ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต
ปฐมวรรค โสมนัสสสูตร

               อรรถกถาทุติยนกุหนาสูตร               
               ในโสมนัสสสูตรที่ ๑๐ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               ในบทว่า สุขโสมนสฺสพหุโล นี้มีอธิบายดังนี้ บทว่า สุขํ ได้แก่ สุขทางกาย. บทว่า โสมนสฺสํ ได้แก่ สุขทางใจ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ผู้ที่มีสุขทางกาย และสุขทางใจ เป็นไปเนืองๆ ว่า เป็นผู้มากไปด้วยความสุขและโสมนัส.
               บทว่า โยนิ ได้แก่ กำเนิด ๔ มาแล้วในบทมีอาทิว่า จตสฺโส โข อิมา สารีปุตต โยนิโส ดูก่อนสารีบุตร กำเนิด ๔ เหล่านี้แล.๑-
               ได้แก่เหตุ ในบทมีอาทิว่า โยนิ เหสา ภูมิ จ ผลสฺส อธิคมาย ก็และภูมินี้เป็นเหตุเพื่อบรรลุผล ดังนี้.๒-
               และได้แก่ช่องคลอด ในบทมีอาทิว่า น จาหํ พฺราหฺมณํ พฺรูมิ โยนิชํ มตฺติสมฺภวํ เตเมนํ กมฺมชวาตา นิพฺพตฺติตฺวา อุทฺธํปาทํ อโธสิรํ สมฺปริวตฺติตฺวา มาตุ โยนิมุเข สมฺปฏิปาเทนฺติ เราไม่กล่าวผู้ที่เกิดจากช่องคลอด มีมารดาเป็นแดนเกิดว่าเป็นพราหมณ์.๓- ลมกรรมชวาต (ลมเบ่ง) เกิดขึ้นกลับเด็กนั้นให้มีเท้าขึ้น ให้มีหัวลง แล้วให้ตกไปในช่องคลอดของมารดา.
               แต่ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาเหตุ.
____________________________
๑- ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๑๖๙
๒- ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๔
๓- ขุ. ธ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๓๖   ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๓๘๒

               บทว่า อสฺส แปลว่า โดย. บทว่า อารทฺธา ได้แก่ ตั้งไว้ ประคองไว้ หรือให้สำเร็จบริบูรณ์.
               ในบทว่า อาสวานํ ขยาย นี้ ชื่อว่าอาสวะ เพราะไหลออก. ท่านอธิบายว่า อาสวะทั้งหลายไหล คือซ่านออกจากตาบ้าง จากใจบ้าง. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอาสวะ เพราะไหลจากธรรมถึงโคตรภู จากโอกาสถึงภวัคคพรหม. อธิบายว่า อาสวะทั้งหลายกระทำโอกาสนั้นในธรรมเหล่านั้น ไว้ในภายในเป็นไปอยู่ อาการนี้มีความว่า ทำไว้ในภายใน ชื่อว่าอาสวะ เพราะอรรถว่าหมักไว้นาน ดุจเครื่องดองมีน้ำหวานเป็นต้นบ้าง น้ำหวานเป็นต้นที่ชาวโลกหมักไว้นาน เรียกว่าอาสวะ ก็กิเลสเหล่านี้ควรเป็นอาสวะ เพราะอรรถว่าหมักหมมไว้นาน.
               สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้มีอาทิว่า๔- ปุริมา ภิกฺขเว โกฏิ น ปญฺญายติ อวิชฺชาย อิโต ปุพฺเพ อวิชฺชา นาโหสิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เบื้องต้นที่สุดของอวิชชา ย่อมไม่ปรากฏ อวิชชามิได้มีแล้วก่อนจากนี้.
____________________________
๔- องฺ. ทสก. เล่ม ๒๔/ข้อ ๖๑

               อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอาสวะ เพราะไหลไปแล่นไปสู่สังสารทุกข์อันกว้างขวาง ก็ในที่นี้ไม่มีคำพูดมาก่อน กิเลสทั้งหลายย่อมประกอบไว้ในที่ที่พูดถึงอาสวะ คำหลังย่อมประกอบไว้แม้ในกรรม.
               อนึ่ง อาสวะทั้งหลายหาใช่เป็นกรรมและกิเลสโดยสิ้นเชิงไม่. แม้อันตรายมีประการต่างๆ ก็เป็นอาสวะด้วยแท้ ด้วยว่า อาสวะอันมาในอภิธรรมมี ๔ อย่าง๕- คือกามาสวะ ๑ ภวาสวะ ๑ ทิฏฐาสวะ ๑ อวิชชาสวะ ๑ เพราะฉะนั้น กิเลสทั้งหลายมีกามราคะเป็นต้นก็เป็นอาสวะ.
____________________________
๕- อภิ. สํ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๗๐๘

               แม้ในพระสูตรท่านก็กล่าวถึงกรรมเป็นไปในภูมิ ๓ และอกุศลธรรมที่เหลือไว้ในที่นี้ว่า
               นาหํ จุนฺท ทิฏฺฐมมฺมิ กานํเยว อาสวานํ สํวราย ธมฺมํ เทเสมิ ดูก่อนจุนทะ เราย่อมไม่แสดงธรรมเพื่อความสำรวมอาสวะทั้งหลายอันเป็นไปในปัจจุบันเท่านั้น.๖-
               ในบทนี้ว่า ทิฏฺฐธมฺมิกานํ อาสวานํ สํวราย สมฺปรายิกานํ ปฏิฆาตาย เพื่อความสำรวมอาสวะทั้งหลายอันเป็นไปในปัจจุบัน เพื่อกำจัดอาสวะทั้งหลาย อันเป็นไปในสัมปรายภพ.๗-
               ท่านแสดงถึงการเข้าไปเบียดเบียนผู้อื่น ทำให้เขาเดือดร้อน การฆ่า การจองจำเป็นต้น และอันตรายมีประการต่างๆ อันเป็นทุกข์ในอบาย.
               ก็อาสวะเหล่านั้นมาในวินัย ๒ อย่าง คือ๗- เพื่อความป้องกันอาสวะทั้งหลายอันเป็นไปในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะทั้งหลายอันเป็นไปในสัมปรายภพ ๑.
____________________________
๖- ที. ปา. เล่ม ๑๑/ข้อ ๑๑๓
๗- วิ. มหาวิ. เล่ม ๑/ข้อ ๒๐

               อาสวะมาในสัพพาสวสูตร ๓ อย่าง ในบาลีมีอาทิว่า๘- ตโย เม อาวุโส อาสวา กามาสโว ภวาสโว อวิชฺชาสโว ดูก่อนอาวุโส อาสวะ ๓ อย่างเหล่านี้ คือ กามาสวะ ๑ ภวาสวะ ๑ อวิชชาสวะ ๑ ดังนี้. ในสูตรอื่นก็อย่างนั้น.
____________________________
๘- สํ. สฬา. เล่ม ๑๘/ข้อ ๕๐๔

               ในอภิธรรม อาสวะ ๓ รวมเป็น ๔ กับทิฏฐาสาวะ
               โดยการแสดงเพื่อให้รู้อาสวะมี ๕ อย่าง คือ๙-
                         อาสวะนำสัตว์ไปนรกก็มี ๑
                         อาสวะนำสัตว์ไปในกำเนิดเดียรัจฉานก็มี ๑
                         อาสวะนำสัตว์ไปเปรตวิสัยก็มี ๑
                         อาสวะนำสัตว์ไปสู่มนุษยโลกก็มี ๑
                         อาสวะนำสัตว์ไปเทวโลกก็มี ๑.
               แต่ในที่นี้ ท่านประสงค์เอากรรมเท่านั้นเป็นอาสวะ ในฉักกนิบาต อาสวะมี ๖ อย่าง โดยนัยเป็นต้นว่า อตฺถิ อาสวา สํวรา ปหาตพฺพา อาสวะทั้งหลายพึงละเพราะการสำรวมก็มี โดยการแสดงถึงความสำรวมอาสวะทั้งปวง.๑๐-
____________________________
๙- องฺ. ฉกฺก. เล่ม ๒๒/ข้อ ๓๓๔
๑๐- องฺ. ฉกฺก. เล่ม ๒๒/ข้อ ๓๒๙

               อาสวะเหล่านั้นมี ๗ อย่าง รวมกับธรรมอันทัสสนะพึงละ.
               แต่ในที่นี้ โดยการแสดงในอภิธรรม พึงทราบว่า ท่านประสงค์เอาอาสวะ ๔.
               ในบทว่า ขยาย นี้ การทำลายอาสวะทั้งหลายพร้อมด้วยรส ในบทว่า อาสวะสิ้นไป เสื่อมไป แตกไป ทำลายไป ความไม่เที่ยง ความอันตรธาน ท่านกล่าวว่า ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย อาการสิ้นไป ความไม่มี ความสิ้นสุด ความไม่เกิดแห่งอาสวะทั้งหลาย.
               ในบทนี้ว่า ชานโต อหํ ภิกฺขเว ปสฺสโต อาสวานํ ขยํ วทามิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อรู้ เมื่อเห็น เราย่อมกล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ดังนี้.๑๑-
____________________________
๑๑- ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๑๑

               ท่านกล่าวว่า ความสิ้นไปแห่งอาสวะ ดังนี้.
               อริยมรรคในคาถานี้ว่า
                         เสกฺขสฺส สิกฺขมานสฺส    อุชุนคฺคานุสาริโน
                         ขยสฺมึ ปฐมํ ญาณํ    ตโต อญฺญา อนนฺตรา
                                   ญาณที่หนึ่ง ในเพราะความสิ้นไปของ
                         พระเสกขะผู้ยังต้องศึกษาอยู่ ผู้ดำเนินตามทาง
                         ตรง จากญาณนั้น ก็รู้ทั่วถึงเป็นลำดับไป.
____________________________
๑๒- ขุ. อิติ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๒๘๒

               ท่านกล่าวว่า ความสิ้นไปแห่งอาสวะ.
               กล่าวผลในบทนี้ว่า๑๓- อาสวานํ ขยา สมโณ โหติ เป็นสมณะเพราะสิ้นอาสวะทั้งหลาย.
               กล่าวนิพพานในคาถานี้ว่า๑๔-
                         ปรวชฺชานุปสฺสิสฺส    นิจฺจํอุชฺฌานสญฺญิโน
                         อาสวา ตสฺส วฑฺฒนฺติ    อารา โส อาสวกฺขยา
                                   อาสวะทั้งหลาย ย่อมเจริญแก่ผู้มองเห็น
                         แต่โทษของผู้อื่น มีความสำคัญในการเพ่งโทษ
                         เป็นนิจ เขาไกลจากความสิ้นอาสวะ.
____________________________
๑๓- ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๔๘๒
๑๔- ขุ. ธ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๒๘

               ก็ในสูตรนี้ ท่านกล่าวว่า อาสวานํ ขยาย หมายถึงผล อธิบายว่า เพื่อประโยชน์แก่อรหัตผล.
               บทว่า สํเวชนีเยสุ ฐาเนสุ ได้แก่ในฐานะอันให้เกิดความสังเวช คือในวัตถุอันควรสังเวช มีชาติเป็นต้น.
               วัตถุอันควรสังเวชเหล่านี้ คือ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ อันนำไปสู่อบายในอดีต ในอนาคตเป็นทุกข์ มีวัฏฏะเป็นมูล ในปัจจุบันเป็นทุกข์มีการแสวงหาอาหารเป็นมูล ชื่อว่าฐานะอันเป็นที่ตั้งแห่งความสังเวช.
               อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบบททั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า๑๕-
               โลกสันนิวาส ร้อนระอุ สับสน วุ่นวาย เดินทางผิด โลกอันชรานำเข้าไป ไม่ยั่งยืน ไม่มีที่ต้านทาน ไม่เป็นอิสระ โลกไม่มีอะไรเป็นของตน ต้องละสิ่งทั้งปวงไป โลกพร่องอยู่เป็นนิจ ไม่รู้จักอิ่ม เป็นทาสของตัณหา ดังนี้. ชื่อว่าฐานะอันให้เกิดความสังเวชในที่นี้.
____________________________
๑๕- ขุ. ปฏิ. เล่ม ๓๑/ข้อ ๒๘๕

               บทว่า สํเวชเนน ได้แก่ ด้วยความสังเวชอันได้แก่กลัวเกิดอาศัยวัตถุอันควรสังเวชมีชาติเป็นต้น แต่โดยอรรถ ญาณพร้อมด้วยโอตตัปปะ ชื่อว่าความสังเวช.
               บทว่า สํเวคสฺส ได้แก่ เกิดความสังเวชเพราะทุกข์มีชาติเป็นต้นหลายๆ อย่าง นับแต่หยั่งลงสู่ครรภ์เป็นต้น อาจารย์บางพวกกล่าวว่า สํเวชิต บ้าง.
               บทว่า โยนิโส ปธาเนน ได้แก่ ด้วยความเพียร โดยอุบาย คือด้วยความเพียรชอบ.
               จริงอยู่ สัมมาวายามะนั้น ท่านกล่าวว่าเป็นปธาน เพราะเป็นที่ตั้งความเพียร และเพราะให้สำเร็จภาวนาชั้นสูงสุด ดุจผู้ที่ละอกุศลธรรมได้ บรรดากุศลธรรมย่อมถึงการทำภาวนาให้บริบูรณ์ฉะนั้น.
               ในบทนั้น ภิกษุไม่เห็นที่ต้านทาน ที่เร้น ที่พึ่งไรๆ ในภพเป็นต้น ด้วยความสังเวช ไม่ติดในภพนั้น มีใจไม่เกี่ยวเกาะและหมดความรู้สึกในอันที่จะหันกลับไป เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อสิ่งนั้น จึงเป็นผู้น้อมไปเพื่อนิพพาน โน้มไปเพื่อนิพพาน โอนไปเพื่อนิพพานโดยแท้.
               ภิกษุนั้นเป็นผู้มากไปด้วยโยนิโสมนสิการเพราะอาศัยกัลยาณมิตร เป็นผู้ประกอบไปด้วยอัธยาศัยอันบริสุทธิ์ เป็นผู้ประกอบและขวนขวายในสมถวิปัสสนา ย่อมเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง ขวนขวายให้เกิดวิปัสสนา.
               ข้อที่ภิกษุเป็นผู้มากด้วยโยนิโสมนสิการ เป็นผู้ประกอบด้วยอัธยาศัยอันบริสุทธิ์ เป็นผู้ประกอบและขวนขวายในสมถะและวิปัสสนานี้ พึงทราบความเป็นผู้มากด้วยสุขและโสมนัส ในปัจจุบันนั้นแล.
               ด้วยเหตุที่ภิกษุเป็นผู้ตั้งอยู่ในสมถะ เป็นผู้ประกอบและขวนขวายในวิปัสสนา ย่อมเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง ขวนขวายให้เกิดวิปัสสนานั้น พึงทราบว่าเป็นผู้ปรารภเหตุ เพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย.
               ในคาถาทั้งหลาย พึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้
               บทว่า สํวิชฺเชเถว ได้แก่ พึงสังเวช คือพึงทำความสลดใจนั้นเอง. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า สํวิชฺชิตฺวาน ก็มี. อธิบายว่า เป็นผู้มีความสลดใจตามนัยดังกล่าวแล้ว.
               บทว่า ปณฺฑิโต ได้แก่ ผู้มีปัญญา อธิบายว่าได้แก่ติเหตุกปฏิสนธิ (การปฏิสนธิด้วยเหตุ ๓ ประการ).
               บทว่า ปญฺญาย สมเวกฺขิย ได้แก่ พิจารณาสังเวควัตถุ (วัตถุอันควรให้เกิดความสังเวช) ด้วยความสลดใจโดยชอบด้วยปัญญา.
               อีกอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้วโดยชอบด้วยปัญญา.
               บทที่เหลือในที่ทั้งปวงมีความง่ายทั้งนั้น.

               จบอรรถกถาโสมนัสสสูตรที่ ๑๐               
               จบอรรถกถาวรรคที่ ๑ ในทุกนิบาต               
               แห่ง               
               อรรถกถาอิติวุตตกะ ชื่อปรมัตถวิภาวินี               
               ด้วยประการฉะนี้               
               -----------------------------------------------------               

               รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
                         ๑. ภิกขุสูตรที่ ๑
                         ๒. ภิกขุสูตรที่ ๒
                         ๓. ตปนียสูตร
                         ๔. อตปนียสูตร
                         ๕. สีลสูตรที่ ๑
                         ๖. สีลสูตรที่ ๒
                         ๗. อาตาปีสูตร
                         ๘. นกุหนาสูตรที่ ๑
                         ๙. นกุหนาสูตรที่ ๒
                         ๑๐. โสมนัสสสูตร
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ปฐมวรรค โสมนัสสสูตร จบ.
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 214อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 215อ่านอรรถกถา 25 / 216อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=5074&Z=5101
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๓  มีนาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :