ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา วัฑฒกีสูกรชาดก
ว่าด้วย หมูสู้เสือได้ด้วยสามัคคีกัน

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภพระธนุคคหติสสเถระ จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า วรํ วรํ ตฺวํ ดังนี้.
               ได้ยินว่า พระเจ้ามหาโกศลผู้เป็นพระชนกของเจ้าปัสเสนทิโกศล ได้พระราชทานนางโกศลเทวีราชธิดาแก่พระเจ้าพิมพิสาร ได้พระราชทานบ้านกาสิกคามอันเป็นบ้านที่มีรายได้เกิดขึ้นหนึ่งแสนให้เป็นมูลค่าแห่งจุรณสำหรับสรงสนานแก่พระราชธิดานั้น. แต่เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูปลงพระชนม์พระบิดา ฝ่ายพระนางโกศลเทวีถูกความโศกครอบงำก็ทิวงคต.
               ลำดับนั้น พระเจ้าปัสเสนทิโกศลทรงพระดำริว่า พระเจ้าอชาตศัตรูปลงพระชนม์พระบิดา ฝ่ายพระภคินีของเรา เมื่อพระสวามีสวรรคตแล้วก็ทิวงคต เพราะความโศก เราจักไม่ให้กาสิกคามแก่โจรผู้ฆ่าพ่อ ทรงดำริฉะนั้นแล้ว ก็ไม่ยอมยกบ้านกาสิกคามนั้นให้พระเจ้าอชาตศัตรู เพราะอาศัยบ้านนั้นเอง พระราชาแม้ทั้งสองพระองค์นั้นจึงมีการรบกันตลอดเวลา.
               พระเจ้าอชาตศัตรูทรงเป็นหนุ่มเข้มแข็งสามารถ ส่วนพระเจ้าปัสเสนทิโกศลทรงชราภาพแล้ว พระองค์จึงรบแพ้อยู่เนืองๆ. ผู้คนแม้ของพระเจ้ามหาโกศลก็พ่ายแพ้อยู่โดยมาก. ลำดับนั้น พระราชาตรัสถามพวกอำมาตย์ว่า พวกเราแพ้พระเจ้าอชาตศัตรูนั้นเนืองๆ ควรจะทำอย่างไรดี อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ธรรมดาพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความคิดอ่าน ควรจะฟังถ้อยคำของภิกษุทั้งหลายในพระเชตวันมหาวิหาร. พระราชาทรงสั่งบังคับจารบุรุษทั้งหลายว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านทั้งหลายจงฟังถ้อยคำสนทนาของภิกษุทั้งหลายในเวลานั้น. จารบุรุษเหล่านั้นได้กระทำอย่างนั้น จำเดิมแต่นั้นมา.
               ก็ในกาลนั้นพระเถระผู้เฒ่า ๒ รูป คือพระทันตเถระและพระธนุคคหติสสเถระ อยู่ในบรรณศาลาท้ายวิหาร. บรรดาพระเถระ ๒ รูปนั้น พระธนุคคหติสสเถระ หลับทั้งในปฐมยามและมัชฌิมยาม แล้วตื่นขึ้นในตอนปัจฉิมยาม นั่งเคาะดุ้นฟืน ก่อไฟให้สว่างแล้วกล่าวว่า ท่านทันตเถระผู้เจริญ ท่านนอนอยู่หรือว่านั่งอยู่. พระทันตเถระกล่าวว่า ผมไม่นอนแล้วจักทำอะไร. พระธนุคคหติสสเถระกล่าวว่า ลุกขึ้นนั่งก่อนเถอะขอรับ. พระธนุคคหติสสเถระนั้นลุกขึ้นนั่งแล้วกล่าวว่า ท่านทันตเถระผู้เจริญ พระเจ้าโกศลท้องพลุ้ยองค์นี้เขลา กระทำพระกระยาหารที่เสวยในถาดให้เสียไปเปล่า แต่ไม่ทรงทราบการจัดกระบวนรบอะไรๆ พระองค์ผู้เป็นจอมนรชนจึงทรงแพ้แล้วแพ้เล่า.
               พระทันตเถระถามว่า ก็อย่างนั้นควรจะทำอย่างไร?
               ขณะนั้น จารบุรุษเหล่านั้นได้ยืนฟังถ้อยคำของพระเถระทั้งสองนั้น. พระธนุคคหติสสเถระวิจารณ์การรบว่า ท่านผู้เจริญ ชื่อว่าในการรบมีกระบวนจัดทัพอยู่ ๓ กระบวน คือ
                         ปทุมพยูหะ กระบวนทัพรูปดอกประทุม ๑
                         จักกพยูหะ กระบวนทัพรูปล้อรถ ๑
                         สกฏพยูหะ กระบวนทัพรูปเกวียน ๑
               ถ้าพระเจ้าปัสเสนทิโกศลมีพระประสงค์จะจับพระเจ้าอชาตศัตรู ควรซุ่มคนไว้ที่เหลี่ยมเขาทั้งสองด้านไว้ในท้องภูเขาชื่อโน้น แสดงกำลังพลข้างหน้าให้รู้ว่าอ่อนแอ อย่าให้พระเจ้าอชาตศัตรูทราบว่าเข้าไปในระหว่างภูเขา แล้วสกัดกั้นทางเข้าไปเสีย แล้วให้คนที่ซุ่มอยู่ที่เหลี่ยมเขาทั้งสองข้างโห่ร้องตีโอบเข้ามาทั้งข้างหน้าและข้างหลัง ก็อาจสามารถจับพระเจ้าอชาตศัตรูได้ เหมือนจับปลาที่เข้าไปในข่าย และเหมือนจับลูกนกกระจาบไว้ในกำมือ ฉะนั้น.
               พวกจารบุรุษจึงกราบทูลข่าวนั้นแก่พระราชา พระราชาได้ทรงสดับดังนั้นจึงรับสั่งให้ลั่นกลองสงครามเภรีแล้วเสด็จไปตั้งกระบวนรบสกฏพยูหะ จับพระเจ้าอชาตศัตรูได้ทั้งเป็นได้ประทานราชธิดาของพระองค์พระนามว่าวชิรกุมารี แก่พระภาคิไนย และได้ประทานบ้านกาสิกคามให้เป็นค่าสำหรับสรงสนานแก่พระราชธิดานั้น แล้วทรงส่งไป.
               ประพฤติเหตุนั้นได้ปรากฎในหมู่ภิกษุสงฆ์.
               ครั้นวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ได้ยินว่าพระเจ้าโกศลทรงชนะพระเจ้าอชาตศัตรู เพราะการวิจารณ์ของพระธนุคคหติสสเถระ.
               พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เธอทั้งหลายนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน พระธนุคคหติสสะ ก็เป็นผู้ฉลาดในการจัดการรบมาแล้วเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นรุกขเทวดาอยู่ในป่า. ในกาลนั้น ช่างไม้คนหนึ่งจากหมู่บ้านช่างไม้ซึ่งตั้งอาศัยเมืองพาราณสีอยู่ ไปป่าเพื่อต้องการไม้ เห็นลูกสุกรตกหลุมอยู่ จึงพาเอาไปเรือนเลี้ยงไว้. ลูกสุกรนั้นถึงความเติบโต มีร่างกายใหญ่ มีเขี้ยวโง้ง เป็นสัตว์เพียบพร้อมด้วยมารยาท. ก็เพราะนายช่างไม้นำมาเลี้ยงไว้ จึงปรากฎชื่อว่าวัฑฒกีสุกร.
               วัฑฒกีสุกรนั้น ในเวลาช่างไม้ถากไม้ก็เอาจะงอยปากพลิกไม้ให้ เอาปากคาบนำมีด ขวาน สิ่ว และฆ้อนมาให้ ช่วยยุดปลายเส้นบรรทัดให้. ลำดับนั้น ช่างไม้นั้นจึงนำวัฑฒกีสุกรนั้นไปปล่อยป่า เพราะกลัวว่า ใครๆ นั่นแหละจะฆ่ามันกินเสีย. ฝ่ายวัฑฒกีสุกรนั้นก็เข้าป่าตรวจดูสถานที่อันผาสุกสำราญปลอดภัย ได้เห็นซอกเขาใหญ่ในระหว่างภูเขาแห่งหนึ่ง บริบูรณ์ด้วยเหง้ามันและรากไม้ เป็นสถานที่อยู่น่าผาสุกคราคร่ำด้วยสุกรหลายร้อย. สุกรเหล่านั้นเห็นวัฑฒกีสุกรนั้นแล้ว จึงมายังสำนักของวัฑฒกีสุกรนั้น.
               ฝ่ายวัฑฒกีสุกรนั้นก็กล่าวกะสุกรเหล่านั้นว่า เราเที่ยวมองหาพวกท่านอยู่ทีเดียว เออก็บัดนี้เราได้พบพวกท่านแล้ว อนึ่ง สถานที่นี้ก็เป็นสถานที่น่ารื่นรมย์ และบัดนี้ เราก็จักอยู่ในที่นี้แล. สุกรทั้งหลายกล่าวว่า จริง สถานที่นี้น่ารื่นรมย์ แต่ในที่นี้มีอันตราย. วัฑฒกีสุกรกล่าวว่า แม้เราได้เห็นท่านทั้งหลายแล้วก็ได้รู้ถึงข้อนั้น เมื่อท่านทั้งหลายอยู่ในที่อันสมบูรณ์ด้วยโคจรอย่างนี้ เนื้อและเลือดในร่างกายของท่านก็ไม่มี พวกท่านมีภัยอะไรในที่นี้. สุกรทั้งหลายกล่าวว่า มีเสือโคร่งตัวหนึ่งมาแต่เช้าตรู่ ตะครุบเอาสุกรตัวใดตัวหนึ่งที่มันพบเห็นเอาไป. วัฑฒกีสุกรถามว่า ก็เสือโคร่งนั้นมันตะครุบเอาไปทุกวันเป็นประจำ หรือเว้นวันบ้าง? สุกรทั้งหลายกล่าวว่า มันตะครุบเอาเป็นประจำทุกวัน. วัฑฒกีสุกรถามว่า เสือโคร่งนั้นมีเท่าไร. สุกรทั้งหลายกล่าวว่า ตัวเดียว. วัฑฒกีสุกรกล่าวว่า พวกท่านมีประมาณเท่านี้ ไม่สามารถเอาชนะเสือโคร่งตัวเดียวได้หรือ? สุกรทั้งหลายกล่าวว่า ไม่สามารถ. วัฑฒกีสุกรกล่าวว่า เราจักจับมัน ขอให้พวกท่านกระทำตามคำของเราอย่างเดียว เสือโคร่งตัวนั้นมันอยู่ที่ไหน? สุกรทั้งหลายกล่าวว่า มันอยู่ที่ภูเขาลูกหนึ่ง.
               วัฑฒกีสุกรนั้น ในคืนนั้นเองให้จัดสุกรทั้งหลาย เมื่อจะจัดแจงเฉพาะการสู้รบ จึงกล่าวว่า
               ชื่อว่าการสู้รบมี ๓ กระบวน คือ
                         กระบวนปทุมพยูหะ ๑
                         กระบวนจักกพยูหะ ๑
                         กระบวนสกฏพยูหะ ๑
               แล้วจัดโดยกระบวนปทุมพยูหะ ก็วัฑฒกีสุกรนั้นรู้จักที่อันเป็นชัยภูมิ เพราะฉะนั้นจึงคิดว่า ควรจัดการสู้รบในที่นี้ จึงวางสุกรชั้นพ่อแม่ที่มีลูกอ่อนไว้ ในที่ท่ามกลางของสุกรเหล่านั้น
               วางนางสุกรปูนกลางล้อมสุกรชั้นพ่อแม่ที่มีลูกอ่อนเหล่านั้น
               วางสุกรหนุ่มล้อมนางสุกรวัยปูนกลางเหล่านั้น
               วางสุกรแก่ล้อมสุกรหนุ่มเหล่านั้น
               วางสุกรที่มีเขี้ยวยาวล้อมสุกรแก่เหล่านั้น
               แล้ววางสุกรที่มีพลกำลังสามารถในการสู้รบ จัดทำให้หมวดหมู่ในที่นั้นๆ หมู่ละ ๑๐ และ ๒๐ ตัว ล้อมพวกสุกรที่มีเขี้ยวยาวเหล่านั้น ให้ขุดหลุมกลมไว้หลุมหนึ่งข้างหน้าที่ที่ตนยืน และให้ขุดหลุมหนึ่งไว้ข้างหลังที่ที่ตนยืนให้มีสัณฐาน เหมือนกระด้งฝัดข้าวลาดลึกไปโดยลำดับคล้ายเงื้อมเขา.
               เมื่อวัฑฒกีสุกรนั้นพาสุกรนักรบประมาณ ๖๐-๗๐ ตัวเที่ยวจัดแจงการงานในที่นั้นๆ พร้อมกับพูดว่า พวกท่านอย่ากลัวเลย ดังนี้จนอรุณขึ้น. ฝ่ายเสือโคร่งลุกขึ้นแล้วรู้ว่าได้เวลา ก็ไปยืนที่พื้นภูเขาซึ่งตั้งอยู่ตรงหน้า สุกรเหล่านั้นจ้องตาแลดูสุกรทั้งหลาย. วัฑฒกีสุกรได้อาณัติสัญญาณแก่สุกรเหล่านั้นว่า พวกท่านจงจ้องตาตอบมัน สุกรเหล่านั้นก็จ้องตาตอบ. เสือโคร่งอ้าปากหายใจ ฝ่ายสุกรทั้งหลายก็ได้กระทำเหมือนอย่างนั้น เสือโคร่งถ่ายปัสสาวะ แม้พวกสุกรก็ถ่ายปัสสาวะบ้าง.
               ดังนั้น เสือโคร่งนั้นกระทำกิริยาอาการอย่างใด สุกรทั้งหลายก็ทำกิริยาอาการอย่างนั้น. เสือโคร่งนั้นคิดว่า เมื่อก่อนในเวลาที่เรามองดู สุกรทั้งหลายพากันหนีไป วันนี้มันไม่หนีกลับเป็นศัตรูตอบเรา กระทำล้อเลียนกิริยาอาการที่เรากระทำ ในพื้นที่อันเป็นประธานนั้น มีสุกรตัวหนึ่งยืนสั่งการสุกรเหล่านั้นอยู่ วันนี้ความปราชัยจะปรากฎแก่เราผู้มาแล้ว.
               เสือโคร่งคิดดังนี้แล้ว จึงได้กลับไปยังที่อยู่ของตนทีเดียว.

               อนึ่ง มีชฎิลโกงคนหนึ่งผู้คอยกินเนื้อที่เสือโคร่งนั้นคาบเอามาแล้วๆ ชฎิลโกงนั้น เสือโคร่งกลับมามือเปล่า เมื่อจะปราศรัยกับเสือโคร่งนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-

               ดูก่อนเสือโคร่ง วันก่อนๆ ท่านเคยย่ำยีหมูทั้งหลายในประเทศนี้ แล้วนำเอาหมูตัวอ้วนๆ มา บัดนี้ ท่านเดินซบเซามาแต่ผู้เดียว ดูก่อนเสือโคร่ง ก็วันนี้ กำลังกายของท่านไม่มีหรือ.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วรํ วรํ ตฺวํ นิหนํ ปุเร จริ อสฺมึ ปเทเส อภิภุยฺย สูกเร ความว่า ดูก่อนเสือโคร่งผู้เจริญ เมื่อก่อน ท่านครอบงำสุกรทั้งปวงในประเทศนี้ บรรดาสุกรเหล่านี้ ท่านเที่ยวฆ่าสุกรตัวล่ำๆ คือตัวอ้วนๆ ได้แก่ ตัวที่อุดมสมบูรณ์. บทว่า โสทานิ เอโก พฺยคฺฆ ปคมฺม ฌายสิ ความว่า บัดนี้ ท่านไม่จับสุกรตัวอื่นตัวเดียวเท่านั้น เดินซบเซาซึมมา. บทว่า พลนฺนุ เต พฺยคฺฆ น จชฺช วิชฺชติ ความว่า ดูก่อนเสือโคร่งผู้เจริญ วันนี้ กำลังกายของท่านไม่มีหรือหนอ.

               เสือโคร่งได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-

               ได้ยินว่า วันก่อนๆ หมูเหล่านี้เห็นข้าพเจ้าแล้วก็กลัว ต่างบ่ายหน้าหนีไปหาที่ซ่อนเร้นคนละทิศละทาง บัดนี้ หมูเหล่านั้นมาประชุมกันเป็นหมวดเป็นหมู่ อยู่ในที่ชัยภูมิดี ยากที่จะย่ำยีได้.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสฺสุตา เป็นนิบาต. ก็เนื้อความย่อมีดังต่อไปนี้ :-
               เมื่อก่อน สุกรเหล่านี้เห็นข้าพเจ้าแล้วถูกความกลัวกดขี่เบียดเบียน แสวงหาที่ต้านทานที่ซ่อนเร้นของตนๆ เป็นคนละพวก คือต่างแยกกันไปคนละทิศละทาง คือบ่ายหน้าหนีไปยังทิศนั้นๆ บัดนี้ สุกรเหล่านั้น แม้ทั้งหมดมาประชุมอยู่รวมกันบันลืออยู่ และอยู่ในชัยภูมิอันยากที่ข้าพเจ้าจะย่ำยีได้ คือว่า วันนี้ สุกรเหล่านี้ตั้งอยู่ในชัยภูมิที่ข้าพเจ้าข่มขี่ย่ำยีได้ยาก.

               ลำดับนั้น ชฎิลโกงเมื่อจะยังความอุตสาหะให้เกิดแก่เสือโคร่งนั้น จึงกล่าวว่า อย่ากลัว ไปเถอะ เมื่อท่านบันลือวิ่งเข้าไป สุกรทั้งหมดกลัวจักพากันแตกหนีไป. เมื่อชฎิลโกงนั้นทำให้เกิดความอุตสาหะ เสือโคร่งก็มีใจกล้าหาญกลับไปยืนที่พื้นภูเขาอีก. วัฑฒกีสุกรคงยืนอยู่ระหว่างหลุมทั้งสอง. ฝ่ายสุกรทั้งหลายก็กล่าวว่า นาย มหาโจรมาอีกแล้ว. วัฑฒกีสุกรกล่าวว่า อย่ากลัว อย่ากลัว เราจักจับมันเดี๋ยวนี้.
               เสือโคร่งบันลือแล้วกระโจนขึ้นเบื้องบนวัฑฒกีสุกร ในเวลาที่เสือโคร่งนั้นตกลงมาเหนือตน วัฑฒกีสุกรก็กลิ้งตัวหลบลงไปในหลุมที่ขุดไว้ตรงๆ โดยส่วนเบื้องหลังของเสือโคร่ง เสือโคร่งไม่อาจยั้งความเร็วไว้ได้ก็เลยไปทางส่วนเบื้องบน ตกลงไปในปากหลุม อันคับแคบที่ขุดขวางไว้ อันมีปากคล้ายกระด้ง ได้เป็นเหมือนกระทำให้กองฉะนั้น. วัฑฒกีสุกรขึ้นจากหลุมรีบไปโดยเร็วดุจสายฟ้า เอาเขี้ยวขวิดเสือโคร่งเข้าในระหว่างขาอ่อน ฉีกผ่าไปจนถึงม้าม เอาเขี้ยวพันเนื้ออร่อย ๕ อย่าง ออกมาวงรอบหัวเสือโคร่ง แล้วยกขึ้นทิ้งออกไปนอกหลุมโดยกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงจับปัจจามิตรของพวกท่าน. พวกสุกรที่มาก่อนก็ได้กินเนื้อเสือโคร่ง พวกที่มาภายหลังกล่าวว่า ชื่อว่าเนื้อเสือโคร่งเป็นเช่นไร? จึงเที่ยวดมปากของสุกรเหล่านั้น.
               สุกรเหล่านั้นต่างก็ยังไม่พากันดีใจ วัฑฒกีสุกรเห็นอาการของสุกรเหล่านั้นจึงกล่าวว่า เพราะเหตุไรหนอ พวกท่านจึงไม่ยินดี. สุกรทั้งหลายกล่าวว่า นาย ประโยชน์อะไรด้วยเสือโคร่งตัวเดียวที่ถูกฆ่า ชฎิลโกงผู้สามารถจะนำเอาเสือโคร่งตัวอื่นๆ ตั้ง ๑๐ มาได้ ยังมีอยู่. วัฑฒกีสุกรถามว่า ชฎิลโกงนั้นคือใคร? พวกสุกรกล่าวว่า ดาบสทุศีลคนหนึ่ง. วัฑฒกีสุกรกล่าวว่า แม้เสือโคร่งเราก็ยังฆ่าได้ ดาบสทุศีลนั้นจะพออะไรเรา มาเถิดท่านทั้งหลาย พวกเราจักจับดาบสทุศีลนั้น ว่าแล้วก็ไปพร้อมหมู่สุกร. ฝ่ายดาบสโกง เมื่อเสือโคร่งชักช้าอยู่ ก็คิดว่า พวกสุกรจับเสือโคร่งไปกระมังหนอ จึงเดินสวนทางไป ได้เห็นสุกรทั้งหลายกำลังเดินมาจึงถือเอาบริขารของตนหนีไป ถูกสุกรเหล่านั้นติดตามจึงทิ้งบริขารทั้งหลายแล้วรีบขึ้นต้นมะเดื่อไปโดยเร็ว.
               สุกรทั้งหลายกล่าวว่า นาย บัดนี้ดาบสร้ายหนีขึ้นต้นไม้ไปแล้ว. วัฑฒกีสุกรถามว่า ต้นไม้ชื่ออะไร? สุกรทั้งหลายบอกว่า ต้นมะเดื่อ. วัฑฒกีสุกรนั้นจัดแจงว่า นางสุกรจงไปนำน้ำมา ลูกสุกรจงขุด สุกรที่มีเขี้ยวยาวจงกัดราก ฝ่ายสุกรที่เหลือจงล้อมรักษาไว้ เมื่อสุกรเหล่านั้นกระทำอยู่อย่างนั้น ตนเองก็งัดรากแก้วของต้นมะเดื่อ ให้ต้นมะเดื่อล้มลงทันที เหมือนคนเอาขวานฟันฉะนั้น. พวกสุกรที่ยืนล้อมอยู่ ก็ทำให้ชฎิลโกงล้มลงบนภาคพื้น แล้วทำให้เป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ แล้วกัดกินจนถึงกระดูก เชิญให้วัฑฒกีสุกรนั่งบนลำต้นมะเดื่อนั่นแหละ แล้วให้เอาสังข์เครื่องใช้สอยของชฎิลโกงไปตักน้ำมาอภิเษกแต่งตั้งให้เป็นราชา และแต่งตั้งนางสุกรรุ่นสาวตัวหนึ่งแต่งตั้งให้เป็นอัครมเหสีของวัฑฒกีสุกรนั้น.
               ได้ยินว่า จำเดิมแต่นั้นมา อำมาตย์ราชเสวกทั้งหลาย เชิญเสด็จพระราชาให้นั่ง ณ อุทุมพรภัทรบิฐ แล้วอภิเษกด้วยสังข์ ๓ ชนิด สืบมาจนกระทั่งทุกวันนี้.
               เทวดาผู้สิงสถิตอยู่ในไพรสณฑ์นั้นเห็นความอัศจรรย์อันนั้น จึงเยี่ยมหน้าเฉพาะต่อสุกรทั้งหลาย ณ ค่าคบไม้แห่งหนึ่ง กล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-

               ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแก่หมู่สุกรที่มาประชุมกัน ข้าพเจ้าได้เห็นมิตรภาพอันน่าอัศจรรย์ ควรสรรเสริญ จึงขอกล่าวสรรเสริญไว้ หมูทั้งหลายผู้มีเขี้ยวเป็นกำลังได้ชนะเสือโคร่งด้วยสามัคคีอันใด ก็พากันพ้นมรณภัยด้วยสามัคคีอันนั้น ในเพราะกำลังแห่งเขี้ยวทั้งหลาย.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นมตฺถุ สงฺฆานํ ความว่า การกระทำความนอบน้อมของเรานี้ จงมีแก่หมู่สุกรผู้มาประชุมกัน. บทว่า ทิสฺวา สยํ สขฺยํ วทามิ อพฺภุตํ ความว่า ข้าพเจ้าได้เห็นความเป็นสหาย คือมิตรภาพอันไม่เคยมีในกาลก่อน ชื่อว่าไม่เคยมีนี้จึงกล่าว. บทว่า พฺยคฺฆํ มิคา ยตฺถ ชินึสุ ทา€ิโน ความว่า ชื่อก็สุกรมฤคทั้งหลายผู้มีเขี้ยว ชนะเสือโคร่งด้วยความสามัคคีใด. อีกอย่างหนึ่งบาลีก็อันนี้แหละ. บทว่า สามคฺคิยา ทาฐพเลสุ มุจฺจเร ความว่า ก็ความสามัคคี คือความเป็นผู้มีอัธยาศัย เป็นอันเดียวกันในหมู่สุกรผู้มีเขี้ยวเป็นกำลังนี้ใด ด้วยความสามัคคีในหมู่สุกรอันนั้น สุกรผู้มีเขี้ยวเป็นกำลังเหล่านั้น จับปัจจามิตรได้ จึงพ้นจากมรณภัยในวันนี้.

               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า
               พระธนุคคหติสสะได้เป็น วัฑฒกีสุกร ในครั้งนั้น
               ส่วนรุกขเทวดาในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.

               จบ อรรถกถาวัฑฒกีสุกรชาดกที่ ๓

.. อรรถกถา วัฑฒกีสูกรชาดก ว่าด้วย หมูสู้เสือได้ด้วยสามัคคีกัน จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 445อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 448อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 451อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=2382&Z=2394
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๖  มิถุนายน  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :