเสนกเถรคาถาที่ ๖               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา จตุกกนิบาต ๖. เสนกเถรคาถา จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 327อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 328อ่านอรรถกถา 26 / 329อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=6249&Z=6259
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :