ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา มหามังคลชาดก
ว่าด้วย มงคล

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภมหามงคลสูตร จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า กึสุ นโร ดังนี้.
               ความพิสดารว่า ในพระนครราชคฤห์ บุรุษผู้หนึ่งอยู่ท่ามกลางมหาชนที่ประชุมกัน ณ เรือนรับแขก พูดขึ้นว่า วันนี้มงคลกิริยาจะมีแก่เรา ดังนี้ แล้วลุกขึ้นเดินไปด้วยกรณียกิจอย่างหนึ่ง.
               บุรุษอีกคนหนึ่งได้ฟังคำบุรุษนั้นแล้วกล่าวว่า บุรุษนี้กล่าวว่ามงคล แล้วก็ไปเสีย อะไรหนอที่ชื่อว่ามงคล?
               บุรุษอีกคนหนึ่ง นอกจากสองคนที่กล่าวแล้วกล่าวว่า การเห็นรูปเป็นมงคลอย่างยิ่ง ความจริงคนบางคนลุกขึ้นแต่เช้าทีเดียว ได้เห็นโคเผือกก็ดี หญิงมีครรภ์นอนอยู่ก็ดี ปลาตะเพียนก็ดี หม้อเต็มด้วยน้ำก็ดี เนยข้นก็ดี เนยใสก็ดี ผ้าใหม่ก็ดี ข้าวปายาสก็ดี การเห็นอย่างนี้ชื่อว่าเป็นมงคล นอกจากนี้ไม่ชื่อว่าเป็นมงคล.
               คนบางพวกก็พากันยินดีถ้อยคำที่ผู้นั้นพูดว่า พูดถูก.
               อีกคนหนึ่งคัดค้านว่า นั่นไม่ใช่มงคล การสดับฟังชื่อว่าเป็นมงคล คนบางคนได้ฟังคำคนกล่าวว่า สมบูรณ์ เจริญ สบาย บริโภค เคี้ยวกิน ดังนี้ การได้ฟังอย่างนี้ ชื่อว่าเป็นมงคล นอกจากนั้นไม่ชื่อว่าเป็นมงคล.
               คนบางพวกก็พากันยินดีถ้อยคำนี้ผู้นั้นพูดว่า พูดถูก.
               อีกคนหนึ่งคัดค้านว่า นั่นไม่ใช่มงคล การจับต้องชื่อว่าเป็นมงคล ความจริงคนบางคนลุกขึ้นแต่เช้าทีเดียว ได้จับต้องแผ่นดินหรือหญ้าเขียวๆ โคมัยสด ผ้าที่สะอาด ปลาตะเพียน ทอง เงิน หรือโภชนะ การจับต้องอย่างนี้ชื่อว่าเป็นมงคล นอกจากนี้ไม่ชื่อว่าเป็นมงคล.
               คนบางพวกก็พากันยินดีถ้อยคำที่ผู้นั้นพูดว่า พูดถูก.
               คนทั้งหลายได้มีความเห็นแตกต่างกัน เป็น ๓ จำพวก ๓ อย่างนี้ คือ พวกทิฏฐมังคลิกะ พวกสุตมังคลิกะ และพวกมุตมังคลิกะ ต่างไม่อาจมีความเห็นร่วมกันได้ เทวดาทั้งหลายตั้งต้นแต่ภุมมเทวดาตลอดถึงพรหมโลก ก็ไม่รู้โดยถ่องแท้ว่า สิ่งนี้เป็นมงคล.
               ท้าวสักกะทรงพระดำริว่า ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก ผู้อื่นนอกจากพระผู้มีพระภาค ชื่อว่าสามารถที่จะกล่าวแก้มงคลปัญหานี้ได้ไม่มี เราจักเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคทูลถามปัญหานี้ ครั้นถึงเวลาราตรี ท้าวเธอจึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้วประคองอัญชลี ทูลถามปัญหาด้วยคาถาว่า พหู เทวา มนุสฺสา จ ดังนี้เป็นต้น.
               ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสมหามงคล ๓๘ ประการ ด้วยคาถา ๑๒ คาถาแก่ท้าวสักกะ เมื่อมงคลสูตรจบลง เทวดาประมาณแสนโกฏิได้บรรลุพระอรหัต ที่เป็นพระโสดาบันเป็นต้นนับไม่ถ้วน.
               ท้าวสักกะทรงสดับมงคลแล้ว เสด็จไปวิมานของพระองค์.
               เมื่อพระศาสดาตรัสมงคลแล้ว มนุษย์พร้อมทั้งเทวดาก็พากันยินดีว่า ตรัสถูก.
               ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายประชุมกันสรรเสริญพระคุณของพระศาสดาในธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลาย พระศาสดาทรงแก้มงคลปัญหาซึ่งพ้นวิสัยของผู้อื่น ตัดความรำคาญใจของมนุษย์และเทวดาเสียได้ ดุจยังดวงจันทร์ให้ตั้งขึ้นในท้องฟ้าฉะนั้น อาวุโสทั้งหลาย พระตถาคตทรงมีพระปัญญามากถึงเพียงนี้.
               พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันถึงเรื่องอะไร? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว
               ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การแก้มงคลปัญหาของเราผู้บรรลุสัมโพธิญาณแล้วในบัดนี้ ไม่น่าอัศจรรย์ เรานั้นเมื่อครั้งยังเป็นพระโพธิสัตว์ ประพฤติจริยธรรมอยู่ได้กล่าวแก้มงคลปัญหา ตัดความสงสัยของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเสียได้ ดังนี้.
               แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้อุบัติในตระกูลพราหมณ์ผู้สมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติในนิคมตำบลหนึ่ง มารดาบิดาได้ตั้งชื่อให้ว่า รักขิตกุมาร.
               รักขิตกุมารนั้น ครั้นเจริญวัย เรียนศิลปะที่เมืองตักกสิลาสำเร็จแล้ว มีภรรยา เมื่อมารดาบิดาล่วงลับไป จึงตรวจตราทรัพย์สมบัติ แล้วเกิดความสังเวชใจ ได้ให้ทานเป็นการใหญ่ ละกามเสีย บวชในดินแดนหิมพานต์ ยังฌานและอภิญญาให้เกิด มีเผือกมันและผลไม้ในป่าเป็นอาหาร อยู่ ณ ประเทศแห่งหนึ่ง. พระโพธิสัตว์ได้มีอันเตวาสิกมาเป็นบริวารมากขึ้น โดยลำดับถึง ๕๐๐ คน.
               อยู่มาวันหนึ่ง ดาบสเหล่านั้นเข้าไปหาพระโพธิสัตว์ นมัสการแล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ สมัยเมื่อเป็นฤดูฝน ข้าพเจ้าทั้งหลายจักลงจากหิมวันตประเทศ จาริกไปตามชนบท เพื่อเสพรสเค็มและรสเปรี้ยว ด้วยอาการอย่างนี้ ร่างกายของพวกข้าพเจ้าจักแข็งแรง ทั้งจักเป็นการพักแข้งด้วย.
               เมื่อพระโพธิสัตว์กล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงไปกันเถิด เราจักอยู่ที่นี่แหละ ดาบสเหล่านั้นจึงนมัสการพระโพธิสัตว์ แล้วลงจากดินแดนหิมพานต์ จาริกไปถึงพระนครพาราณสี อยู่ในพระราชอุทยาน สักการะและความนับถือได้มีแก่ดาบสเหล่านั้นเป็นอันมาก.
               ภายหลังวันหนึ่ง มหาชนประชุมกันที่เรือนรับแขกในพระนครพาราณสี ตั้งมงคลปัญหาขึ้น ข้อความทั้งหมดพึงทราบตามนัยแห่งเรื่องในปัจจุบันนั่นแหละ.
               ก็ในคราวนั้น มหาชนไม่เห็นผู้ที่สามารถจะแก้มงคลปัญหา ตัดความสงสัยของพวกมนุษย์ได้ จึงพากันไปพระราชอุทยาน ถามมงคลปัญหากะหมู่ฤๅษี.
               ฤๅษีทั้งหลายจึงปรึกษากะพระราชาว่า มหาบพิตร อาตมาทั้งหลายไม่อาจแก้มงคลปัญหานี้ได้ แต่อาจารย์ของพวกอาตมา ชื่อว่ารักขิตดาบส เป็นผู้มีปัญญามาก อยู่ ณ ดินแดนหิมพานต์ ท่านจักแก้มงคลปัญหานี้อย่างจับใจของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย.
               พระราชาตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ชื่อว่าดินแดนหิมพานต์ไกลและไปยาก พวกข้าพเจ้าไม่อาจไปที่นั้นได้ ถ้าจะให้ดีแล้ว พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายนี่แหละจงไปสำนักอาจารย์ ถามปัญหาแล้วเรียน จำไว้กลับมาบอกแก่พวกข้าพเจ้า.
               ดาบสเหล่านั้นรับว่า ดีแล้ว แล้วไปสำนักอาจารย์นมัสการแล้ว เมื่ออาจารย์ทำปฏิสันถารแล้วถามถึงคุณธรรมของพระราชาและชนบทที่จาริกไป จึงกราบเรียนอุบัติเหตุแห่งทิฏฐมงคลเป็นต้นนั้นตั้งแต่ต้นมา แล้วประกาศความที่พระราชาอาราธนา และตนอยากจะรู้ปัญหา จึงมาหาอาจารย์ วิงวอนว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอโอกาส ขอท่านจงกล่าวมงคลปัญหาทำให้แจ่มแจ้งแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายเถิด.
               ลำดับนั้น ดาบสอันเตวาสิกผู้ใหญ่ เมื่อจะถามอาจารย์ จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
               นรชนรู้วิชาอะไรก็ดี รู้สุตะทั้งหลายอะไรก็ดี กระซิบถามกันว่า อะไรเป็นมงคล ในเวลาปรารถนามงคล นรชนนั้นจะทำอย่างไร จึงจะเป็นผู้อันความสวัสดีคุ้มครองแล้วทั้งในโลกนี้และโลกหน้า.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาเล ได้แก่ ในเวลาปรารถนามงคล. บทว่า วิชฺชํ ได้แก่ เวท. บทว่า สุตานํ ได้แก่ ปริยัติที่ตนควรศึกษา. ศัพท์ว่า ในคำว่า อสฺมึ จ นี้ เป็นเพียงนิบาต. บทว่า โสตฺถาเนน ได้แก่ มงคลอันเป็นเครื่องนำความสวัสดีมาให้.
               ข้อนี้มีอธิบายว่า
               ข้าแต่ท่านอาจารย์นรชนรู้เวทอะไร ในบรรดาเวท ๓ อย่างก็ดี รู้สุตตปริยัติอะไรในระหว่างสุตะทั้งหลายก็ดี เมื่อต้องการมงคลยังกระซิบถามกันอยู่ว่า อะไรเป็นมงคลในเวลาปรารถนามงคล นรชนนั้นจะทำอย่างไร คือในการกระซิบถามกันเป็นต้นเหล่านั้น จะทำอย่างไร คือโดยนิยามอย่างไร จึงจะเป็นผู้อันความสวัสดี คืออันมงคลที่ปราศจากโทษคุ้มครองแล้ว คือรักษาแล้ว ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ขอท่านได้ถือเอาประโยชน์โลกนี้และประโยชน์โลกหน้า แสดงอธิมงคลแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายเถิด.
               ครั้นอันเตวาสิกผู้ใหญ่ถามมงคลปัญหาอย่างนี้แล้ว พระมหาสัตว์เมื่อจะตัดความสงสัยของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย แสดงมงคลด้วยพุทธลีลาว่า นี้ด้วย นี้ด้วย เป็นมงคล.
               จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
               เทวดาและพรหมทั้งปวง ทีฆชาติและสรรพสัตว์ทั้งหลาย อันบุคคลใดอ่อนน้อมอยู่เป็นนิจด้วยเมตตา บัณฑิตทั้งหลายกล่าว เมตตาของบุคคลนั้นแลว่า เป็นสวัสดิมงคลในสัตว์ทั้งหลาย.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยสฺส ได้แก่ อันบุคคลใด. บทว่า เทวา ได้แก่ กามาวจรเทพทั้งหมด ตั้งต้นแต่ภุมมเทพ. บทว่า ปิตโร จ ได้แก่ รูปาวจรพรหมที่เหนือชั้นขึ้นไปกว่าภุมมเทพนั้น. บทว่า สิรึสปา ได้แก่ ทีฆชาติทั้งหลาย. บทว่า สพฺพภูตานิ จาปิ ได้แก่ สัตว์ทั้งหลาย แม้ทุกจำพวกที่เหลือจากที่ระบุแล้ว.
               บทว่า เมตฺตาย นิจฺจํ อปจิตานิ โหนฺติ ความว่า สัตว์ทั้งปวงเหล่านั้นอันบุคคลใดอ่อนน้อม คือนับถืออยู่ด้วยเมตตาภาวนา อันถึงความเป็นอัปปนา ซึ่งเป็นไปแล้วด้วยสามารถแห่งการแผ่ไปตลอด ๑๐ ทิศ.
               บทว่า ภูเตสุ เว ความว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าวเมตตาภาวนานั้นของบุคคลนั้นว่า เป็นสวัสดิมงคลในสรรพสัตว์ทั้งหลาย คือเป็นมงคลที่ปราศจากโทษ อันเป็นไปแล้วตลอดกาลนิรันดร.
               จริงอยู่ บุคคลผู้มีปกติอยู่ด้วยเมตตา ย่อมเป็นที่รักของสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง เป็นผู้ไม่กำเริบเพราะความเพียร ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ บุคคลนั้นจึงเป็นผู้อันมงคลนี้รักษาคุ้มครอง.

               พระมหาสัตว์ ครั้นแสดงมงคลที่ ๑ ดังนี้แล้ว
               เมื่อจะแสดงมงคลที่ ๒ เป็นต้น จึงกล่าวคาถาทั้งหลายเหล่านี้ว่า :-
               ผู้ใดประพฤติถ่อมตนแก่สัตวโลกทั้งปวงแก่หญิงและชายพร้อมทั้งเด็ก เป็นผู้อดทนต่อถ้อยคำชั่วร้าย ไม่กล่าวลำเลิกถึงเรื่องเก่าๆ บัณฑิตทั้งหลายกล่าวความอดกลั้นของผู้นั้นว่า เป็นสวัสดิมงคล.
               ผู้ใดเป็นผู้มีปัญญาดี มีความรู้ปรุโปร่งในเมื่อเหตุเกิดขึ้น ไม่ดูหมิ่นมิตรสหายทั้งหลายด้วยศิลปะ สกุล ทรัพย์และด้วยชาติ บัณฑิตทั้งหลายกล่าวการไม่ดูหมิ่นสหายของผู้นั้นว่า เป็นสวัสดิมงคลในสหายทั้งหลาย.
               สัตบุรุษทั้งหลายเป็นผู้ชอบพอคุ้นเคยกัน เป็นมิตรแท้ของผู้ใด ผู้มีคำพูดมั่นคง อนึ่ง ผู้ใด เป็นผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร แบ่งปันทรัพย์ของตนให้แก่มิตร บัณฑิตทั้งหลายกล่าวการได้ประโยชน์เพราะอาศัยมิตร และการแบ่งปันของผู้นั้นว่า เป็นสวัสดิมงคลในมิตรทั้งหลาย.
               ภรรยาของผู้ใดมีวัยเสมอกัน อยู่ร่วมกันด้วยความปรองดอง ประพฤติตามใจกัน เป็นคนใคร่ธรรม ไม่เป็นหญิงหมัน มีศีลโดยสมควรแก่สกุล รู้จักปรนนิบัติสามี บัณฑิตทั้งหลายกล่าวคุณความดีในภรรยาของผู้นั้นว่า เป็นสวัสดิมงคลในภรรยาทั้งหลาย.
               พระราชาผู้เป็นเจ้าชีวิตทรงพระอิสริยยศ ทรงทราบความสะอาด และความขยันหมั่นเพียรของราชเสวกคนใด และทรงทราบราชเสวกคนใด ด้วยความเป็นผู้ไม่ร้าวรานกับพระองค์ และทรงทราบราชเสวกคนใดว่ามีความจงรักภักดีต่อพระองค์ บัณฑิตทั้งหลายกล่าวคุณความดีของราชเสวกนั้นๆ ว่า เป็นสวัสดิมงคลในพระราชาทั้งหลาย.
               บุคคลใดมีศรัทธา ให้ข้าวน้ำ ให้ดอกไม้ของหอม และเครื่องลูบไล้ มีจิตเลื่อมใสบันเทิงใจ บัณฑิตทั้งหลายกล่าวคุณข้อนั้นของบุคคลนั้นแลว่า เป็นสวัสดิมงคลในสวรรค์ทั้งหลาย.
               สัตบุรุษทั้งหลาย ผู้รู้แจ้งด้วยญาณ ผู้ยินดีแล้วในสัมมาปฏิบัติ เป็นพหูสูต แสวงหาคุณเป็นผู้มีศีล ยังบุคคลใดให้บริสุทธิ์ด้วยอริยธรรม บัณฑิตทั้งหลายยกย่องความดีของสัตบุรุษนั้นว่า เป็นสวัสดิมงคลในท่ามกลางพระอรหันต์.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิวาตวุตฺติ คือเป็นผู้มีความประพฤติถ่อมตนแก่สัตวโลกทั้งปวง ด้วยความเป็นผู้มีจิตอ่อนโยน.
               บทว่า ขนฺตา ทุรุตฺตานํ คือเป็นผู้อดกลั้นต่อถ้อยคำชั่วร้ายที่ผู้อื่นกล่าว.
               บทว่า อปฺปฏิกูลวาที คือไม่กระทำการถือเอาโดยความเป็นคู่ว่า ผู้ชื่อโน้นได้ด่าเรา ผู้ชื่อโน้นได้ประหารเรา กล่าวแต่วาจาที่สมควรแก่เหตุเท่านั้น.
               บทว่า อธิวาสนํ ความว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าวความอดกลั้นนี้ของผู้นั้น ว่าเป็นสวัสดิมงคล คือเป็นมงคลที่ปราศจากโทษ.
               บทว่า สหายมิตฺเต ได้แก่ ผู้เป็นสหายด้วย ผู้เป็นทั้งสหายและมิตรด้วย ในบุคคล ๒ จำพวกนั้น ผู้ที่เล่นฝุ่นร่วมกันมา ชื่อว่าสหาย ผู้ที่อยู่ร่วมกัน ๑๐ ปี ๑๒ ปี ชื่อว่าเป็นทั้งสหายและมิตร
               ไม่ดูหมิ่นมิตรสหายเหล่านั้น แม้ทั้งปวงด้วยศิลปะอย่างนี้ว่า เรามีศิลปะ พวกเหล่านี้ไร้ศิลปะ หรือด้วยสกุล กล่าวคือกุลสมบัติอย่างนี้ว่า เรามีสกุล พวกเหล่านี้ไม่มีสกุล หรือด้วยทรัพย์อย่างนี้ว่า เรามั่งคั่ง พวกเหล่านี้เป็นคนเข็ญใจ หรือด้วยชาติอย่างนี้ว่า เราถึงพร้อมด้วยชาติ พวกเหล่านี้เป็นคนชาติชั่ว.
               บทว่า รุจิปญฺโญ ได้แก่ ผู้มีปัญญาดี คือมีปัญญางาม.
               บทว่า อตฺถกาเล ได้แก่ ในเมื่อมีความต้องการ คือเหตุบางอย่างเกิดขึ้น.
               บทว่า มตีมา ความว่า ชื่อว่า เป็นผู้มีความรู้ปรุโปร่ง เพราะเป็นผู้สามารถในการกำหนดพิจารณาประโยชน์ คือสิ่งที่ต้องประสงค์ ไม่ดูหมิ่นสหายเหล่านั้น.
               บทว่า สหาเยสุ ความว่า โบราณกบัณฑิตทั้งหลายกล่าวการไม่ดูหมิ่นสหายของผู้นั้น ว่าเป็นสวัสดิมงคลในสหายทั้งหลายโดยแท้.
               ถ้าเช่นนั้น ผู้นั้นย่อมเป็นผู้อันมงคลที่ปราศจากโทษคุ้มครองแล้ว ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ในข้อนั้น บัณฑิตพึงกล่าวความสวัสดี เพราะอาศัยสหายผู้เป็นบัณฑิต ด้วยกุสนาลิกชาดก.
               บทว่า สนฺโต ความว่า สัตบุรุษทั้งหลายผู้เป็นบัณฑิต เป็นมิตรแท้ของผู้ใด.
               บทว่า สํวิสฺสฏฺฐา ได้แก่ ผู้ถึงความคุ้นเคยด้วยสามารถแห่งการเข้าไปสู่เรือนแล้ว ถือเอาสิ่งที่ต้องการแล้ว.
               บทว่า อวิสํวาทกสฺส คือผู้มีปกติกล่าวไม่คลาดเคลื่อน. บทว่า น มิตฺตทุพฺภี ความว่า อนึ่ง ผู้ใดเป็นผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร. บทว่า สํวิภาคี ธเนน คือกระทำการแบ่งปันทรัพย์ของตนให้แก่มิตร.
               บทว่า มิตฺเตสุ ความว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าวการได้ประโยชน์ เพราะอาศัยมิตรและการแบ่งปันของผู้นั้นว่า ชื่อว่าเป็นสวัสดิมงคลในมิตรทั้งหลาย จริงอยู่ เขาผู้อันมิตรทั้งหลายเห็นปานนี้รักษาแล้ว ย่อมถึงซึ่งความสวัสดี ในข้อนั้น บัณฑิตพึงกล่าวความสวัสดี เพราะอาศัยมิตรทั้งหลายด้วยชาดกทั้งหลายมี มหาอุกกุสชาดก เป็นต้น.
               บทว่า ตุลฺยวยา ได้แก่ มีวัยเสมอกัน. บทว่า สมคฺคา ได้แก่ อยู่ร่วมกันด้วยความปรองดอง. บทว่า อนุพฺพตา ได้แก่ ประพฤติตามใจกัน. บทว่า ธมฺมกามา ได้แก่ ชอบสุจริตธรรม ๓ ประการ. บทว่า ปชาตา ได้แก่ มีปกติยังบุตรให้คลอด คือไม่เป็นหญิงหมัน.
               บทว่า ทาเรสุ ความว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า มาตุคามผู้ประกอบด้วยคุณเหล่านี้อยู่ในเรือน ย่อมเป็นสวัสดิมงคลของสามี ในข้อนั้น บัณฑิตพึงกล่าวความสวัสดีเพราะอาศัยมาตุคามผู้มีศีลด้วย มณิโจรชาดก สัมพุลาชาดก และขัณฑหาลชาดก.
               บทว่า โสเจยฺยํ แปลว่า ความเป็นผู้สะอาด. บทว่า อเทฺวชฺฌตา ความว่า ทรงทราบราชเสวกคนใด ด้วยความเป็นผู้ไม่ร้าวรานกับพระองค์ คือด้วยความเป็นผู้ไม่ร้าวรานเป็นใจสองกับพระองค์อย่างนี้ว่า ราชเสวกนั้นจักไม่แยกกับเราออกไปเป็นสองฝ่าย.
               บทว่า สุหทยํ มมํ ความว่า และทรงทราบราชเสวกคนใดว่า ราชเสวกผู้นี้มีความจงรักภักดีต่อเรา. บทว่า ราชูสุ เว ความว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น บัณฑิตทั้งหลายย่อมกล่าวคุณความดีของราชเสวกนั้นๆ ที่มีอยู่ในพระราชาทั้งหลายว่า เป็นความสวัสดิมงคลโดยแท้. บทว่า ททาติ สทฺโธ คือเชื่อกรรมและผลแห่งกรรมแล้วให้.
               บทว่า สคฺเคสุ เว ความว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น บัณฑิตทั้งหลายย่อมกล่าวคุณข้อนั้นของผู้นั้นว่า เป็นสวัสดิมงคล คือเป็นมงคลที่ปราศจากโทษในสวรรค์คือในเทวโลก บัณฑิตพึงกล่าวอ้างข้อนั้นด้วย เรื่องเปรตและเรื่องวิมานเปรต ให้พิสดาร.
               บทว่า ปุนนฺติ วทฺธา ความว่า สัตบุรุษทั้งหลายผู้รู้แจ้งด้วยญาณ ยังบุคคลใดให้บริสุทธิ์ คือให้หมดจดด้วยอริยธรรม.
               บทว่า สมจริยาย ได้แก่ ในสัมมาปฏิบัติ.
               บทว่า พหุสฺสุตา ได้แก่ ผู้สดับมากเพื่อปฏิเวธ.
               บทว่า อิสโย ได้แก่ ผู้แสวงหาคุณ.
               บทว่า สีลวนฺโต ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยอริยศีล.
               บทว่า อรหนฺตมชฺเฌ ความว่า บัณฑิตทั้งหลายย่อมยกย่องความดีของสัตบุรุษนั้นว่า เป็นสวัสดิมงคล อันจะพึงได้ในท่ามกลางพระอรหันต์. จริงอยู่ พระอรหันต์ทั้งหลาย เมื่อบอกมรรคที่ตนได้แล้วให้ผู้อื่นปฏิบัติ ย่อมยังบุคคลผู้ยินดีให้บริสุทธิ์ด้วยอริยธรรม แม้ผู้นั้นก็เป็นพระอรหันต์เทียว.

               พระมหาสัตว์ถือเอายอดแห่งเทศนาด้วยพระอรหัต แสดงมงคลแปดด้วยคาถา ๘ คาถาอย่างนี้แล้ว เมื่อจะสรรเสริญมงคลเหล่านั้น จึงกล่าวคาถาสุดท้ายว่า :-
               ความสวัสดีเหล่านี้แล ผู้รู้สรรเสริญแล้วมีสุขเป็นผลกำไรในโลก
               นรชนผู้มีปัญญาพึงเสพความสวัสดีเหล่านั้นไว้ในโลกนี้
               ก็ในมงคลมีประเภท คือทิฏฐมงคล สุตมงคลและมุตมงคล
               มงคลสักนิดหนึ่งที่จะเป็นมงคลจริงๆ ไม่มีเลย.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น หิ มงฺคเล ความว่า ก็ในมงคลมีประเภท คือทิฏฐมงคล สุตมงคลและมุตมงคลนั้น แม้มงคลนั้นสักนิดหนึ่ง ที่ชื่อว่าเป็นมงคลจริงๆ ไม่มีเลย.
               ก็พระนิพพานอย่างเดียวเท่านั้น เป็นปรมัตถมงคลจริงๆ.

               พระฤๅษีทั้งหลายสดับมงคลเหล่านั้นแล้ว พอล่วงไปได้ ๗-๘ วัน ก็พากันลาอาจารย์ไปในพระราชอุทยานนั้น. พระราชาเสด็จไปสำนักพระฤๅษีเหล่านั้น แล้วถามปัญหา พระฤๅษีทั้งหลายได้กล่าวแก้มงคลปัญหา ตามทำนองที่อาจารย์บอกมาแด่พระราชา แล้วมาดินแดนหิมพานต์.
               ตั้งแต่นั้นมา มงคลได้ปรากฏในโลก ผู้ที่ประพฤติในข้อมงคลทั้งหลายตายไปได้เกิดในสวรรค์.
               พระโพธิสัตว์เจริญพรหมวิหาร ๔ พาหมู่ฤๅษีไปเกิดในพรหมโลก.

               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่เรากล่าวแก้มงคลปัญหา แม้ในกาลก่อนเราก็กล่าวแก้มงคลปัญหามาแล้ว ดังนี้.
               แล้วทรงประชุมชาดกว่า
               หมู่ฤๅษีในครั้งนั้น ได้มาเป็น พุทธบริษัท ในบัดนี้
               อันเตวาสิกผู้ใหญ่ผู้ถามมงคลปัญหาในครั้งนั้น ได้มาเป็น พระสารีบุตร ในบัดนี้
               ส่วนอาจารย์ในครั้งนั้น ได้มาเป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.


               จบ อรรถกถามหามังคลชาดกที่ ๑๕               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา มหามังคลชาดก ว่าด้วย มงคล จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 1463อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 1473อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 1483อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=5939&Z=5978
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๖  กรกฎาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com