ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก ค้นพระไตรปิฎก ชาดก หนังสือธรรมะ
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑
๒. เสลเถราปทาน
ประวัติในอดีตชาติของพระเสลเถระ
(พระเสลเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า) [๒๐๘] ข้าพเจ้าเป็นเจ้าของถนนอยู่ในกรุงหงสวดี เรียกประชุมบรรดาญาติของตนแล้ว ได้กล่าวดังนี้ว่า [๒๐๙] พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยม พระองค์เป็นผู้สมควรรับเครื่องบูชาของชาวโลกทั้งปวง [๒๑๐] กษัตริย์ก็ดี ชาวนิคมก็ดี พราหมณมหาศาลก็ดี ล้วนมีจิตเลื่อมใส มีใจยินดี ได้พากันประพฤติธรรมจำนวนมาก [๒๑๑] พลช้าง พลม้า พลรถ และพลเดินเท้า ล้วนมีจิตเลื่อมใส มีใจยินดี ได้พากันประพฤติธรรมจำนวนมาก [๒๑๒] นายทหารระดับสูงก็ดี ราชบุตรก็ดี พ่อค้าก็ดี พราหมณ์ก็ดี ล้วนมีจิตเลื่อมใส มีใจยินดี ได้พากันประพฤติธรรมจำนวนมาก {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๐๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค]

๒. เสลเถราปทาน

[๒๑๓] คนทำขนมก็ดี พ่อครัวก็ดี คนจัดแจงเครื่องอาบน้ำก็ดี ช่างดอกไม้ก็ดี ล้วนมีจิตเลื่อมใส มีใจยินดี ได้พากันประพฤติธรรมจำนวนมาก [๒๑๔] ช่างย้อมก็ดี ช่างหูกก็ดี ช่างเย็บผ้าก็ดี ช่างกัลบกหญิงก็ดี ล้วนมีจิตเลื่อมใส มีใจยินดี ได้พากันประพฤติธรรมจำนวนมาก [๒๑๕] ช่างศรก็ดี ช่างกลึงก็ดี ช่างหนังก็ดี ช่างถากก็ดี ล้วนมีจิตเลื่อมใส มีใจยินดี ได้พากันประพฤติธรรมจำนวนมาก [๒๑๖] ช่างเหล็กก็ดี ช่างทองก็ดี ช่างดีบุกก็ดี ช่างทองแดงก็ดี ล้วนมีจิตเลื่อมใส มีใจยินดี ได้พากันประพฤติธรรมจำนวนมาก [๒๑๗] ลูกจ้างก็ดี คนเชิญธงก็ดี ทาสก็ดี กรรมกรก็ดี จำนวนมาก ได้พากันประพฤติธรรมจำนวนมากตามกำลังของตนๆ [๒๑๘] คนตักน้ำขายก็ดี คนหาฟืนขายก็ดี ชาวนาก็ดี คนขนหญ้าก็ดี ได้พากันประพฤติธรรมจำนวนมากตามกำลังของตนๆ [๒๑๙] คนขายดอกไม้ก็ดี คนขายพวงมาลัยก็ดี คนขายใบไม้ก็ดี คนขายผลไม้ก็ดี ได้พากันประพฤติธรรมจำนวนมากตามกำลังของตนๆ [๒๒๐] หญิงแพศยาก็ดี นางกุมภทาสีก็ดี คนขายขนมก็ดี คนขายปลาก็ดี ได้พากันประพฤติธรรมจำนวนมากตามกำลังของตนๆ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๑๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค]

๒. เสลเถราปทาน

[๒๒๑] พวกเราทั้งหมดนี้มาประชุม รวมเป็นพวกเดียวกันแล้ว จักทำบุญกุศลในพระพุทธเจ้าผู้เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยม [๒๒๒] ญาติเหล่านั้นฟังคำของข้าพเจ้าแล้ว รวมกันเป็นคณะในขณะนั้นกล่าวว่า พวกเราควรให้สร้างโรงฉันที่สร้างอย่างสวยงามถวายแด่ภิกษุสงฆ์ [๒๒๓] ข้าพเจ้าจึงให้สร้างโรงฉันนั้นสำเร็จแล้ว เป็นผู้เบิกบาน มีใจยินดี มีญาติทั้งหมดนั้นห้อมล้อม เข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า [๒๒๔] ครั้นเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นที่พึ่งของสัตว์โลก ทรงองอาจกว่านรชน กราบพระยุคลบาทของพระศาสดาแล้วได้กราบทูลคำนี้ว่า [๒๒๕] ข้าแต่พระมุนีวีรเจ้า บุรุษประมาณ ๓๐๐ คนนี้ รวมกันเป็นคณะ ขอมอบถวายโรงฉันที่สร้างอย่างสวยงามแด่พระองค์ [๒๒๖] ขอพระองค์ผู้มีพระจักษุ เป็นประธานหมู่ภิกษุ โปรดทรงรับเถิด พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ ต่อหน้าบุรุษ ๓๐๐ คนว่า [๒๒๗] บุรุษทั้ง ๓๐๐ คนและผู้เป็นหัวหน้า ประพฤติตามเป็นหนึ่งเดียวกัน ท่านทั้งปวงพากันทำแล้ว จักได้เสวยสมบัติ [๒๒๘] เมื่อถึงภพสุดท้าย ท่านทั้งหลายจักเห็นนิพพาน ซึ่งมีภาวะเย็นยอดเยี่ยม ไม่แก่ ไม่ตาย เป็นแดนเกษม {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๑๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค]

๒. เสลเถราปทาน

[๒๒๙] พระสัพพัญญูพุทธเจ้าผู้ยอดเยี่ยมกว่าสมณะ ทรงพยากรณ์อย่างนี้แล้ว ข้าพเจ้าได้ฟังพระพุทธดำรัสแล้ว ได้เสวยโสมนัส [๒๓๐] ข้าพเจ้ารื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๓๐,๐๐๐ กัป เป็นใหญ่ในหมู่เทวดา ครองเทวสมบัติตลอด ๕๐๐ ชาติ [๒๓๑] ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ชาติ และได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับชาติไม่ถ้วน [๒๓๒] ในรัชสมบัติในมนุษยโลกนี้ มีพวกญาติเป็นบริวาร ในภพสุดท้ายที่มาถึงนี้ มีพราหมณ์ชื่อวาเสฏฐะ [๒๓๓] ข้าพเจ้าเป็นบุตรของพราหมณ์นั้น สะสมสมบัติไว้ ๘๐ โกฏิ ข้าพเจ้ามีนามว่าเสละถึงความสำเร็จในองค์ ๖ ๑- [๒๓๔] มีพวกศิษย์ของตนแวดล้อม เดินเที่ยวพักผ่อนอิริยาบถ ดาบสชื่อเกนิยะ ผู้เพียบพร้อมด้วยชฎาและบริขาร จัดแจงเครื่องบูชา [๒๓๕] ข้าพเจ้าได้เห็นท่านแล้วได้กล่าวคำนี้ว่า ท่านจักทำอาวาหมงคลและวิวาหมงคล หรือว่าท่านเชื้อเชิญพระราชา [๒๓๖] ดาบสชื่อเกนิยะตอบว่า ข้าพเจ้าใคร่จะใช้เครื่องบูชา เชิงอรรถ : องค์ ๖ ในที่นี้หมายถึงมนตร์พรหมจินดา ๖ คือ (๑) กัปปศาสตร์ (๒) พยากรณ์ศาสตร์ (๓) นิรุตติ- ศาสตร์ (๔) สิกขาศาสตร์ (๕) ฉันโทวิจิติศาสตร์ (๖) โชติสัตถศาสตร์ (ขุ.วิ.อ. ๙๙๖/๓๐๙, ที.สี.อ. ๒๕๖/๒๒๓) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๑๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค]

๒. เสลเถราปทาน

บูชาพราหมณ์ที่สมมติกันว่าประเสริฐ ข้าพเจ้าไม่ได้เชื้อเชิญพระราชา ไม่มีการบวงสรวง [๒๓๗] อาวาหมงคลและวิวาหมงคลของข้าพเจ้าก็ไม่มี พระพุทธเจ้าผู้ให้เกิดความยินดีแก่ศากยะทั้งหลาย ประเสริฐที่สุดในโลกพร้อมทั้งเทวโลก [๒๓๘] ทรงทำประโยชน์เกื้อกูลแก่โลกทั้งปวง นำสุขมาให้แก่สรรพสัตว์ วันนี้ ข้าพเจ้าทูลนิมนต์พระองค์ จึงจัดแจงเครื่องบูชานี้เพื่อพระองค์ [๒๓๙] พระพุทธเจ้ามีพระรัศมีดุจสีมะพลับ มีพระคุณหาประมาณมิได้ ไม่มีผู้เปรียบปาน ไม่มีใครเหมือนด้วยพระรูป ข้าพเจ้าทูลนิมนต์เพื่อเสวยในวันพรุ่งนี้ [๒๔๐] พระองค์มีรัศมีเรืองรองดุจถ่านเพลิงไม้ตะเคียน กระทบปากเบ้าทองคำ เปรียบด้วยสายฟ้า ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก เป็นที่พึ่ง ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว [๒๔๑] พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้เป็นดุจไฟบนยอดภูเขา ดุจดวงจันทร์ในวันเพ็ญ และดุจสีแห่งเปลวไฟไม้อ้อ ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว [๒๔๒] พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ไม่ทรงครั่นคร้าม ทรงล่วงพ้นภัยแล้ว ทรงทำภพให้สิ้นไป เป็นพระมุนีดุจราชสีห์ ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๑๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค]

๒. เสลเถราปทาน

[๒๔๓] พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงฉลาดในพุทธธรรม ไม่มีใครอื่นข่มได้ ดุจพญาช้างเชือกประเสริฐ ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว [๒๔๔] พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงฉลาดในฝั่งคือพระสัทธรรม เป็นพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด ไม่มีใครเหมือน ดุจโคอุสภราช ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว [๒๔๕] พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น มีพระคุณที่พรรณนาไม่สิ้นสุด มีพระยศนับมิได้ มีพระลักษณะทั้งหมดงดงาม ดุจท้าวสักกเทวราช ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว [๒๔๖] พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงมีความชำนาญ เป็นผู้นำหมู่ มีความเพียร มีเดช หาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก ดุจพระพรหม ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว [๒๔๗] พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงมีพระธรรมล้ำเลิศ น่าบูชา เป็นพระทศพล ทรงถึงความสำเร็จพลธรรมเหนือพลธรรม(ของคนทั่วไป) เปรียบด้วยแผ่นดิน ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว [๒๔๘] พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงมีศีลและปัญญาแผ่กระจาย ทรงระบือไปด้วยการรู้แจ้งธรรม เปรียบด้วยท้องทะเล {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๑๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค]

๒. เสลเถราปทาน

ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว [๒๔๙] พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น หาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก ใครๆ ไม่อาจจะข่มได้ ไม่ทรงหวั่นไหว ทรงเลิศกว่าพรหม เปรียบดังภูเขาเนรุราช ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว [๒๕๐] พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงมีพระญาณไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีใครเสมอเหมือน ไม่มีใครเทียมเท่า ทรงบรรลุถึงความเป็นยอด เปรียบดังท้องฟ้า ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว
ภาณวารที่ ๑๕ จบ
[๒๕๑] พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงเป็นที่พึ่งของบรรดาผู้กลัวภัย เป็นที่ต้านทานของบรรดาผู้ถึงสรณะ เป็นที่เบาใจ ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว [๒๕๒] พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงเป็นที่อาศัยแห่งท่านผู้มีความรู้ เป็นเนื้อนาบุญของผู้แสวงหาความสุข เป็นบ่อเกิดแห่งรัตนะ ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๑๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค]

๒. เสลเถราปทาน

[๒๕๓] พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงเป็นผู้ปลอบโยนให้เบาใจ เป็นผู้ทำให้เป็นเทพ เป็นผู้ประทานสามัญผล เปรียบดังเมฆ ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว [๒๕๔] พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ที่เขายกย่องในโลก ทรงแกล้วกล้า เป็นผู้บรรเทาความมืดทั้งปวง เปรียบดังดวงอาทิตย์ ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว [๒๕๕] พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงแสดงสภาวะในอารมณ์ และความหลุดพ้น เป็นพระมุนี เปรียบดังดวงจันทร์ ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว [๒๕๖] พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นตรัสรู้แล้ว อันบัณฑิตยกย่องในโลก ทรงประดับด้วยพระลักษณะทั้งหลาย ใครๆ ประมาณมิได้ ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว [๒๕๗] พระพุทธเจ้าผู้ทรงมีพระญาณหาประมาณมิได้ ทรงมีศีลที่ไม่มีอะไรเปรียบได้ เครื่องทรงจำที่ไม่มีอะไรเหมือน ทรงมีพลังซึ่งเป็นอจินไตย(ไม่ควรคิด) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๑๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค]

๒. เสลเถราปทาน

ทรงมีความบากบั่นอย่างยอดเยี่ยม ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว [๒๕๙] พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงถอนพิษ คือราคะ โทสะ โมหะได้หมดแล้ว ทรงเปรียบดังยา ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว [๒๖๐] พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงบรรเทาพยาธิคือกิเลสและความทุกข์มาก ดุจดังโอสถ เปรียบดังหมอ ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว [๒๖๑] เกนิยพราหมณ์ประกาศว่าพุทโธ เสียงประกาศนั้น ข้าพเจ้าได้ฟังแสนยาก เพราะได้ฟังเสียงประกาศว่าพุทโธ ข้าพเจ้าก็เกิดปีติซาบซ่าน [๒๖๒] ข้าพเจ้ามิได้มีปีติอยู่เฉพาะภายใน แต่แผ่ซ่านออกมาภายนอก ข้าพเจ้ามีใจอิ่มเอิบ ได้กล่าวคำนี้ว่า [๒๖๓] พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงเป็นผู้เจริญที่สุดในโลก ทรงองอาจกว่านรชน เสด็จประทับอยู่ ณ ที่ไหนหนอ ข้าพเจ้าจักไปนอบน้อมพระองค์ ผู้ทรงประทานสามัญผล ณ ที่นั้น [๒๖๔] ขอท่านผู้เกิดโสมนัสซึ่งประนมมืออยู่ โปรดยกมือข้างขวาขึ้นชี้บอกพระผู้มีพระภาค {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๑๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค]

๒. เสลเถราปทาน

ผู้ทรงเป็นพระธรรมราชา ผู้ทรงบรรเทาลูกศรคือความเศร้าโศกให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด [๒๖๕] (เกนิยพราหมณ์ กล่าวว่า) ท่านคงเห็นป่าใหญ่ เขียว ดุจดังก้อนมหาเมฆตั้งขึ้น เปรียบด้วยดอกอัญชัน ซึ่งปรากฏดุจท้องทะเล [๒๖๖] พระพุทธเจ้า ผู้ทรงฝึกฝนคนที่ยังมิได้รับการฝึกฝน ทรงเป็นมุนี ทรงแนะนำเวไนยสัตว์ให้ตรัสรู้โพธิปักขิยธรรม พระองค์ทรงประทับอยู่ที่ป่านั้น [๒๖๗] ข้าพเจ้าเที่ยวค้นหาพระชินเจ้า เปรียบเหมือนคนกระหายน้ำแสวงหาน้ำดื่ม เปรียบเหมือนคนหิวข้าวแสวงหาข้าวกิน เปรียบเหมือนแม่โครักลูกโคเที่ยวค้นหาลูกโค [๒๖๘] ข้าพเจ้ารู้จักอาจาระและอุปจาระ สำรวมระวังเหมาะสมแก่เหตุ ให้บรรดาศิษย์ของตนซึ่งจะไปยังสำนักพระชินเจ้า ศึกษาว่า [๒๖๙] พระผู้มีพระภาคทั้งหลาย หาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก เสด็จเที่ยวไปเพียงพระองค์เดียว ดุจดังราชสีห์ มาณพทั้งหลาย พวกท่านควรเข้าแถวกันมา [๒๗๐] พระพุทธเจ้าทั้งหลายหาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก ดุจอสรพิษกล้า ดุจพญาเนื้อไกรสรราชสีห์ ดุจช้างกุญชรตกมันที่ได้รับการฝึกแล้ว [๒๗๑] มาณพทั้งหลาย พวกท่านจงอย่าไอ อย่าจาม เดินเข้าแถวพากันเข้าไปยังสำนักของพระพุทธเจ้าเถิด {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๑๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค]

๒. เสลเถราปทาน

[๒๗๒] พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงเป็นผู้หนักในการอยู่ในที่เร้น ชอบสถานที่เงียบเสียง หาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก ยากที่จะเข้าเฝ้า ทรงเป็นครูในมนุษยโลกพร้อมทั้งเทวโลก [๒๗๓] ข้าพเจ้าทูลถามปัญหาข้อใด หรือได้ปราศรัยโต้ตอบอยู่ ขณะนั้น ขอให้ท่านทั้งหลายจงเงียบเสียงนิ่งเฉยอยู่ [๒๗๔] พระองค์ทรงแสดงพระสัทธรรมใด ซึ่งเป็นธรรมปลอดโปร่ง เพื่อบรรลุนิพพาน ขอท่านทั้งหลายจงพิจารณาเนื้อความแห่งพระสัทธรรมนั้น เพราะการฟังพระสัทธรรมเป็นเหตุนำสุขมาให้ [๒๗๕] ข้าพเจ้าได้เข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้สนทนาปราศรัยกับพระมุนี ให้การสนทนานั้นผ่านไปแล้วจึงตรวจดูพระลักษณะ [๒๗๖] ข้าพเจ้าสงสัยพระลักษณะ ๒ ประการ ได้เห็นเพียงพระลักษณะ ๓๐ ประการ พระมุนีจึงได้ทรงแสดงพระคุยหฐาน ซึ่งเร้นอยู่ในฝักให้ปรากฏด้วยฤทธิ์ [๒๗๗] อนึ่ง พระชินเจ้าได้ทรงแลบพระชิวหา สอดเข้าในช่องพระกรรณและเข้าในช่องพระนาสิก แล้วปกปิดไปถึงสุดพระนลาฏทั้งสิ้น [๒๗๘] ข้าพเจ้าได้เห็นพระลักษณะของพระองค์ ครบถ้วนบริบูรณ์พร้อมทั้งพระอนุพยัญชนะ จึงแน่ใจได้ว่าเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ได้บวชพร้อมกับบรรดาศิษย์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๑๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค]

๒. เสลเถราปทาน

[๒๗๙] ข้าพเจ้าพร้อมด้วยบรรดาศิษย์ ๓๐๐ คน ได้บวชเป็นบรรพชิต ยังไม่ทันถึงครึ่งเดือน พวกเราทั้งหมดก็ได้บรรลุนิพพาน [๒๘๐] ศิษย์ทั้งหลายร่วมกันทำกรรมในนาบุญที่ยอดเยี่ยม ท่องเที่ยวไปร่วมกัน คลายกิเลสได้ร่วมกัน [๒๘๑] ข้าพเจ้าได้ถวายไม้กลอนทั้งหลาย จึงได้อยู่ในธรรมเป็นอันมาก ด้วยกรรมที่ได้ทำไว้ดีแล้วนั้น ข้าพเจ้าย่อมได้เหตุ ๘ ประการ [๒๘๒] คือข้าพเจ้าเป็นผู้ที่เขาบูชาในทิศทั้งหลาย ๑ มีโภคสมบัตินับไม่ถ้วน ๑ เป็นที่พึ่งของคนทั้งปวง ๑ ไม่มีความสะดุ้งกลัว ๑ [๒๘๓] ข้าพเจ้าไม่มีความเจ็บไข้ ๑ รักษาอายุได้ยืนยาว มีผิวพรรณละเอียดอ่อน ๑ อยู่ในที่อยู่ที่ปรารถนาได้ ๑ [๒๘๔] เพราะได้ถวายไม้กลอน ๘ อัน ข้าพเจ้าจึงได้อยู่ในธรรมเป็นอันมาก ความเป็นพระอรหันต์ถึงพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา เป็นข้อที่ ๘ อีกข้อหนึ่งของข้าพเจ้า [๒๘๕] ข้าแต่พระมหามุนี ข้าพระองค์มีธรรมเครื่องอยู่ทั้งปวงอยู่จบหมดแล้ว ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ มีชื่อว่าอัฏฐโคปานสี เป็นบุตรของพระองค์ [๒๘๖] เพราะได้ถวายเสา ๕ ต้น ข้าพเจ้าจึงได้อยู่ในธรรมเป็นอันมาก ด้วยกรรมที่ได้ทำไว้ดีแล้วนั้น ข้าพเจ้าจึงได้เหตุ ๕ ประการ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๒๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค]

๒. เสลเถราปทาน

[๒๘๗] คือข้าพเจ้าเป็นผู้มีเมตตาไม่หวั่นไหว ๑ มีโภคสมบัติไม่รู้จักพร่อง ๑ มีถ้อยคำที่ควรเชื่อถือได้ โดยที่ข้าพเจ้าไม่พูดกำจัด ๑ [๒๘๘] ข้าพเจ้ามีจิตไม่ฟุ้งซ่าน ๑ ไม่เป็นเสี้ยนหนามต่อใครๆ ๑ ด้วยกรรมที่ได้ทำไว้ดีแล้วนั้น ข้าพเจ้าจึงเป็นผู้ปราศจากมลทินในศาสนา [๒๘๙] ข้าแต่พระมุนีผู้มีความเพียรมาก ภิกษุสาวกของพระองค์มีความเคารพ มีความยำเกรง ได้ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ ขอกราบไหว้พระองค์ [๒๙๐] ข้าพเจ้าได้ทำบัลลังก์ที่ทำอย่างสวยงามแล้วจัดตั้งไว้ในศาลา ด้วยกรรมที่ได้ทำไว้ดีแล้วนั้น ข้าพเจ้าจึงได้เหตุ ๕ ประการ [๒๙๑] คือเกิดในตระกูลสูง ๑ มีโภคะมาก ๑ มีสมบัติทุกอย่าง ๑ ไม่มีความตระหนี่ ๑ [๒๙๒] เมื่อข้าพเจ้าปรารถนาจะไป บัลลังก์ก็ตั้งขึ้น ข้าพเจ้าย่อมไปพร้อมกับบัลลังก์อันประเสริฐ ตามที่ข้าพเจ้าปรารถนา ๑ [๒๙๓] เพราะการถวายบัลลังก์นั้น ข้าพเจ้ากำจัดความมืดทั้งหมดได้แล้ว ข้าแต่พระมหามุนี พระเถระผู้บรรลุอภิญญาและพลธรรมทั้งปวง ขอกราบไหว้พระองค์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๒๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค]

๒. เสลเถราปทาน

[๒๙๔] ข้าพเจ้าทำกิจทั้งปวงทั้งที่เป็นกิจ ของผู้อื่นและกิจของตนสำเร็จแล้ว ด้วยกรรมที่ได้ทำไว้ดีแล้วนั้น ข้าพเจ้าจึงได้เข้าไปยังบุรีที่ไม่มีภัย [๒๙๕] ข้าพเจ้าได้ถวายเครื่องบริโภคในศาลาที่สร้างสำเร็จแล้ว ด้วยกรรมที่ได้ทำไว้ดีแล้วนั้น ข้าพเจ้าจึงได้บรรลุความเป็นผู้ประเสริฐ [๒๙๖] ผู้ฝึกเหล่าใดเหล่าหนึ่งในโลก ผู้ฝึกเหล่านั้นย่อมฝึกช้างและม้า พวกเขาให้ทำเหตุต่างๆ แล้วฝึกอย่างหนัก [๒๙๗] ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก พระองค์หาทรงฝึกเหล่าชายหญิงเช่นนั้นไม่ พระองค์ทรงฝึกในวิธีฝึกอย่างสูงสุด โดยไม่ต้องใช้อาชญาไม่ต้องใช้ศัสตรา [๒๙๘] พระมุนีทรงฉลาดในเทศนา ทรงสรรเสริญคุณแห่งทาน และตรัสปัญหาข้อเดียว ก็ให้เวไนยสัตว์ ๓๐๐ ตรัสรู้ได้ [๒๙๙] ข้าพระองค์ทั้งหลาย อันพระองค์ผู้เป็นสารถีฝึกแล้ว จึงพ้นวิเศษด้วยดี ไม่มีอาสวะ บรรลุอภิญญาและพลธรรมทั้งปวง ดับแล้วในธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิ [๓๐๐] ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป ข้าพเจ้าได้ถวายทานไว้ในครั้งนั้น ภัยทั้งปวงล่วงพ้นไปแล้ว นี้เป็นผลแห่งการถวายศาลา {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๒๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค]

๓. สัพพกิตติกเถราปทาน

[๓๐๑] กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าเผาได้แล้ว ภพทั้งปวงข้าพเจ้าถอนได้แล้ว ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ [๓๐๒] การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้า เป็นการมาดีแล้วโดยแท้ วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว [๓๐๓] คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระเสลเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้
เสลเถราปทานที่ ๒ จบ


                  เนื้อความพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ เล่มที่ ๓๒ หน้าที่ ๖๐๙-๖๒๓. http://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=32&siri=394                   อ่านเทียบพระไตรปิฎกฉบับหลวง http://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=32&A=8288&Z=8466                   ศึกษาอรรถกถานี้ได้ที่ :- http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=32&i=394                   สารบัญพระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๒ http://84000.org/tipitaka/read/?index_mcu32


บันทึก ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ การแสดงผลนี้อ้างอิงข้อมูลจากพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :