ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ ภิกขุวรรค
กีฏาคิริสูตร คุณของการฉันอาหารน้อย

               ๑๐. อรรถกถากีฏาคิริสูตร               
               กีฏาคิริสูตร มีบทเริ่มต้นว่า เอวมฺเม สุตํ ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้.
               ในบรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาสีสุ ในชนบทมีชื่ออย่างนี้.
               ในบทว่า เอวํ ตุมฺเหปิ ภิกฺขเว นี้ มีความดังต่อไปนี้
               แม้พวกเธอเห็นอานิสงส์ ๕ อย่างเหล่านี้ ก็จงฉันอาหารเว้นการฉันในราตรีเสีย. ด้วยประการฉะนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงให้เว้นการฉัน ๒ อย่างเหล่านี้ คือ การฉันในเวลาวิกาลในกลางคืน ๑ การฉันในเวลาวิกาลในกลางวัน ๑ ในคราวเดียวกัน. ในสมัยหนึ่ง ทรงให้เว้นการฉันในเวลาวิกาลในกลางวันเสียเท่านั้น. ครั้นกาลเวลาล่วงไปพระองค์ทรงให้เว้นการฉันในเวลาวิกาลในกลางคืนเสีย จึงตรัสอย่างนี้.
               เพราะเหตุไร. เพราะการฉัน ๒ คราวเหล่านี้เป็นการสะสม หมกมุ่นในวัฏฏะ มิได้แล่นออกไปได้ดุจน้ำไหลลงแม่น้ำ กุลบุตรผู้ละเอียดอ่อนเจริญเพราะบริโภคอาหารดีในเรือนแม้ที่สงบเงียบ เว้นการบริโภค ๒ ครั้งในคราวเดียวกันเท่านั้นย่อมลำบาก เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงมิได้ทรงให้เว้นในคราวเดียวกัน. ทรงให้เว้นการบริโภคในเวลาวิกาลในกลางวัน ในภัททาลิสูตร. ในสูตรนี้ ทรงให้เว้นการบริโภคในเวลาวิกาลในกลางคืน. ก็เมื่อให้ละ ทรงคุกคามหรือทรงข่ม. พระองค์ทรงแสดงอานิสงส์อย่างนี้ว่า พวกเธอจักรู้คุณคือความเป็นผู้มีอาพาธน้อย เพราะการละการบริโภคเหล่านั้นเป็นปัจจัย แล้วจึงทรงให้เว้นเสีย.
               บทว่า กีฏาคิรี เป็นชื่อของนิคมนั้น.
               บทว่า อสฺสชิปุนพฺพสุกา คือ พระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะ.
               ในบรรดาภิกษุฉัพพัคคีย์ ๖ รูป ท่านทั้งสองเป็นคณาจารย์. ชนทั้ง ๖ เหล่านี้ คือ ปัณฑุกะ ๑ โลหิตกะ ๑ เมตติยะ ๑ ภุมมชกะ ๑ อัสสชิ ๑ ปุนัพพสุกะ ๑ ชื่อว่าฉัพพัคคีย์.
               ในฉัพพัคคีย์เหล่านั้น พระปัณฑุกะและพระโลหิตกะพาบริวารของตนไปอยู่ ณ กรุงสาวัตถี. พระเมตติยะ พระภุมมชกะไปอยู่ ณ กรุงราชคฤห์. อีก ๒ ท่านเป็นเจ้าอาวาสอยู่ในกีฏาคิรีนิคม.
               บทว่า อาวาสิกา เจ้าอาวาส คืออยู่ประจำ. ท่านทั้งสองอยู่ประจำสร้างเสนาสนะที่ยังมิได้สร้าง ซ่อมเสนาสนะที่ชำรุด เป็นผู้มีอิสระในการทำ.
               บทว่า กาลิกํ เป็นไปตามกาล คืออานิสงส์ที่พึงถึงในอนาคตกาล.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงถึงอะไร ในบทนี้ว่า มยา เจตํ ภิกฺขเว. พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงแสดงความนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุฉัน ๓ ครั้งต่อวันแล้วยังสุขเวทนาให้เกิด ชื่อว่าเป็นผู้ทำกิจในศาสนานี้ ก็หามิได้ดังนี้ จึงปรารภเทศนานี้.
               อนึ่ง บทว่า เอวรูปํ สุขํ เวทนํ ปชหถ พวกเธอจงละสุขเวทนาเห็นปานนี้เสียเถิด นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสด้วยสามารถโสมนัสอันอาศัยกามคุณ.
               บทว่า อุปสมฺปชฺช วิหรถ พวกเธอจงเข้าถึงสุขเวทนาเห็นปานนี้อยู่เถิด นี้พระองค์ตรัสด้วยสามารถแห่งโสมนัสอาศัยเนกขัมมะ.
               พึงทราบความด้วยสามารถแห่งโทมนัสและอุเบกขาอาศัยเนกขัมมะในวาระ ๒ แม้อื่นจากนี้อย่างนี้.
               พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงถึงเวทนาที่ควรเสพและไม่ควรเสพอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อทรงแสดงถึงกิจที่ภิกษุควรทำและไม่ควรทำ ด้วยความไม่ประมาทจึงตรัสบทมีอาทิว่า นาหํ ภิกฺขเว สพฺเพสํ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราหาได้กล่าวว่า กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาทย่อมมีแก่ภิกษุทั้งปวงดังนี้ไม่.
               บทว่า กตํ เตสํ อปฺปมาเทน เพราะภิกษุเหล่านั้นได้ทำกิจสำเร็จแล้วด้วยความไม่ประมาท คือกิจใดอันภิกษุเหล่านั้นพึงทำด้วยความไม่ประมาท กิจนั้นได้ทำเสร็จแล้ว.
               บทว่า อนุโลมิกานิ ความว่า เสนาสนะอันสมควรแก่การปฏิบัติ มีกรรมฐานเป็นที่สบาย อันผู้อยู่ในเสนาสนะสามารถบรรลุมรรคผลได้.
               บทว่า อินฺทฺริยานิ สมนฺนานยมานา ทำอินทรีย์ให้เสมออยู่ คือทำอินทรีย์มีศรัทธาเป็นต้นให้เสมออยู่.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงถึงอะไรในบทนี้ว่า สตฺตีเม ภิกฺขเว ปุคฺคลา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๗ จำพวกมีอยู่ในโลก.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงความนี้ว่า
               บุคคลมีอยู่ ๗ จำพวกเหล่านี้ แม้ทั้งหมดอย่างนี้ คือ
                         บุคคลที่ไม่มีกิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาทมี ๒ จำพวก
                         บุคคลผู้ที่มีกิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาทมี ๕ จำพวก.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า อุภโตภาควิมุตฺโต คือ ผู้พ้นโดยส่วนสอง. พ้นจากรูปกายด้วยอรูปสมาบัติ ๑ พ้นจากนามกายด้วยมรรค ๑. บุคคลนั้นออกจากสมาบัติอย่างหนึ่งๆ แห่งอรูปสมาบัติ ๔ พิจารณาถึงสังขารแล้วออกจากนิโรธของบุคคล ๔ จำพวกผู้บรรลุพระอรหัต เป็นบุคคล ๕ จำพวกด้วยสามารถแห่งพระอนาคามีผู้บรรลุพระอรหัต.
               อนึ่ง บาลีในบทนี้มาแล้วด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้ได้วิโมกข์ ๘ ในอภิธรรมอย่างนี้ว่า ก็อุภโตภาควิมุตบุคคลเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยกายอยู่และอาสวะทั้งหลายของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นอริยสัจธรรมนั้นด้วยปัญญาดังนี้.
               บุคคลชื่อว่า ปัญญาวิมุต เพราะพ้นด้วยปัญญา.
               ปัญญาวิมุตบุคคลนั้นมี ๕ ด้วยสามารถแห่งบุคคลเหล่านี้ คือเป็นสุกขวิปัสสก ๑ ผู้ออกจากฌาน ๔ แล้วบรรลุพระอรหัตอีก ๔ แต่บาลีในบทนี้มาแล้วด้วยสามารถการปฏิเสธวิโมกข์ ๘.
               เหมือนดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ก็บุคคลนั้นแลหาได้ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยกายอยู่ไม่. อาสวะของเขาสิ้นไปแล้วเพราะเห็นอริยสัจธรรมนั้นด้วยปัญญา. บุคคลนี้เรากล่าวว่าปัญญาวิมุตบุคคล.
               บุคคลชื่อ กายสักขี เพราะทำให้แจ้งธรรมที่ถูกต้องแล้วนั้น.
               บุคคลใดถูกต้องผัสสะคือฌาน เป็นครั้งแรก ภายหลังจึงทำให้แจ้งนิพพานอันเป็นความดับสนิท พึงทราบบุคคลนั้นมี ๖ ตั้งต้นแต่บุคคลผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลจนถึงบุคคลผู้ตั้งอยู่ในอรหัตมรรค. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า บุคคลบางคนในโลกนี้ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยกายอยู่ อาสวะบางเหล่าของบุคคลนั้นสิ้นไป เพราะเห็นอริยสัจธรรมนั้นด้วยปัญญา. บุคคลนี้เรากล่าวว่ากายสักขีบุคคล.
               บุคคลชื่อว่า ทิฏฐิปัตตะ เพราะบรรลุธรรมที่เห็นแล้วนั้น.
               ในบทนี้มีลักษณะโดยสังเขปดังต่อไปนี้.
               ชื่อว่า ทิฏฐิปัตตบุคคล เพราะเป็นผู้รู้ เห็นรู้แจ้ง ทำให้แจ้ง ถูกต้องด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์ การดับสังขารทั้งหลายเป็นสุข ดังนี้. แต่โดยพิสดารแม้บุคคลนี้ก็มี ๖ ดุจกายสักขีบุคคล.
               ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า บุคคลบางคนในโลกนี้ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์.
               อนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่ตถาคตประกาศแล้วเป็นธรรมอันผู้นั้นเห็น เห็นแจ้งแล้ว ด้วยปัญญา ประพฤติดีแล้ว. บุคคลนี้เรากล่าวว่า ทิฏฐิปัตตบุคคล.
               บุคคลชื่อว่า สัทธาวิมุต เพราะน้อมใจเชื่อด้วยศรัทธา.
               แม้สัทธาวิมุตบุคคลนั้นก็มี ๖ ตามนัยดังกล่าวแล้วนั่นแหละ ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า บุคคลบางคนในโลกนี้ รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์.
               อนึ่ง ความเชื่อในพระตถาคตของผู้นั้นตั้งมั่นแล้วมีรากหยั่งลงมั่นแล้ว. บุคคลนี้เรากล่าวว่า สัทธาวิมุตบุคคล.
               จริงอยู่ ในบุคคลเหล่านี้ ขณะของกิเลสย่อมมีแก่สัทธาวิมุตบุคคล ดุจแก่ผู้เชื่อ ดุจแก่ผู้สำเร็จและดุจแก่ผู้น้อมใจเชื่อในขณะมรรคอันเป็นส่วนเบื้องต้น. ญาณตัดกิเลสของทิฏฐิปัตตบุคคล เป็นญาณปรารภคมกล้า ย่อมนำไปในขณะแห่งมรรคอันเป็นส่วนเบื้องต้น. เพราะฉะนั้น เหมือนเอาดาบที่ไม่คมตัดต้นกล้วย ที่ที่ขาดย่อมไม่เกลี้ยงเกลา ดาบก็ไม่ผ่านไปฉับพลัน. ยังได้ยินเสียงจึงต้องทำความพยายามอย่างแรงฉันใด. การเจริญมรรคอันเป็นส่วนเบื้องต้นของสัทธาวิมุตบุคคลก็เห็นปานนั้น.
               อนึ่ง เหมือนเอาดาบที่ลับจนคมกริบตัดต้นกล้วย ที่ที่ตัดก็เกลี้ยงเกลา. ดาบก็ผ่านไปได้ฉับพลัน เสียงก็ไม่ได้ยิน ไม่ต้องพยายามอย่างแรงฉันใด. พึงทราบการเจริญมรรคอันเป็นส่วนเบื้องต้นของปัญญาวิมุตบุคคลก็ฉันนั้น.
               บุคคลชื่อว่า ธัมมานุสารี เพราะระลึกเนืองๆ ในธรรม.
               บทว่า ธมฺโม คือ ปัญญา. อธิบายว่า เจริญมรรคอันมีปัญญาเป็นเบื้องหน้า.
               อนึ่ง ในสัทธานุสารีบุคคลก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
               บุคคลทั้งสองนี้ เป็นผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรคเช่นกัน. แม้ข้อนี้ท่านก็กล่าวไว้ว่า เมื่อบุคคลปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล อินทรีย์ย่อมมีประมาณยิ่ง. ผู้นำปัญญาย่อมเจริญมรรคอันมีปัญญาเป็นหัวหน้า. บุคคลนี้เรากล่าวว่า ธัมมานุสารีบุคคล.
               อนึ่ง เมื่อบุคคลใดปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล สัทธินทรีย์ย่อมมีประมาณยิ่ง. ผู้นำศรัทธาย่อมเจริญอริยมรรคอันมีศรัทธาเป็นหัวหน้า. บุคคลนี้เรากล่าวว่า สัทธานุสารี.
               นี้เป็นความสังเขปในบทนี้. แต่โดยพิสดาร กถามีอุภโตภาควิมุตกถาเป็นต้น ท่านกล่าวไว้ในอธิการแห่งปัญญาภาวนาในวิสุทธิมรรค. เพราะฉะนั้น พึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วในวิสุทธิมรรคนั้นนั่นแล.
               เพื่อแสดงวิภาคแห่งบุคคลเหล่านั้นจึงยกบาลีมาในที่นี้. พึงทราบข้อความในบาลีนั้นดังต่อไปนี้. เพราะชื่อว่าอรูปสมาบัติเว้นรูปสมาบัติเสียแล้ว ย่อมมีไม่ได้. ฉะนั้นแม้เมื่อกล่าวว่า อารุปฺปา ก็พึงทราบว่าเป็นอันท่านกล่าวถึงวิโมกข์ ๘ ด้วย.
               บทว่า กาเยน ผุสิตฺวา คือ ถูกต้องด้วยนามกายอันเกิดร่วมกัน.
               บทว่า ปญฺญาย จสฺส ทิสฺวา คือ อาสวะบางเหล่าของเขาสิ้นไปแล้วเพราะเห็นอริยสัจธรรมนั้น. เพราะเหตุนั้น ควรละอาสวะส่วนหนึ่งด้วยปฐมมรรคเป็นต้น.
               บทว่า ตถาคตปฺปเวทิตา คือ อริยสัจ ๔ อันพระตถาคตทรงประกาศแล้ว.
               บทว่า ปญฺญาย โวทิฏฺฐา โหนฺติ คือ ธรรมทั้งหลายเป็นอันผู้นั้นเห็นดีแล้วด้วยมรรคปัญญา เพราะสะสมความประพฤติไว้ ในอรรถด้วยอรรถ ในเหตุด้วยเหตุอย่างนี้ว่า ศีล สมาธิ วิปัสสนา มรรคและผล ท่านกล่าวไว้ในที่นี้.
               บทว่า โวจริตา คือ ประพฤติดีแล้ว.
               บทว่า สทฺธา นิวิฏฺฐา โหติ ได้แก่ โอกัปปนศรัทธาตั้งมั่นแล้ว.
               บทว่า มตฺตโส นิชฺฌานํ ขมนฺติ ธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้วย่อมควรซึ่งความเพ่งพินิจโดยประมาณ. คือควรตรวจดูโดยประมาณ.
               บทว่า สทฺธามตฺตํ คือศรัทธานั่นแหละ.
               บทนอกนั้นเป็นไวพจน์ของบทว่า สทฺธามตฺตํ นั่นเอง.
               เพราะเหตุนี้ในบุคคลผู้ควรทำด้วยความไม่ประมาทเหล่านี้ พระเสขะผู้แทงตลอดมรรคผล ๓ จำพวกเหล่านั้นเสพเสนาสนะอันสมควร คบกัลยาณมิตร ทำอินทรีย์ให้เสมออยู่ย่อมถือเอาพระอรหัตตามลำดับ. เพราะฉะนั้น อธิบายความแห่งบาลีแห่งบทเหล่านั้นเป็นอันตั้งไว้ตามสมควรแล้ว.
               อนึ่ง ในที่สุดท่านผู้เพียบพร้อมด้วยโสดาปัตติมรรคทั้งสองเหล่านั้น เสพเสนาสนะอันสมควรแก่มรรคนั้น คบกัลยาณมิตรทำอินทรีย์ให้สงบ เสพคบ ทำอินทรีย์ให้เสมอ เพื่อประโยชน์แก่มรรค ๓ ในเบื้องบน จักบรรลุพระอรหัตตามลำดับ นี้เป็นความอธิบายบาลีในสูตรนี้ด้วยประการฉะนี้.
               ส่วนท่านผู้พูดนอกรีตนอกรอยจับเอาบาลีนี้นี่แหละแล้วกล่าวว่า โลกุตตรมรรคมิได้เป็นไปในขณะจิตดวงเดียวแต่เป็นไปในขณะจิตหลายดวง. พึงกล่าวกะผู้พูดนั้นว่า ผิว่าเสพเสนาสนะด้วยจิตดวงหนึ่ง คบกัลยาณมิตรด้วยจิตดวงหนึ่ง ทำอินทรีย์ให้เสมอด้วยจิตดวงหนึ่ง ท่านหมายว่า มรรคจิตเป็นจิตดวงอื่น แล้วกล่าวว่ามรรคมิได้เป็นไปในขณะจิตดวงหนึ่ง เป็นไปในขณะจิตหลายดวงน่ะซิ. เมื่อเป็นอย่างนั้นผู้เสพเสนาสนะย่อมเห็นภูเขามีแสงสว่างเป็นสีเขียว เห็นป่า ได้ยินเสียงเนื้อและนก ดมกลิ่นดอกไม้ ผลไม้ ดื่มน้ำ ลิ้มรส นั่ง นอน ถูกต้องผัสสะ. เมื่อเป็นอย่างนั้น แม้ความเพียบพร้อมด้วยวิญญาณ ๕ ก็จักเป็นความเพียบพร้อมแห่งโลกุตตระนั่นเอง.
               ก็หากท่านรับข้อนั้น. ย่อมขัดกับพระศาสดา.
               พระศาสดาตรัสถึงกองแห่งวิญญาณ ๕ ว่าเป็นอัพยากฤตโดยส่วนเดียว. เป็นการคัดค้านกุศลและอกุศลของผู้เพียบพร้อมด้วยมรรคนั้น.
               อนึ่ง โลกุตตรมรรคเป็นกุศลส่วนเดียว. เพราะฉะนั้นควรประกาศให้รู้ไว้ว่าท่านจงละวาทะนั้นเสีย. หากผู้พูดนั้นไม่ยอมตามสัญญาควรส่งไปด้วยคำว่า ท่านจงไป จงเข้าไปสู่วิหารแต่เช้าตรู่แล้วดื่มยาคู.
               บทว่า นาหํ ภิกฺขเว อาทิเกเนว ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่กล่าวการตั้งอยู่ในอรหัตผลเป็นครั้งแรกเท่านั้น ดุจกบกระโดดไปฉะนั้น.
               บทว่า อนุปุพฺพสิกฺขา เป็นปฐมาวิภัตติลงในอรรถแห่งตติยาวิภัตติ แปลว่า ด้วยการศึกษาโดยลำดับ.
               แม้ใน ๒ บทต่อไปก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
               บทว่า สทฺธาชาโต เกิดศรัทธาคือมีศรัทธาเกิดแล้วด้วยศรัทธาอันเป็นที่ตั้งแห่งความสำเร็จ.
               บทว่า อุปสงฺกมิ คือ ย่อมเข้าไปหาครู.
               บทว่า ปยิรุปาสติ คือ ย่อมนั่งในสำนักครู.
               บทว่า ธาเรติ คือ ย่อมทรงไว้ทำให้คล่องแคล่ว.
               บทว่า ฉนฺโท ชายติ ฉันทะย่อมเกิด ได้แก่ฉันทะคือความเป็นผู้ใคร่เพื่อจะทำย่อมเกิด.
               บทว่า อุสฺสหติ ย่อมอุตสาหะ คือทำความเพียร.
               บทว่า ตุเลติ ย่อมไตร่ตรองคือไตร่ตรองว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา.
               บทว่า ตุลยิตฺวา ปทหติ ครั้นไตร่ตรองแล้วย่อมตั้งความเพียร คือเมื่อไตร่ตรองด้วยวิปัสสนาเป็นเครื่องพิจารณาอย่างนี้ย่อมตั้งความเพียรในมรรค.
               บทว่า ปหิตตฺโต คือมีตนส่งไปแล้ว.
               บทว่า กาเยน เจว ปรมสจฺจํ ย่อมทำให้แจ้งซึ่งบรมสัจจะด้วยกาย คือย่อมทำให้แจ้งซึ่งนิพพานสัจจะด้วยนามกาย.
               บทว่า ปญฺญาย จ คือ ย่อมแทงตลอด ย่อมเห็นด้วยมรรคปัญญาอันสัมปยุตด้วยนามกาย.
               บัดนี้ เพราะภิกษุเหล่านั้นได้ข่าวว่าพระศาสดาเสด็จมา ไม่ทำแม้เพียงการต้อนรับ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงติเตียนความประพฤติของภิกษุเหล่านั้น จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า สาปิ นาม ภิกฺขเว สทฺธา นาโหสิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ศรัทธาก็ไม่มีดังนี้.
               ในบทเหล่านั้นบทว่า กีวทูเรวีเม คือ ในที่ไกลแสนไกล. ควรจะกล่าวว่าได้หลีกไปแล้วร้อยโยชน์บ้าง พันโยชน์บ้าง. แต่ไม่กล่าวอะไรๆ ได้เลย.
               บทว่า จตุปฺปฺทํ เวยฺยากรณํ ท่านกล่าวหมายถึงการพยากรณ์อริยสัจ ๔.
               บทว่า ยสฺสุทฺทิฏฺฐสฺส ตัดบทเป็น ยสฺส อุทฺทิฏฺฐสฺส ความว่า อันเรายกขึ้นแสดงแล้ว.
               บทว่า โยปิ โส ภิกฺขเว สตฺถา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ศาสดาใด ท่านแสดงถึงศาสดาภายนอก.
               บทว่า เอวรูปี คือ มีชาติอย่างนี้.
               บทว่า ปโณปณวิยา เหมือนดังของตลาด คือมีราคาขึ้นๆ ลงๆ.
               บทว่า น อุเปติ ไม่เข้าถึง คือไม่มี.
               อธิบายว่า ไม่มีราคาขึ้นๆ ลงๆ ดุจเวลาซื้อและขาย. เมื่อพูดว่าโคตัวนี้ราคาเท่าไร ราคา ๒๐ ชื่อว่าราคาขึ้น. เมื่อพูดว่าโคตัวนี้ราคาไม่ถึง ๒๐ ราคา ๑๐ เท่านั้นชื่อว่าราคาลง. เมื่อพูดปฏิเสธคำนี้ ชื่อว่าราคาไม่ขึ้นไม่ลง.
               บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงการขึ้นๆ ลงๆ นั้นจึงตรัสว่า ก็เมื่อเหตุอย่างนี้พึงมีแก่เรา เราพึงทำเหตุนั้น. ก็เมื่อเหตุนั้นไม่พึงมีแก่เรา เราไม่พึงทำเหตุนั้น.
               บทว่า กึ ปน ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ทำไมเล่า.
               ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเกี่ยวข้องด้วยอามิสทั้งหลายโดยประการทั้งปวง. การมีราคาขึ้นๆ ลงๆ เห็นปานนี้จักควรอย่างไรแก่พระศาสดาผู้เกี่ยวข้องแล้วอย่างนี้.
               บทว่า ปริโยคยฺห วตฺตโต ผู้หยั่งลงแล้วประพฤติ คือหยั่งลงยกขึ้นถือเอาแล้วประพฤติ.
               บทว่า อยํ ปน ธมฺโม คือ สภาพนี้.
               บทว่า ชานาติ ภควา นาหํ ชานามิ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้ เราไม่รู้ คือพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้อานิสงส์ในการฉันอาหารหนเดียว เราไม่รู้. ภิกษุเว้นการฉัน ๓ ครั้งต่อวันด้วยเชื่อในเราแล้ว ฉันอาหารหนเดียว.
               บทว่า รุฬฺหนียํ คือ งอกงาม.
               บทว่า โอชวนฺตํ มีโอชาคือมีความอร่อย.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงความเพียรมีองค์ ๔ ด้วยบทนี้ว่า กามํ ตโจ จ
               จริงอยู่ ในบทนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า บุคคลตั้งความเพียรประกอบด้วยองค์ ๔ อย่างนี้ คือ หนังเป็นองค์ ๑ เอ็นเป็นองค์ ๑ กระดูกเป็นองค์ ๑ เนื้อและเลือดเป็นองค์ ๑ แล้วปฏิบัติอย่างนี้ว่า เราไม่บรรลุพระอรหัตแล้วจักไม่ลุกขึ้นดังนี้.
               บทที่เหลือในที่ทั้งปวงง่ายทั้งนั้น.
               ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบเทศนาลงด้วยธรรมเป็นยอดแห่งพระอรหัต ด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้ควรแนะนำได้ด้วยประการฉะนี้.

               จบอรรถกถากีฏาคิริสูตรที่ ๑๐               
               จบวรรคที่ ๒               
               -----------------------------------------------------               

               รวมพระสูตรในวรรคนี้มี ๑๐ สูตร คือ
                         ๑. จูฬราหุโลวาทสูตร
                         ๒. มหาราหุโลวาทสูตร
                         ๓. จูฬมาลุงโกฺยวาทสูตร
                         ๔. มหามาลุงโกฺยวาทสูตร
                         ๕. ภัททาลิสูตร
                         ๖. ลฑุกิโกปมสูตร
                         ๗. จาตุมสูตร
                         ๘. นฬกปานสูตร
                         ๙. โคลิสสานิสูตร
                         ๑๐. กีฏาคิริสูตร
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ ภิกขุวรรค กีฏาคิริสูตร คุณของการฉันอาหารน้อย จบ.
อ่านอรรถกถา 13 / 1อ่านอรรถกถา 13 / 203อรรถกถา เล่มที่ 13 ข้อ 222อ่านอรรถกถา 13 / 240อ่านอรรถกถา 13 / 734
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=13&A=3981&Z=4234
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๗  กันยายน  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com