ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกาทสกนิบาต ทุติยวรรคที่ ๒
๗. โคปาลกสูตร

               อรรถกถาโคปาลกสูตรที่ ๗               
               โคปาลกสูตรที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
               มีกถาอยู่ ๓ กถาคือ เอกนาฬิกากถา ๑ จตุรัสสากถา ๑ นิสินนวัตติกากถา ๑.
               ใน ๓ กถานั้น การกล่าวบาลีแล้วกล่าวความแห่งบทไปทีละบท ชื่อว่าเอกนาฬิกากถา. การกล่าวผูกให้เป็น ๔ บทดังนี้ว่า นายโคบาลผู้ไม่ฉลาด ภิกษุผู้ไม่ฉลาด นายโคบาลผู้ฉลาด ภิกษุฉลาด ชื่อว่าจตุรัสสากถา. กถาอย่างนี้คือ การแสดงนายโคบาลผู้ไม่ฉลาดไปจนจบ การแสดงภิกษุผู้ไม่ฉลาดไปจนจบ การแสดงนายโคบาลผู้ฉลาดไปจนจบ การแสดงภิกษุผู้ฉลาดไปจนจบ ชื่อว่านิสินนวัตติกากถา.
               กถานี้ อาจารย์ทุกอาจารย์ในพระศาสนานี้เคยประพฤติมาแล้ว.
               บทว่า เอกาทสหิ ภิกฺขเว องฺเคหิ ได้แก่ โดยส่วนที่มิใช่คุณ ๑๑ ประการ.
               บทว่า โคคณํ ได้แก่ ฝูงโค.
               บทว่า ปริหริตุ ํ ได้แก่ เพื่อจะพาเที่ยวไป.
               บทว่า ผาติกาตุ ํ ได้แก่ เพื่อให้ถึงความเติบโต.
               บทว่า อิธ แปลว่า ในโลกนี้.
               บทว่า น รูปญฺญู โหติ ความว่า ย่อมไม่รู้จักรูปโดยจำนวนหรือโดยสี ย่อมไม่รู้การนับว่า โคของตนมี ๑๐๐ ตัวหรือ ๑,๐๐๐ ตัว ชื่อว่าย่อมไม่รู้โดยจำนวน. นายโคบาลนั้น เมื่อโคทั้งหลายถูกขโมยหรือหนีไป ก็นับฝูงโคของตน รู้ว่าวันนี้แม่โคจำนวนเท่านี้ไม่เห็น ก็เที่ยวไปตลอด ๒-๓ หมู่บ้าน หรือตลอดดงก็หาไม่ได้ เมื่อแม่โคของคนอื่นเข้าไปยังฝูงโคของตน ก็รู้ว่าแม่โคจำนวนเท่านี้ไม่ใช่ของเรา ก็เอาไม้ไล่ต้อนไม่คัดออก แม่โคทั้งหลายของนายโคบาลนั้นที่หายไป ก็เป็นอันสูญหายไปเลย.
               นายโคบาลก็พาแม่โคของคนอื่นเที่ยวไป เจ้าของโคเห็นก็ตะคอกว่า นี่แม่โคนมของเรารีดนมตลอดเวลาเท่านี้ แล้วก็พาแม่โคของตนไป แม้ฝูงโคของเขาก็ลดลง เขาย่อมเป็นผู้เหินห่างแม้จากการบริโภคปัญจโครส. นายโคบาลไม่รู้ว่าแม่โคจำนวนเท่านี้ สีแดงจำนวนเท่านี้ สีขาวเท่านี้ สีดำเท่านี้ สีผ่องเท่านี้ สีแดงอ่อนเท่านี้ ชื่อว่าไม่รู้โดยสี. นายโคบาลนั้น เมื่อแม่โคทั้งหลายถูกขโมยหรือหนีไป ฯลฯ ย่อมเป็นผู้เหินห่างจากการบริโภคปัญจโครส.
               บทว่า น ลกฺขณกุสโล โหติ ความว่า ย่อมไม่รู้เครื่องหมายอันต่างโดยเป็นธนู หอกและหลาวเป็นต้นที่เขาทำไว้ที่ตัวของแม่โคทั้งหลาย เมื่อใดถูกลักไปหรือหนีไป เขาคิดว่า วันนี้โคลักษณะชื่อโน้นและโคมีลักษณะชื่อโน้นไม่เห็น ฯลฯ ย่อมเป็นผู้เหินห่างแม้จากการบริโภคปัญจโครส.
               บทว่า น อาสาฏิกํ สาเฏตา ความว่า โคทั้งหลายย่อมมีแผลในที่ๆ ถูกตอและหนามเป็นต้นแทงเอา แมลงวันหัวเขียวย่อมหยอดไข่ขางในที่มีแผลนั้น ฟองไข่ของแมลงวันเหล่านั้น ชื่อว่าไข่ขาง พึงใช้ไม้เขี่ยไข่ขางนั้นออกเสียแล้วใส่ยา. นายโคบาลโง่ ไม่กระทำอย่างนั้น ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า น อาสาฏิกํ สาเฏตา โหติ.
               แผลของโคของเขาย่อมขยายลึก หนอนทั้งหลายก็เข้าท้อง โคทั้งหลายก็เจ็บป่วย ไม่สามารถจะกินหญ้า ดื่มน้ำได้ตามต้องการ. น้ำนมของโคทั้งหลายในฐานะนั้นย่อมขาดไป ความเร็วของโคก็เสื่อมถอย อันตรายแห่งชีวิตของโคทั้งสองพวกนั้นก็ย่อมมี แม้ฝูงโคของเขาย่อมลดลงด้วยประการฉะนี้ ฯลฯ เขาย่อมเป็นผู้เหินห่างแม้จากปัญจโครส.
               บทว่า น วณํ ปฏิจฺฉาเทตา โหติ ความว่า พึงใส่ยาในแผลที่เกิดแก่โคโดยนัยดังกล่าวแล้ว ผูกปิดด้วยปอหรือคากรอง. นายโคบาลโง่ไม่กระทำดังนั้น. ต่อนั้นหนองย่อมไหลออกจากแผลของโคของเขา. แม่โคเหล่านั้นย่อมเสียดสีซึ่งกันและกัน ด้วยเหตุนั้น แผลของโคเหล่าอื่นก็เกิดขึ้น. โคทั้งหลายก็เจ็บป่วยการด้วยอาการอย่างนี้ ไม่อาจกินหญ้า ดื่มน้ำได้ตามความต้องการ ฯลฯ เขาย่อมเป็นผู้เหินห่างแม้จากการบริโภคปัญจโครส.
               บทว่า น ธูมํ กตฺตา โหติ ความว่า ภายในหน้าฝน ในเวลาเป็นที่ชุกชุมไปด้วยสัตว์เล็กๆ มีเหลือบและยุงเป็นต้น เมื่อฝูงโคเข้าคอก นายโคบาลพึงสุมควันใกล้ๆ คอกนั้น. นายโคบาลผู้ไม่ฉลาด ไม่ทำ ดังนั้นฝูงโคถูกสัตว์เล็กๆ มีเหลือบเป็นต้น รบกวนตลอดคืนยันรุ่ง ไม่ได้หลับนอน รุ่งขึ้นไปนอนหลับที่โคนไม้เป็นต้นนั้นๆ ในป่า โคเหล่านั้นก็ไม่อาจกินหญ้าและดื่มน้ำได้ตามต้องการ ฯลฯ นายโคบาลนั้นก็เหินห่างแม้จากการบริโภคปัญจโครส.
               บทว่า น ติตฺถํ ชานาติ ความว่า ย่อมไม่รู้ว่าเรียบหรือไม่เรียบ มีสัตว์ร้ายหรือไม่มีสัตว์ร้าย นายโคบาลนั้นย่อมให้แม่โคลงในที่มิใช่ทำ เมื่อแม่โคลงเหล่านั้นเหยียบแผ่นหินเป็นต้นในที่ไม่เรียบ เท้าก็แตก. สัตว์ร้ายมีจระเข้เป็นต้นย่อมจับแม่โคที่ลงท่านน้ำลึกมีสัตว์ร้าย. แม่โคทั้งหลายก็จะต้องถูกเขากล่าวว่า วันนี้แม่โคหายจำนวนเท่านี้ วันนี้แม่โคหายจำนวนเท่านี้. แม้ฝูงโคของนายโคบาลนั้นย่อมลดลงด้วยประการฉะนี้ ฯลฯ เขาย่อมเป็นผู้เหินห่างแม้จากปัญจโครส.
               บทว่า น ปีตํ ชานาติ ความว่า ย่อมไม่รู้ว่าโคดื่มน้ำแล้วหรือยัง.
               จริงอยู่ นายโคบาลควรจะรู้ว่าโคดื่มน้ำแล้วหรือยังไม่ได้ดื่มอย่างนี้ว่า แม่โคนี้ดื่มน้ำแล้ว แม่โคนี้ยังไม่ได้ดื่มน้ำ แม่โคนี้ได้โอกาสที่ท่าดื่มน้ำ แม่โคนี้ไม่ได้โอกาส. ก็นายโคบาลนี้รักษาฝูงโคในป่าครึ่งวัน แล้วคิดว่าจะโอกาสให้แก่ตน แล้วลงน้ำแค่อกดื่มน้ำตามพอใจ. โคนอกนั้น เมื่อไม่ได้โอกาสก็ยืนที่ฝั่ง ดื่มน้ำปนโคลนหรือไม่ดื่ม. ทีนั้น นายโคบาลนั้นก็จะตีที่หลังไล่เข้าป่าไปอีก แม่โคที่มิได้ดื่มน้ำในที่นั้นก็เหนื่อยอ่อน เพราะกระหายน้ำ ก็กินหญ้าตามความต้องการไม่ได้. ในฐานะนั้น น้ำนมของโคทั้งหลายก็ขาดไป ความไวของโคทั้งหลายก็ลดไป ฯลฯ เขาย่อมเป็นผู้เหินห่างจากการบริโภคปัญจโครส.
               บทว่า น วีถึ ชานาติ ความว่า ย่อมไม่รู้ว่า ทางนี้เรียบปลอดภัย ทางนี้ไม่เรียบ น่ารังเกียจ น่ามีภัย. นายโคบาลนั้นเว้นทางที่เรียบและปลอดภัย ให้ฝูงโคเดินไปทางนอกนี้. ในที่นั้น โคทั้งหลายได้กลิ่นราชสีห์และเสือเป็นต้น และอันตรายจากโจรคุกคาม เผชิญสัตว์ร้ายจู่โจม ยืนชะเง้อคอไม่กินหญ้า ไม่ดื่มน้ำตามต้องการ ในฐานะนั้น น้ำนมของโคนั้นก็ขาดไป ฯลฯ เขาย่อมเป็นผู้เหินห่างจากการบริโภคปัญจโครส.
               บทว่า น โคจรกุสโล โหติ ความว่า ก็นายโคบาลพึงเป็นผู้ฉลาดในโคจร พึงรู้ครั้งละ ๕ วันหรือครั้งละ ๗ วัน ต้อนโคไปทิศหนึ่ง วันรุ่งขึ้นไม่พึงต้อนไปในทิศนั้น ด้วยว่าสถานที่ที่โคฝูงใหญ่เที่ยวมาแล้ว ย่อมเหี้ยนเตียนเหมือนหน้ากลองไม่มีหญ้า แม้แต่น้ำก็ขุ่น เพราะฉะนั้น ในวันที่ ๕ หรือที่ ๗ นายโคบาลจึงควรต้อนไปในที่นั้นอีก ด้วยเหตุเท่านี้ ทั้งหญ้าก็กลับงอกขึ้น ทั้งน้ำก็ใส.
               ก็นายโคบาลนี้ไม่รู้ครั้งละ ๕ วันหรือ ๗ วันอันนี้ ย่อมเลี้ยงโคในที่ที่เลี้ยงแล้วทุกๆ วัน. ดังนั้น ฝูงโคของนายโคบาลก็ไม่ได้กินหญ้าสด กินแต่หญ้าแห้ง ดื่มแต่น้ำปนโคลน. ในฐานะนั้น น้ำนมของโคทั้งหลายก็ขาดไป ฯลฯ เขาย่อมเป็นผู้เหินห่างจากการบริโภคปัญจโครส.
               บทว่า อนวเสสโทหี โหติ ความว่า ก็นายโคบาลผู้ฉลาด พึงรีดนมโคให้เหลือไว้ เว้นนมไว้เต้าหนึ่งสองเต้าพอที่เนื้อและเลือดของลูกโคจะคงอยู่ได้. นายโคบาลนี้รีดไม่ให้อะไรๆ เหลือไว้เลยสำหรับลูกโค.
               ลูกโคที่ดื่มนมโคก็จะซูบซีด เพราะกระหายน้ำนม ไม่อาจดำรงอยู่ได้ สั่นล้มลงตายต่อหน้าแม่. แม่เห็นลูกน้อย คิดว่าลูกเราไม่ได้ดื่มนมแม่ของตน ด้วยความเศร้าโศก ก็กินหญ้าดื่มน้ำไม่ได้ตามต้องการ น้ำนมในเต้านมทั้งหลายก็ขาดไป แม้ฝูงโคของนายโคบาลนั้นก็ลดลง ฯลฯ เขาย่อมเป็นผู้เหินห่างแม้จากปัญจโครส.
               ชื่อว่า โคบิดร เพราะทำหน้าที่พ่อของโคทั้งหลาย. ชื่อว่า โคปริณายก เพราะบริหารโคทั้งหลาย คือพาไปตามชอบใจ.
               บทว่า เต น อติเรกปูชาย ความว่า นายโคบาลผู้ฉลาด ย่อมบูชาโคอุสภะเห็นปานนั้นด้วยการบูชาอย่างยิ่ง ย่อมให้อาหารโคอันประณีต. ย่อมประดับด้วยการเจิมด้วยของหอม ๕ นิ้ว ประดับพวงมาลัย สวมปลอกทองปลอกเงินไว้ที่เขา ตามประทีปไว้ตลอดคืน ให้นอนภายใต้เพดานผ้า.
               ก็นายโคบาลนี้ย่อมไม่กระทำสักการะแม้แต่อย่างเดียวจากสักการะนั้น เหล่าโคอสุภะเมื่อไม่ได้การบูชาอย่างเหลือเกิน ก็ไม่รักษาฝูงโค ย่อมไม่ป้องกันอันตราย แม้ฝูงโคของนายโคบาลนั้นย่อมลดลงด้วยอาการอย่างนี้ ฯลฯ เขาย่อมเป็นผู้เหินห่างจากปัญจโครส.
               บทว่า อิธ ได้แก่ ในศาสนานี้.
               บทว่า น รูปญฺญู โหติ ความว่า ย่อมไม่รู้รูปที่ตรัสไว้ด้วยอาการ ๒ อย่างนี้ คือ มหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ โดยการนับหรือโดยสมุฏฐาน ภิกษุผู้ไม่ฉลาด ย่อมไม่รู้ว่า ส่วนแห่งรูปมี ๒๕ ที่มาในพระบาลีอย่างนี้ คือ อายตนะคือจักษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กายะ รูปะ สัททะ คันธะ รสะ โผฏฐัพพะ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ กายวิญญัติ วจีวิญญัติ อากาสธาตุ (ปริเฉทรูป) อาโปธาตุ รูปัสสะ ลหุตา (ความเบาแห่งรูป) รูปัสสะ ทุทุตา (ความอ่อนแห่งรูป) รูปัสสะ กัมมัญญตา (ความควรแก่การงานแห่งรูป) รูปัสสะ อุปัจจยะ (ความก่อขึ้นแห่งรูป) รูปัสสะ สันตติ (ความสืบต่อแห่งรูป) รูปัสสะ ชรตา (ความแก่แห่งรูป) รูปัสสะ อนิจจตา (ความไม่เที่ยงแห่งรูป) กวฬิงการาหาร (อาหารคือคำข้าว) ชื่อว่าไม่รู้โดยการนับ.
               ภิกษุนั้น เมื่อไม่รู้รูปของโคทั้งหลายโดยการนับกำหนดรูป แล้วกำหนดอรูป (นาม) แล้วกำหนดรูปและนาม กำหนดปัจจัย ยกขึ้นสู่ลักษณะ ไม่อาจให้กรรมฐานถึงที่สุดได้. ภิกษุนั้นย่อมไม่เจริญด้วยศีล สมาธิ วิปัสสนา มรรคผล และนิพพานในศาสนานี้ เหมือนฝูงโคของนายโคบาลนั้นไม่เพิ่มขึ้นฉะนั้น.
               อนึ่ง ภิกษุนั้นย่อมเป็นผู้เหินห่างจากธรรมขันธ์ ๕ คือ ศีลขันธ์อันเป็นอเสกขะ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์และวิมุตติญาณทัสสนขันธ์อันเป็นอเสกขะ เหมือนนายโคบาลนั้นเป็นผู้เหินห่างจากปัญจโครสฉะนั้น.
               ภิกษุนั้นย่อมไม่รู้ว่า รูปมีประมาณเท่านี้มีสมุฏฐานเดียว รูปมีประมาณเท่านี้มี ๒ สมุฏฐาน รูปมีประมาณเท่านี้ไม่เกิดแต่สมุฏฐานไหน ชื่อว่าไม่รู้โดยสมุฏฐาน. ภิกษุนี้ก็เปรียบเหมือนนายโคบาลนั้น ย่อมไม่รู้รูปของโคทั้งหลายโดยสี. ภิกษุนั้นเมื่อไม่รู้รูปโดยสมุฏฐาน กำหนดรูป แล้วกำหนดอรูป (นาม) ฯลฯ ย่อมเป็นผู้เหินห่างจากพระธรรม.
               บทว่า น ลกฺขณกุสโล โหติ ความว่า ภิกษุย่อมไม่รู้กุศลธรรมและอกุศลธรรม ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ว่า คนพาลมีกรรมเป็นลักษณะ บุคคลเป็นบัณฑิตมีกรรมเป็นลักษณะ ดังนี้ว่าลักษณะของบุคคลผู้เป็นพาลและเป็นบัณฑิต.
               ภิกษุนั้นเมื่อไม่รู้อย่างนี้ เว้นคนพาลแล้ว ย่อมไม่เสพบัณฑิต เมื่อเว้นคนพาลไม่เสพบัณฑิตอยู่ ชื่อว่าย่อมไม่รู้สิ่งที่ควรและไม่ควร. กรรมที่เป็นอกุศลและอกุศล กรรมที่มีโทษและไม่มีโทษ กรรมหนักและเบา กรรมที่แก้ไขได้และแก้ไขไม่ได้ เหตุและมิใช่เหตุ เมื่อไม่รู้ดังนั้น รับกรรมฐานไปแล้วก็ไม่อาจให้เจริญได้ ภิกษุนั้นย่อมไม่เจริญด้วยศีลเป็นต้นตามที่กล่าวแล้วในพระศาสนานี้ เหมือนฝูงโคของนายโคบาลผู้ไม่ฉลาดนั้น ไม่เพิ่มขึ้นได้ฉะนั้น. ภิกษุนั้นย่อมเป็นผู้เหินห่างจากธรรมขันธ์ ๕ เหมือนนายโคบาลผู้ไม่ฉลาดนั้นเหินห่างจากปัญจโครสฉะนั้น.
               บทว่า น อาสาฏิกํ สาเฏตา โหติ ความว่า ภิกษุไม่บรรเทากามวิตกเป็นต้นที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วอย่างนี้ว่า กามวิตกเกิดขึ้นแล้ว ดังนี้. ภิกษุนั้นไม่ทำอกุศลวิตกนี้ให้หมดจดแล้ว เป็นผู้ตกอยู่ในอำนาจแห่งวิตกเที่ยวไป รับกรรมฐานแล้วก็ไม่อาจให้เจริญได้. ภิกษุนั้นย่อมเป็นผู้เหินห่าง ฯลฯ เหมือนฝูงโคของนายโคบาลนั้นฉะนั้น.
               บทว่า น วณํ ปฏิจฺฉาเทตา โหติ ความว่า ภิกษุนั้นถือเอานิมิตในอารมณ์ทั้งปวงโดยนัยมีอาทิว่า ภิกษุเห็นรูปด้วยจักษุแล้วเป็นผู้ถือเอาโดยนิมิต ดังนี้ ย่อมไม่ยังความสำรวมให้ถึงพร้อม เหมือนนายโคบาลผู้ไม่ฉลาดนั้นไม่ปิดแผลฉะนั้น. ภิกษุนั้นเป็นผู้เปิดทวารเที่ยวไป รับกรรมฐานแล้วก็ไม่ทำให้เจริญได้ ฯลฯ ย่อมเป็นผู้เหินห่างจากพระธรรม.
               บทว่า น ธูมํ กตฺตา โหติ ความว่า ภิกษุย่อมไม่กระทำการสุมควัน คือธรรมเทศนา ไม่กล่าวธรรม ไม่สวดสรภัญญะ ไม่นั่งสนทนาธรรม ไม่กระทำอนุโมทนา เหมือนนายโคบาลไม่สุมควันไฟ.
               จากนั้น มนุษย์ทั้งหลายก็ไม่รู้จักภิกษุนั้นว่าภิกษุนี้เป็นพหูสูต เป็นผู้มีคุณธรรม ดังนี้. มนุษย์เหล่านั้น เมื่อไม่รู้คุณหรือมิใช่คุณ ก็ไม่กระทำการสงเคราะห์ด้วยปัจจัย ๔. ภิกษุนั้น เมื่อลำบากด้วยปัจจัยทั้งหลาย ย่อมไม่อาจเพื่อจะทำการสาธยายพระพุทธวจนะ ไม่อาจบำเพ็ญวัตรปฏิบัติให้บริบูรณ์ รับกรรมฐานแล้วย่อมไม่อาจให้เจริญได้ ฯลฯ ย่อมเป็นผู้เหินห่างจากพระธรรม.
               บทว่า น ติตฺถํ ชานาติ ความว่า ภิกษุนั้นย่อมไม่เข้าไปหาภิกษุผู้เป็นพหูสูตทั้งหลายผู้เป็นดุจท่าน้ำ เมื่อไม่เข้าไปหาย่อมไม่ได้สอบถาม ย่อมไม่ได้ถามอย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ จะพึงบำเพ็ญพยัญชนะนี้ให้บริบูรณ์ได้อย่างไร ภาษิตนี้มีอรรถว่าอย่างไร ในที่นี้บาลีว่าอย่างไร ในที่นี้อธิบายอย่างไร ในที่นี้อรรถแสดงอะไร. อธิบายว่า ย่อมไม่ทำให้เขารู้.
               ภิกษุผู้เป็นพหูสูตเหล่านั้นอันภิกษุนั้นมิได้ถามอย่างนี้ ย่อมไม่เปิดเผยธรรมที่ยังไม่ได้เปิดเผย ย่อมไม่จำแนกแสดงธรรม ย่อมไม่กระทำข้อความที่ยังไม่ตื้นให้ตื้นขึ้น และย่อมไม่กระทำธรรมที่ไม่ปรากฏให้ปรากฏ และย่อมไม่บรรเทาความสงสัยสักอย่างหนึ่ง ในบรรดาความสงสัยซึ่งมีมากประการ ในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยซึ่งมีมากอย่าง.
               จริงอยู่ ความสงสัยนั่นแหละ ชื่อว่าธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยซึ่งมีมากประการ ในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยซึ่งมีมากอย่าง.
               จริงอยู่ ความสงสัยนั่นแหละ ชื่อว่าธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัย บรรดาความสงสัยเหล่านั้น แม้ข้อเดียวก็มิได้นำออกไป. ภิกษุนั้นไม่เข้าไปหาท่าน้ำคือภิกษุพหูสูตอย่างนี้ ยังมีความสงสัย รับกรรมฐานแล้ว ไม่อาจให้เจริญได้.
               อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุนี้ย่อมไม่รู้ท่าน้ำคือธรรม เหมือนนายโคบาลนั้นไม่รู้จักท่าน้ำ เมื่อไม่รู้ย่อมถามปัญหาในที่มิใช่วิสัย เข้าไปหาภิกษุผู้ชำนาญอภิธรรมก็ถามวินัยที่เป็นกัปปิยะและอกัปปิยะ เข้าไปหาพระวินัยธรก็ถามถึงการกำหนดรูปและนาม. ภิกษุเหล่านั้นก็ตอบคำถามในที่มิใช่วิสัยไม่ได้.
               ภิกษุนั้นเป็นผู้มีความสงสัยอยู่ด้วยตน รับกรรมฐานแล้วก็ไม่อาจทำให้เจริญได้ ฯลฯ ย่อมเป็นผู้เหินห่างจากพระธรรม.
               บทว่า น ปีตํ ชานาติ ความว่า ภิกษุนั้นย่อมไม่รู้ ย่อมไม่ได้ความปราโมทย์ที่อิงธรรม เหมือนนายโคบาลไม่รู้ว่าโคทั้งหลายดื่มน้ำแล้ว หรือยังมิได้ดื่มฉะนั้น ย่อมไม่ได้อานิสงส์ อาศัยบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยการฟัง. ครั้นไปยังโรงฟังธรรมก็ไม่ฟังโดยเคารพ กลับนั่งหลับ พูดคุย ส่งใจไปในที่อื่น. ภิกษุนั้นเมื่อไม่ฟังธรรมโดยเคารพ รับกรรมฐานแล้วก็ไม่อาจทำให้เจริญได้ ฯลฯ ย่อมเป็นผู้เหินห่างจากพระธรรม.
               บทว่า น วีถึ ชานาติ ความว่า ภิกษุนั้นย่อมไม่รู้ชัดตามความจริงซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ว่าทางนี้เป็นโลกิยะ ทางนี้เป็นโลกุตระดังนี้ เหมือนนายโคบาลไม่รู้ทางและมิใช่ทางฉะนั้น. เมื่อไม่รู้ทาง ยึดมั่นทางอันเป็นโลกิยะแล้ว ไม่อาจทำทางที่เป็นโลกุตระให้บังเกิดได้ ฯลฯ ย่อมเป็นผู้เหินห่างจากพระธรรม.
               บทว่า น โคจรกุสโล โหติ ความว่า ภิกษุนั้นย่อมไม่รู้ตามความเป็นจริงซึ่งสติปัฏฐาน ๔ ว่าเหล่านี้เป็นโลกิยะ เหล่านี้เป็นโลกุตระ เหมือนนายโคบาลผู้ไม่รู้จักวาระ ๕ วัน ๗ วัน เมื่อไม่รู้ ไม่น้อมญาณของตนเข้าไปในกรรมฐานอันสุขุมละเอียด ยึดมั่นในสติปัฏฐานอันเป็นโลกิยะ ก็ไม่อาจทำสติปัฏฐานที่เป็นโลกุตระให้บังเกิดได้ ฯลฯ ย่อมเป็นย่อมผู้เหินห่างจากพระธรรม.
               บทว่า อนวเสสโทหี โหติ ความว่า ภิกษุนั้น เมื่อไม่รู้ประมาณในการรับ ชื่อว่าย่อมรีดโดยไม่มีส่วนเหลือ.
               ก็ในนิเทสวาระแห่งคำนั้นมีอธิบายดังต่อไปนี้.
               บทว่า อภิหฏฺฐํ ปวาเรนฺติ ความว่า นำไปจำเพาะปวารณา.
               การนำไปโดยเฉพาะมี ๒ อย่างคือ การนำไปโดยเฉพาะด้วยวาจา ๑ การนำไปโดยเฉพาะด้วยปัจจัย ๑. มนุษย์ทั้งหลายไปยังสำนักของภิกษุ ย่อมปวารณาว่า ท่านขอรับ ท่านมีความต้องการสิ่งใด จงบอกชื่อว่าการนำไปโดยเฉพาะด้วยวาจา. มนุษย์ทั้งหลายถือเอาผ้าหรือเนยใสและเนยข้นเป็นต้น ไปยังสำนักของภิกษุ แล้วกล่าวว่า ท่านขอรับ ท่านมีความต้องการเท่าใด โปรดรับไว้. ชื่อว่าการนำไปเฉพาะด้วยปัจจัย.
               บทว่า ตตฺร ภิกฺขุ มตฺตํ น ชานาติ ความว่า ภิกษุย่อมไม่รู้ประมาณในปัจจัยเหล่านั้น. อธิบายว่า ภิกษุไม่รับเอาสิ่งของที่สมควรแก่ประมาณ โดยทำนองนี้ว่า พึงทราบอำนาจของทายก พึงทราบอำนาจไทยธรรม พึงทราบกำลังของตน ย่อมรับเอาปัจจัยที่พวกทายกนำมาทั้งหมด. มนุษย์ทั้งร้อนใจจึงไม่นำมาปวารณาอีก. ภิกษุนั้นเมื่อลำบากด้วยปัจจัยทั้งหลาย รับกรรมฐานแล้ว ไม่อาจให้เจริญได้ ฯลฯ ย่อมเป็นผู้เหินห่างจากพระธรรม.
               บทว่า เต น อติเรกปูชาย ปูเชตา โหติ ความว่า ภิกษุนั้นย่อมไม่บูชาภิกษุเหล่านั้นด้วยบูชาอย่างยิ่ง ที่มีกายกรรมประกอบด้วยเมตตาเป็นต้น ทั้งในที่แจ้งและที่ลับนี้ เหมือนนายโคบาลนั้นไม่ยกย่องบูชาโคจ่าฝูง
               แต่นั้น พระเถระเหล่านั้นคิดว่า พวกนี้ไม่ทำความเคารพยำเกรงในพวกเรา จึงไม่สงเคราะห์พวกภิกษุใหม่ ด้วยการสงเคราะห์ ๒ อย่าง คือไม่สงเคราะห์ด้วยธรรมสังคหะ ๑ ไม่สงเคราะห์ด้วยอามิสสังคหะ ๑. ย่อมสงเคราะห์ด้วยอามิสสังคหะ คือด้วยจีวรหรือด้วยด้าย หรือด้วยวัตถุอันเนื่องด้วยบาตรหรือด้วยที่อยู่.
               พระเถระเหล่านั้นย่อมไม่ทะนุบำรุงภิกษุผู้ใหม่ทั้งหลายผู้กำลังลำบาก ซูบซีดอยู่ ไม่ให้ศึกษาบาลี อรรถกถา กล่าวหรือแต่งธรรมกถาหรือคัมภีร์อันมีอรรถลี้ลับ.
               ภิกษุใหม่ทั้งหลาย เมื่อไม่ได้การสงเคราะห์ทั้งสองอย่างนั้นจากสำนักพระเถระทั้งหลายโดยประการทั้งปวง ย่อมไม่อาจดำรงอยู่ในพระศาสนานี้ได้ ย่อมไม่เจริญศีลขันธ์เป็นต้น เหมือนฝูงโคของนายโคบาลนั้นย่อมไม่เพิ่มขึ้น. ภิกษุเหล่านั้นย่อมเป็นผู้เหินห่างจากธรรมขันธ์ ๕ เหมือนนายโคบาลนั้นเหินห่างจากปัญจโครสฉะนั้น.
               ธรรมฝ่ายขาว (กุศลธรรม) ก็พึงทราบการประกอบความด้วยอำนาจความแผกกัน จากข้อความที่กล่าวไว้แล้วในธรรมฝ่ายดำ.

               จบอรรถกถาโคปาลกสูตรที่ ๗               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกาทสกนิบาต ทุติยวรรคที่ ๒ ๗. โคปาลกสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 24 / 1อ่านอรรถกถา 24 / 223อรรถกถา เล่มที่ 24 ข้อ 224อ่านอรรถกถา 24 / 225อ่านอรรถกถา 24 / 229
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=24&A=8452&Z=8593
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๘  กุมภาพันธ์  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :