ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก การบำเพ็ญสีลบารมี
๑๐. สังขปาลจริยา

               อรรถกถาสังขปาลจริยาที่ ๑๐               
               พึงทราบวินิจฉัยในสังขปาลจริยาที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้.
               ความสังเขปในบทว่า สงฺขปาโล เป็นต้นมีดังนี้.
               ชื่อว่า มหิทฺธิโก มีฤทธิ์มาก เพราะประกอบด้วยฤทธิ์ของนาคใหญ่เช่นกับโภคสมบัติของเทพ.
               ชื่อว่า ทาฐาวุโธ มีเขี้ยวเป็นอาวุธ เพราะมีเขี้ยวเป็นอาวุธ ๔ เขี้ยว คือข้างล่าง ๒ ข้างบน ๒.
               ชื่อว่า โฆรวิโส มีพิษแรงกล้า เพราะมีพิษมีเดชสูง.
               ชื่อว่า ทวิชิวฺโห มีลิ้นสองแฉก เพราะประกอบด้วยลิ้นสองแฉก สำเร็จมาแต่กำเนิดนาค.
               ชื่อว่า อุรคาภิภู เป็นใหญ่กว่านาคทั้งหลาย เพราะความเป็นใหญ่กว่านาคทั้งหลาย อันได้ชื่อว่า อุรค เพราะไปด้วยอก แม้ของนาคผู้มีอานุภาพใหญ่.
               ในทาง ๒ แยก กล่าวคือที่ที่นั้น ทางสองสายทะลุติดต่อกันไป. ในทางใหญ่ คือเป็นที่ที่มหาชนสัญจรไปมาเสมอๆ อันเกลื่อนกล่นด้วยหมู่ชนต่างๆ เพราะจากที่นั้นมีมหาชนมากมาย.
               องค์ ๔ ด้วยสามารถแห่งองค์ ๔ ซึ่งจะกล่าวในบัดนี้.
               บทว่า อธิฏฺฐาย คือ อธิษฐาน ได้แก่ตั้งใจ.
               เมื่อใด เราเป็นนาคราชมีรูปตามที่กล่าวแล้ว ชื่อว่าสังขบาล. เมื่อนั้น เราสำเร็จการอยู่ในที่ดังกล่าวแล้วในหนหลัง คือสำเร็จการอยู่ด้วยการอยู่จำอุโบสถ.
               จริงอยู่ พระมหาสัตว์เป็นผู้ขวนขวายในบุญมีทานและศีลเป็นต้น ท่องเที่ยวไปมาในคติของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ด้วยการแสวงหาโพธิญาณ บางครั้งเกิดในนาคพิภพอันมีสมบัติเช่นกับสมบัติของเทพ เป็นนาคราชชื่อว่าสังขปาละ มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก.
               นาคราชนั้น เมื่อกาลผ่านไป รังเกียจสมบัตินั้นปรารถนากำเนิดมนุษย์ จึงอยู่จำอุโบสถ.
               เมื่อนาคราชนั้นอยู่ในนาคพิภพ การอยู่รักษาอุโบสถไม่สมบูรณ์ ศีลจักเศร้าหมอง ด้วยเหตุนั้น นาคราชจึงออกจากนาคพิภพ ล้อมจอมปลวกแห่งหนึ่ง ในระหว่างทางใหญ่และทางเดินทางเดียว ไม่ไกลแม่น้ำกัณหวรรณา แล้วอธิษฐานอุโบสถ สมาทานในวัน ๑๔-๑๕ ค่ำเป็นปกติ. อธิษฐานว่า ผู้ต้องการหนังเป็นต้นของเราจงเอาไป สละตนให้เป็นทานแล้วนอน. วันค่ำหนึ่งจึงไปนาคพิภพ.
               ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นนาคราช ชื่อว่าสังขปาละ มีฤทธิ์มากเป็นต้น.
               ท่านกล่าวบทว่า จตุโร องฺเค อธิฏฺฐาย อธิษฐานองค์ ๔ มีผิวหนังเป็นต้นไว้ในที่นี้ เป็นการแสดงถึงอธิษฐานมีองค์ ๔. เพราะผิวหนังเป็นองค์หนึ่งในที่นี้.
               เมื่อพระมหาสัตว์อยู่จำอุโบสถอย่างนี้ กาลล่วงไปยาวนาน.
               อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อสังขปาลนาคราชสมาทานศีลอย่างนั้นแล้วนอน บุตรของพราน ๑๖ คนคิดกันว่าจะหาเนื้อ จึงถืออาวุธเที่ยวไปในป่า ครั้นไม่ได้อะไรๆ ก็กลับเห็นนาคราชนั้นนอนอยู่บนยอดจอมปลวก คิดว่า วันนี้ เราไม่ได้อะไรเลยแม้แต่ลูกเหี้ย เราจักฆ่านาคราชนี้กิน แต่นาคราชนี้ใหญ่มาก เมื่อเข้าไปจับคงหนีไป ดังนั้นจึงคิดกันว่า เราจงเอาหลาวแทงนาคราชนั้นทั้งๆ ที่นอนอยู่นั่นแหละที่ขนด ทำให้อ่อนกำลังแล้วจึงจับ จึงถือหลาวเข้าไปหา.
               แม้พระโพธิสัตว์ก็มีร่างกายใหญ่ประมาณเท่าเรือโกลนลำหนึ่ง ดุจพวงดอกมะลิที่ร้อยวางไว้งามยิ่งนัก ประกอบด้วยดวงตาเช่นกับผลมะกล่ำ และศีรษะเช่นกับดอกชบา.
               นาคราชนั้นโผล่ศีรษะจากระหว่างขนด เพราะเสียงเท้าของคน ๑๖ คนเหล่านั้น ลืมตาสีแดงเห็นคน ๑๖ คนถือหลาวเดินมา คิดว่า วันนี้ความปรารถนาของเราจักถึงที่สุด ได้มอบตนให้เป็นทานแล้ว ตั้งจิตอธิษฐานแน่วแน่ เพราะกลัวศีลของตนจะขาดว่า เราจะไม่แลดูชนเหล่านี้ซึ่งเอาหลาวแทงร่างกายของเรา ทำให้เป็นช่องเล็กช่องใหญ่ จึงสอดศีรษะเข้าไปในระหว่างขนดนอนต่อไป.
               ลำดับนั้น บุตรพรานเหล่านั้นจึงเข้าไปจับนาคราชนั้นที่หางฉุดลงมาตกบนแผ่นดิน เอาหลาวคมกริบแทงในที่ ๘ แห่ง สอดท่อนหวายดำพร้อมด้วยหนามเข้าไปทางปากเพื่อประหาร เอาคานหามในที่ ๘ แห่ง เดินไปสู่ทางหลวง.
               พระมหาสัตว์ตั้งแต่ถูกแทงด้วยหลาวก็หลับตามิได้มองดูลูกพรานเหล่านั้น แม้ในทีเดียว. นาคราชนั้นเมื่อลูกพรานเอาคาน ๘ อันหามนำไปห้อยศีรษะกระทบแผ่นดิน.
               ลำดับนั้น พวกลูกพรานเห็นว่าศีรษะนาคราชห้อย จึงให้นาคราชนั้นนอนบนทางหลวง เอาหลาวแหลมแทงที่ดั้งจมูก สอดเชือกเข้าไปยกศีรษะขึ้น แล้วคล้องที่ปลายคานยกขึ้นอีก เดินทางต่อไป.
               ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
                                   พวกลูกพรานเป็นคนดุร้าย หยาบช้า
                         ไม่มีกรุณา ได้เห็นเราแล้ว ถือไม้พลองตะบอง
                         สั้น กรูกันเข้ามาหาเรา ณ ที่นั้น พวกลูกพราน
                         เอาหอกแทงเราที่จมูก ที่หาง ที่กระดูกสันหลัง
                         แล้วสอดคานหามเราไป.
                                   ถ้าเราปรารถนาก็พึงยังมหาปฐพีอันมี
                         สมุทรสาครเป็นที่สุด พร้อมทั้งป่า ทั้งภูเขาให้
                         ไหม้ด้วยลมจมูกในที่นั้นๆ.
                                   แต่เราไม่โกรธเคืองลูกพรานทั้งหลาย
                         แม้จะแทงด้วยหลาว แม้จะทุบตีด้วยหอก. นี้
                         เป็นศีลบารมีของเรา ดังนี้.

               ในบทเหล่านั้น บทว่า โภชปุตฺตา คือ ลูกพราน.
               บทว่า ขรา คือ ดุร้ายได้แก่พูดหยาบ.
               บทว่า ลุทฺทา คือ หยาบช้าได้แก่มีใจร้าย.
               บทว่า อการุณา คือ ไม่มีความสงสาร.
               บทว่า ทณฺฑมุคฺครปาณิโน คือ ถือกระบอง ๔ เหลี่ยม.
               บทว่า นาสาย วินิวิชฺฌิตฺวา คือ เอาหลาวแทงเราที่จมูกเพื่อสอดเชือกเข้าไป.
               บทว่า นงฺคุฏฺเฐ ปิฏฺฐิถณฺฏเก ที่หางที่กระดูกสันหลัง.
               พึงทราบการเชื่อมความว่า แทงที่หางและที่นั้นๆ อันใกล้กับกระดูกสันหลัง.
               บทว่า กาเช อาโรปยิตฺวาน สอดคาน คือลูกพรานสองคนยกคานข้างละคนที่แทงไว้ในข้างหนึ่งๆ ในบริเวณของหวายและเถาวัลย์ ๘ แห่งที่แทงผูกไว้ในที่ทั้ง ๘ ขึ้นบ่าของตนๆ.
               บทว่า สสาครนฺตํ ปฐวึ คือ มหาปฐพีอันมีสมุทรสาครเป็นที่สุด.
               บทว่า สกานนํ สปพฺพตํ คือ พร้อมด้วยป่าและภูเขา.
               บทว่า นาสาวาเตน ฌาปเย ความว่า ถ้าเราต้องการอยู่ ปรารถนาอยู่ โกรธแล้วพึงปล่อยซึ่งลมจมูก ยังมหาปฐพีนี้ อันมีมหาสมุทรเป็นที่สุด พร้อมด้วยป่าและภูเขาให้ไหม้. คือพึงทำให้เป็นเถ้าถ่านพร้อมกับด้วยการให้ไหม้ด้วยลมจมูก.
               ในกาลนั้น อานุภาพของเราเป็นเช่นนี้.
               แม้เมื่อเป็นเช่นนั้น ถึงจะแทงด้วยหลาว ถึงจะทิ่มด้วยหอก.
               บทว่า โภชปุตฺเต น กุปฺปามิ ความว่า เราก็ไม่โกรธลูกพราน คือเราไม่โกรธลูกพรานผู้ดุร้าย แม้จะแทงด้วยหลาวอันคมกริบที่ถากทำด้วยไม้แก่น เพื่อทำให้หมดกำลัง และเมื่อสอดหวายและเถาวัลย์เข้าไปในที่ ๘ แห่งและแม้จะทิ่มด้วยหลาวอันคมกริบ เพื่อทำให้หมดกำลังในที่นั้นๆ.
               บทว่า เอสา เม สีลปารมี นี้เป็นศีลบารมีของเรา คือการที่เราผู้มีอานุภาพมากอย่างนี้ อธิษฐานอย่างนั้น ไม่โกรธลูกพรานเพราะกลัวศีลจะขาด นี้เป็นศีลบารมีของเราซึ่งเป็นไปแล้วโดยความไม่คำนึงถึงชีวิตโดยส่วนเดียวเท่านั้น.
               อธิบายว่า เป็นปรมัตถบารมีด้วยอำนาจของศีล.
               อนึ่ง เมื่อพระโพธิสัตว์ถูกพวกลูกพรานนำไป กุฎุมพีชื่ออาฬาระชาวเมืองมิถิลา นำเกวียน ๕๐๐ นั่งอยู่บนยานอันสำราญไปเห็นพวกลูกพรานเหล่านั้นกำลังนำพระมหาสัตว์ไป ก็เกิดความสงสารถามพรานเหล่านั้นว่า พวกท่านนำนาคราชนี้ไปทำไม? พวกท่านจักนำไปทำอะไร?
               พวกพรานตอบว่า พวกเราจักปิ้งเนื้ออร่อยอ่อนอ้วนของนาคนี้กิน.
               กุฎุมพีนั้นจึงให้โคใช้งาน ๑๖ ตัว ทองคำฟายมือหนึ่งแก่พวกลูกพรานเหล่านั้น ผ้านุ่งห่มแม้แก่ภรรยาของทุกคน วัตถุสิ่งของที่ระลึกแก่พวกลูกพรานแล้วกล่าวว่า นาคนี้เป็นนาคราชมีอานุภาพมากโดยชอบ ไม่ประทุษร้ายพวกท่านด้วยศีลคุณของตน พวกที่ทำให้นาคราชนี้ลำบาก เป็นบาปมาก ปล่อยเสียเถิด.
               พวกลูกพรานเหล่านั้นกล่าวว่า นาคนี้เป็นอาหารเอร็ดอร่อยของพวกเรา พวกเราไม่เคยกินนาคเลย เอาเถิดพวกเราบูชาถ้อยคำของท่าน เพราะฉะนั้นเราจะปล่อยนาคนี้. แล้วปล่อยให้พระมหาสัตว์นอนบนพื้นดิน เพราะความหยาบช้าของตนๆ จึงจับที่ปลายหวายและเถาวัลย์ที่ร้อยไว้ด้วยหนามเหล่านั้นเตรียมจะกระชาก.
               ลำดับนั้น กุฎุมพีเห็นนาคราชลำบาก จึงทำไม่ให้ลำบากด้วยการเอาดาบตัดเถาวัลย์ค่อยๆ ดึงออกไม่ให้เจ็บปวด ทำนองเดียวกับการนำเครื่องเจาะหูของทารกทั้งหลายออก.
               ในกาลนั้น ลูกพรานทั้งหลายช่วยกันค่อยๆ ดึงเครื่องผูกมัดที่สอดสวมออกจากจมูกของนาคราชนั้น.
               สักครู่หนึ่ง พระมหาสัตว์ก็บ่ายหน้าไปทางทิศตะวันออกมองดูอาฬาระด้วยตาเต็มไปด้วยน้ำตา. พวกพรานไปได้หน่อยหนึ่ง แอบปรึกษากันว่า นาคอ่อนกำลัง เมื่อนาคตาย พวกเราจักเอานาคนั้นไป.
               อาฬารกุฎุมพีไหว้พระมหาสัตว์กล่าวว่า จงไปเถิด มหานาค พวกพรานจะไม่จับท่านอีกแล้ว. ได้ตามไปส่งนาคราชนั้นหน่อยหนึ่งแล้วก็กลับ.
               พระโพธิสัตว์ไปยังนาคพิภพไม่ทำให้เสียเวลาในนาคพิภพนั้น ออกไปพร้อมด้วยบริวารใหญ่ เข้าไปหาอาฬาระพรรณนาคุณของนาคพิภพ แล้วนำอาฬาระไปในนาคพิภพนั้น ให้ยศยิ่งใหญ่พร้อมด้วยนางนาคกัญญา ๓๐๐ แก่อาฬาระ ให้อาฬาระเอิบอิ่มด้วยกามทิพย์.
               อาฬาระอยู่ในนาคพิภพได้หนึ่งปี บริโภคกามทิพย์ จึงบอกแก่นาคราชว่า สหาย ข้าพเจ้าปรารถนาจะบวช จึงถือเอาบริขารของบรรพชิตออกจากนาคพิภพนั้น ไปหิมวันตประเทศแล้วบวชอาศัยอยู่ ณ หิมวันตประเทศนั้นเป็นเวลาช้านาน.
               ต่อมาเที่ยวจาริกไปถึงกรุงพาราณสี พระเจ้ากรุงพาราณสีทอดพระเนตรเห็นทรงเลื่อมใสอาจารสมบัติตรัสถามว่า พระคุณท่านบวชจากตระกูลที่มีสมบัติมาก เพราะเหตุไรจึงบวช.
               เมื่อจะทูลถึงเหตุที่ตนบวช จึงทูลเรื่องราวทั้งหมดตั้งต้นแต่การขอให้พวกพรานปล่อยพระโพธิสัตว์จากเงื้อมมือ แด่พระราชาแล้วแสดงธรรมด้วยคาถาทั้งหลายเหล่านี้ว่า :-
                                   มหาบพิตร แม้กามทั้งหลายอันเป็นของ
                         มนุษย์ เป็นสิ่งไม่เที่ยง มีความแปรปรวนไปเป็น
                         ธรรมดา อาตมภาพก็ได้เห็นแล้ว อาตมภาพเห็น
                         โทษในกามคุณทั้งหลาย จึงบวชด้วยศรัทธา
                                   มหาบพิตร มนุษย์ทั้งหลาย ทั้งหนุ่มทั้ง
                         แก่ ตายหมด เหมือนผลไม้ในป่าหล่นฉะนั้น
                         อาตมภาพเห็นดังนั้นจึงบวช ความเป็นสมณะ
                         ไม่ผิด เป็นสิ่งประเสริฐ.
               พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้ว จึงตรัสว่า :-
                                   ผู้มีปัญญาเป็นพหูสูต มีความคิดถึงฐานะ
                         มาก ควรคบแน่นอน ท่านอาฬาระ ข้าพเจ้าได้
                         ฟังเรื่องนาคราชและเรื่องท่านแล้ว จักกระทำบุญ
                         ไม่น้อยทีเดียว.
               ลำดับนั้น พระดาบสแสดงธรรมถวายพระราชาอย่างนี้ว่า :-
                                   ผู้มีปัญญา เป็นพหูสูต มีความคิดถึงฐานะ
                         มากควรคบ ข้าแต่ราชะ พระองค์ทรงสดับเรื่องราว
                         ของนาคราชและของอาตมภาพแล้ว ขอจงทรงทำ
                         บุญไม่น้อยเถิด.
               พระดาบสพักอยู่ ณ กรุงพาราณสีนั้นตลอดฤดูฝน ๔ เดือนแล้วไปหิมวันตประเทศ เจริญพรหมวิหาร ๔ ตลอดชีวิตก็ได้เข้าถึงพรหมโลก.
               แม้พระโพธิสัตว์ก็อยู่จำอุโบสถตลอดชีวิตก็ได้ไปสู่สวรรค์.
               แม้พระราชานั้นก็ทรงทำบุญมีทานเป็นต้น แล้วก็ไปตามยถากรรม.
               อาฬาระในครั้งนั้นได้เป็นพระสารีบุตรในครั้งนี้.
               พระเจ้าพาราณสีคือพระอานนทเถระ.
               สังขปาลนาคราช คือพระโลกนาถ.
               การบริจาคสรีระของนาคราชนั้นเป็นทานบารมี.
               การที่นาคราชผู้ประกอบด้วยเดชเป็นพิษเห็นปานนั้น เมื่อมีการเบียดเบียนก็ไม่ทำลายศีล ชื่อว่าศีลบารมี.
               การละโภคสมบัติเช่นกับโภคสมบัติของเทพ แล้วออกจากนาคพิภพ บำเพ็ญสมณธรรม ชื่อว่าเนกขัมมบารมี.
               การเตรียมตัวว่าควรทำประโยชน์มีทานเป็นต้น และสิ่งนี้ๆ ชื่อว่าปัญญาบารมี.
               การบรรเทากามวิตกและความเพียรด้วยการอดกลั้น ชื่อว่าวีริยบารมี.
               ความอดทนด้วยความอดกลั้น ชื่อว่าขันติบารมี.
               การสมาทานสัจจะ ชื่อว่าสัจจบารมี.
               การตั้งใจสมาทานไม่หวั่นไหว ชื่อว่าอธิษฐานบารมี.
               ความเป็นผู้มีเมตตาและความเอ็นดูในสรรพสัตว์ทั้งหลายหมายถึงมวลลูกพราน ชื่อว่าเมตตาบารมี.
               ความเป็นกลางในเวทนาและความผิดปกติที่ทำแล้วในสัตตสังขารทั้งหลาย ชื่อว่าอุเบกขาบารมี.
               เป็นอันได้บารมี ๑๐ อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.
               แต่ศีลบารมีเท่านั้นที่ท่านยกขึ้นสู่เทศนา ทำให้เป็นบารมีมีความยิ่งยวดอย่างยิ่ง.
               อนึ่ง คุณานุภาพของพระโพธิสัตว์ในจริยานี้พึงประกาศโดยนัยดังกล่าวแล้วในภูริทัตจริยามีอาทิว่า โยชนสติเก นาค วนฏฺฐาเน ในที่ตั้งนาคพิภพประมาณ ๑๐๐ โยชน์ดังนี้.
               จบอรรถกถาสังขปาลจริยาที่ ๑๐               
               -----------------------------------------------------               

               บทว่า เอเต คือ จริยามีหัตถินาคจริยาเป็นต้นที่แสดงแล้วในวรรคนี้ และจริยา ๙ ที่รวบรวมแสดงด้วยหัวข้อมีอาทิว่า หตฺถิ นาโค ภูริทตฺโต หัตถินาคจริยา ภูริทัตตจริยาเหล่าใด ทั้งหมดเหล่านั้น ชื่อว่าสีลพลา เพราะมีศีลเป็นกำลัง โดยความเป็นไปด้วยการบำเพ็ญศีลบารมีเป็นพิเศษ.
               ชื่อว่า ปริกฺขารา เพราะปรับปรุงศีลอันเป็นปรมัตถบารมีและเพราะปรับปรุงสันดานด้วยอำนาจแห่งการอบรม.
               ชื่อว่า ปเทสิกา สปฺปเทสา คือ ยังมีการสละให้ เพราะศีลปรมัตถบารมีอันถึงความอุกฤษฎ์ ยังไม่สมบูรณ์ คือไม่ให้ก็ไม่ใช่.
               หากถามว่า เพราะเหตุไร.
               ตอบว่า เพราะรักษาชีวิต แล้วจักตามรักษาศีล.
               อธิบายว่า เพราะบรรดาจริยาทั้งหลายมีหัตถินาคจริยาเป็นต้นเหล่านั้น เรารักษาชีวิตของตนโดยเป็นเอกเทศเท่านั้นแล้วตามรักษาศีล เรามิได้สละชีวิตโดยประการทั้งปวง.
               แต่เมื่อเราเป็นสังขปาลนาคราช มีอานุภาพมาก มีเดชคือพิษสูง ชีวิตของเราถูกพรานเหล่านั้นรวมหัวกัน มิได้จำแนกบุคคลทั้งก่อนทั้งหลัง นำไปโดยส่วนเดียวเท่านั้น. เราสละชีวิตที่ถูกเขานำไปให้เป็นทาน เพื่อตามรักษาศีลเท่านั้น. เพราะฉะนั้น จริยานั้นถึงความเป็นปรมัตบารมี จึงเป็นศีลบารมีของเรา.
               ท่านแสดงไว้ด้วยประการฉะนี้.
               จบอรรถกถาทุติยวรรค               
               -----------------------------------------------------               

               เป็นการชี้แจงศีลบารมีโดยวิเศษอันสงเคราะห์เข้าในจริยา ๑๐ อย่าง.
               รวมจริยาที่มีในวรรคนี้ คือ
                         ๑. สีลวนาคจริยา
                         ๒. ภูริทัตตจริยา
                         ๓. จัมเปยยกจริยา
                         ๔. จูฬโพธิจริยา
                         ๕. มหิสราชจริยา
                         ๖. รุรุมิคจริยา
                         ๗. มาตังคจริยา
                         ๘. ธรรมเทวปุตตจริยา
                         ๙. ชยทิสจริยา
                         ๑๐. สังขปาลจริยา
               จริยาทั้งหมดนี้เป็นกำลังของศีล เป็นบริขารของศีล เราได้สละชีวิตตามรักษาศีล เราผู้เป็นสังขปาลนาคราช ได้มอบชีวิตให้แก่คนใดคนหนึ่ง แม้ตลอดกาลทุกเมื่อ เหตุนั้น จริยานั้นจึงเป็นศีลบารมี ฉะนี้แล.
               จบสีลบารมีนิเทส               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก การบำเพ็ญสีลบารมี ๑๐. สังขปาลจริยา จบ.
อ่านอรรถกถา 33.3 / 1อ่านอรรถกถา 33.3 / 19อรรถกถา เล่มที่ 33.3 ข้อ 20อ่านอรรถกถา 33.3 / 21อ่านอรรถกถา 33.3 / 36
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=33&A=9134&Z=9159
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๕  กรกฎาคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com