ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๖
๑๐. สีวลีเถรคาถา

               อรรถกถาสีวลีเถรคาถา               
               คาถาของท่านพระสีวลีเถระ เริ่มต้นว่า เต เม อิชฺฌึสุ สงฺกปฺปา.
               เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร?
               ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ แม้พระเถระนี้ก็ไปสู่พระวิหารโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง ยืนฟังธรรมอยู่ท้ายบริษัท เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งแห่งภิกษุผู้เลิศกว่าภิกษุผู้มีลาภทั้งหลาย คิดว่า ในอนาคตกาล แม้เราก็ควรเป็นผู้เช่นนี้ดังนี้แล้ว นิมนต์พระทศพลแล้วถวายมหาทานแด่พระบรมศาสดา พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ตลอด ๗ วัน แล้วตั้งความปรารถนาว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยการกระทำอธิการนี้ ข้าพระองค์ไม่ปรารถนาสมบัติอย่างอื่น แต่ในอนาคตกาล ขอให้ข้าพระองค์พึงเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีลาภ ดุจภิกษุที่พระองค์ทรงแต่งตั้งไว้ในเอตทัคคะ.
               พระศาสดาทรงเห็นความปรารถนาไม่มีอันตราย จึงทรงพยากรณ์ว่า ความปรารถนาของท่านนี้จักสำเร็จในสำนักของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าโคตมะ ดังนี้แล้ว เสด็จหลีกไป
               แม้กุลบุตรนั้นก็กระทำกุศลจนตลอดชีวิต ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ถือปฏิสนธิในหมู่บ้านแห่งหนึ่งไม่ไกลพระนครพันธุมดี ในกาลของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าวิปัสสี.
               ในสมัยนั้น ชาวเมืองพันธุมดีนครแข่งขันกับพระราชา ถวายทานแด่พระทศพล. วันหนึ่ง ชาวเมืองเหล่านั้นทั้งหมดร่วมใจกันถวายทาน พูดกันว่า อะไรหนอแลไม่มีในทานพิธีของพวกเรา แล้วไม่เห็นน้ำอ้อยงบและนมส้ม.
               คนเหล่านั้นจึงพูดกันว่า พวกเราจักหามาจากที่ใดที่หนึ่ง แล้ววางบุรุษไว้ที่หนทางอันผู้มาจากชนบทจะต้องผ่าน.
               ครั้งนั้น กุลบุตรนั้นถือเอาน้ำอ้อยงบและหม้อนมส้มมาจากบ้าน คิดว่า เราจักไปเอาของบางอย่าง จึงเดินเข้าเมืองแล้วคิดว่า เราล้างหน้าล้างมือล้างเท้าแล้วจึงจักเข้าไป มองหาที่เป็นที่ผาสุก เห็นรังผึ้งที่ปราศจากตัวอ่อนขนาดเท่างอนไถ คิดว่า ผึ้งรังนี้เกิดแก่เราด้วยบุญ ดังนี้แล้วจึงถือเอาแล้วเข้าไปยังเมือง.
               บุรุษที่ชาวเมืองตั้งไว้เห็นเขาแล้ว จึงถามว่า พ่อมหาจำเริญ ท่านนำของนี้ไปให้ใคร? เขาตอบว่า นาย เราไม่ได้นำของนี้มาให้ใคร แต่นำมาเพื่อจะขาย. บุรุษนั้นจึงพูดว่า พ่อมหาจำเริญ ถ้าอย่างนั้น ท่านจงรับกหาปณะนี้ไป แล้วขายน้ำผึ้งและน้ำอ้อยงบให้เรา. เขาคิดว่า ของนี้มีราคาไม่มาก แต่บุรุษนี้ให้ราคามากโดยตีราคาหนเดียวเท่านั้น ควรเราจะลองดู.
               ลำดับนั้น เขาจึงพูดกับบุรุษนั้นว่า เราไม่ขายด้วยราคากหาปณะเดียว. บุรุษนั้นกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นจงรับไป ๒ กหาปณะแล้วขายเถิด. แม้สองกหาปณะก็ไม่ขาย. โดยอุบายนี้ บุรุษนั้นขึ้นราคาไปจนถึงหนึ่งพันกหาปณะ.
               เขาคิดว่า ของนี้ไม่ควรจะมีราคามาก. ข้อนี้จงยกไว้ก่อน เราจักถามถึงกิจการที่เขาต้องทำด้วยของนี้.
               ลำดับนั้น เขาจึงถามชายผู้นั้นว่า ของนี้มีราคาไม่มากแต่ท่านให้ราคามาก ท่านจะซื้อของนี้ไปทำอะไร? ชายผู้นั้นตอบว่า พ่อมหาจำเริญ ชาวพระนครในเมืองนี้พนันกับพระราชา ถวายทานแด่พระทศพลทรงพระนามว่าวิปัสสี ไม่เห็นของสองอย่างนี้ในทานพิธีจึงแสวงหา ถ้าไม่ได้ของสองสิ่งนี้ไป ชาวเมืองจะแพ้ เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้า จึงซื้อให้ราคาถึงพันกหาปณะ.
               เขาถามว่า ก็ทานนี้ควรแก่ชาวเมืองเท่านั้นไม่สมควรแก่คนอื่นหรือ?
               บุรุษนั้นตอบว่า ทานนี้ใครๆ จะถวายก็ได้ไม่มีข้อห้าม.
               เขาถามว่า ในการถวายทานของชาวเมือง วันหนึ่งๆ มีคนให้ทรัพย์ตั้งพันกหาปณะบ้างหรือไม่ ? ไม่มีเลยสหาย. ก็ท่านรู้ว่า ของสองอย่างนี้มีราคาถึงพันกหาปณะมิใช่หรือ? ใช่แล้ว ข้าพเจ้ารู้. ถ้าเช่นนั้น ท่านจงไป จงบอกแก่ชาวเมืองทั้งหลายว่า บุรุษคนหนึ่งไม่ยอมขายของสองอย่างนี้โดยราคา ประสงค์จะถวายด้วยมือของตนเท่านั้น พวกท่านก็จะหมดวิตกกังวล เพราะเหตุแห่งของสองอย่างนี้ ส่วนท่านจงเป็นประจักษ์พยานข้อที่เราเป็นหัวหน้าในทานพิธีนี้.
               เขาถือปัญจกฏุกะ (เครื่องเผ็ดทั้ง ๕) ด้วยเงินมาสกที่พกติดมาเพื่อเป็นเสบียงเดินทาง แล้วบดจนละเอียด ใส่น้ำส้มคั้นรวงผึ้งลงไปในน้ำส้มนั้น ผสมกับปัญจกฏุกะที่บดละเอียด ใส่ไว้ในบัวใบหนึ่ง บรรจงจัดใบบัวนั้น ถือไปแล้วนั่งในที่ไม่ไกลพระทศพล เมื่อมหาชนนำสักการะมา ก็คอยดูวาระที่ถึงตนไม่ไกลกัน ได้โอกาสก็เข้าไปใกล้พระศาสดา กราบทูลว่า นี้เป็นทุคตบรรณาการบังเกิดแล้ว ขอพระองค์ทรงอาศัยความอนุเคราะห์จงรับทุคตบรรณาการนี้ของข้าพระองค์ด้วยเถิด.
               พระศาสดาทรงอาศัยความอนุเคราะห์เขา ทรงรับบรรณาการนั้น ด้วยบาตรศิลาที่ท้าวจาตุมมหาราชถวายไว้แล้ว ทรงอธิษฐานไม่ให้ไทยธรรมที่ถวายแก่ภิกษุ ๖,๘๐๐,๐๐๐ รูปหมดสิ้นไป.
               กุลบุตรนั้นถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้กระทำภัตกิจเสร็จแล้ว ยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง กราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า สักการะที่ชาวเมืองพันธุมดีนำมาถวายพระองค์ ข้าพระองค์ประสบแล้วในวันนี้ ด้วยผลแห่งกรรมนี้ ขอข้าพระองค์พึงเป็นผู้ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยความเป็นผู้มีลาภในภพที่เกิดแล้วๆ ดังนี้.
               พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนกุลบุตร ความปรารถนาของท่านจงสำเร็จอย่างนั้น ดังนี้แล้ว ทรงกระทำภัตตานุโมทนาแก่เขาและชาวเมืองแล้วเสด็จหลีกไป.
               แม้กุลบุตรนั้นกระทำกุศลจนตลอดชีวิตท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ถือปฏิสนธิในครรภ์ของราชธิดานามว่าสุปปวาสา ในพุทธุปบาทกาลนี้. นับแต่วันที่เขาถือปฏิสนธิ มีคนถือเอาเครื่องบรรณาการมาให้นางสุปปวาสา วันละร้อยเล่มเกวียน ทั้งในเวลาเย็นและในเวลาเช้า.
               ครั้งนั้น เพื่อจะทดลองบุญนั้น คนทั้งหลายจึงให้นางเอามือจับกระเช้าพืช.
               พืชแต่ละเมล็ด ผลิตผลออกมาเป็นพืชตั้งร้อยกำพันกำ พืชที่หว่านลงไปในที่นาแต่ละกรีสก็เกิดผลประมาณ ๕๐ เล่มเกวียนบ้าง ๖๐ เล่มเกวียนบ้าง. แม้ในเวลาขนข้าวใส่ยุ้ง คนทั้งหลายก็ให้นางเอามือจับประตูยุ้ง. ด้วยบุญของราชธิดา เมื่อมีคนมารับของไป ที่ซึ่งคนถือเอาของไปแล้วๆ กลับเต็มเหมือนเดิม. เมื่อคนทั้งหลายพูดว่า บุญของราชธิดา แล้วให้ของแก่ใครๆ จากภาชนภัตรที่เต็มบริบูรณ์ ภัตรย่อมไม่สิ้นไป จนกว่าจะยกของพ้นจากที่ตั้ง เพราะทารกยังอยู่ในท้องนั่นแหละ เวลาล่วงไปถึง ๗ ปี.
               ก็เมื่อครรภ์แก่รอบแล้ว นางเสวยทุกข์หนักตลอด ๗ วัน. นางเรียกสามีมาพูดว่า ดิฉันยังมีชีวิตจักถวายทานก่อนแต่จะตาย แล้วส่งสามีไปยังสำนักพระศาสดา ว่าท่านจงไป จงกราบทูลความเป็นไปนี้แด่พระศาสดา จงทูลเชิญพระศาสดา ถ้าพระศาสดาตรัสคำใด จงกำหนดคำนั้นให้ดี แล้วรีบมาบอกแก่ดิฉัน.
               สามีไปกราบทูลข่าวของนาง แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว.
               พระศาสดาตรัสว่า นางสุปปวาสาธิดาของเจ้าโกลิยะ จงมีความสุข หาโรคมิได้ จงประสูติโอรสผู้ไม่มีโรค. พระราชาสดับดังนั้นแล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จมุ่งหน้าไปยังพระราชวังของพระองค์.
               เด็กคลอดจากครรภ์ของนางสุปปวาสา ง่ายเหมือนเทน้ำออกจากธรมกรก (ที่กรองน้ำ) ก่อนหน้าพระราชาเสด็จมาถึงหน่อยเดียวเท่านั้น ผู้คนที่นั่งแวดล้อมกำลังมีน้ำตานองหน้าก็เริ่มหัวเราะได้ มหาชนพากันยินดีร่าเริง ได้พากันไปส่งข่าวพระราชา.
               พระราชาทอดพระเนตรเห็นการมาของคนเหล่านั้น ทรงพระดำริว่าชะรอยถ้อยคำที่พระทศพลตรัสไว้จักเป็นผลสำเร็จ. พระองค์รีบเสด็จมาแจ้งข่าวของพระศาสดา ต่อราชธิดา.
               ราชธิดากราบทูลว่า ชีวิตภัตที่พระองค์จัดนิมนต์ไว้นั่นแหละจักเป็นมงคลภัต ขอพระองค์จงไปนิมนต์พระทศพล (ให้เสวย) ตลอด ๗ วัน. พระราชาทรงกระทำอย่างนั้น. คนทั้งหลายพากันบำเพ็ญมหาทานแก่พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขตลอด ๗ วัน
               ทารกผู้ยังจิตที่เร่าร้อนของหมู่ญาติทั้งปวงให้ดับลงได้ ประสูติแล้ว เพราะฉะนั้น คนทั้งหลายจึงขนานทารกว่า สีวลีทารก ดังนี้แล.
               เพราะอยู่ในท้องมารดามานานถึง ๗ ปี ทารกนั้นจึงแข็งแรง (อดทนต่องานทุกชนิด).
               พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรได้ทำการสนทนาปราศัยกับเขาในวันที่ ๗.
               แม้พระบรมศาสดาก็ได้ทรงภาษิตพระคาถาไว้ในธรรมบทว่า
                         เรากล่าวผู้ล่วงทางลื่น ทางไปได้ยาก สงสารและโมหะ
                         นี้เสียได้ เป็นผู้ข้ามแล้ว ถึงฝั่งเพ่ง (ฌาน) ไม่หวั่นไหว
                         ไม่มีความเคลือบแคลงสงสัย ดับแล้วด้วยไม่ยึดถือ ว่า
                         เป็นพราหมณ์ ดังนี้.

               ลำดับนั้น พระเถระกล่าว (ชวน) เขาอย่างนี้ว่า ก็การที่เธอเสวยกองทุกข์เห็นปานนี้แล้วบวช ไม่สมควรหรือ?
               ทารกตอบว่า (ถ้า) ได้รับอนุญาต ก็บวชท่านเจ้าข้า.
               พระนางสุปปวาสาเห็นทารกพูดกับพระเถระแล้วคิดในใจว่า บุตรของเราพูดกับท่านพระธรรมเสนาบดีว่าอย่างไรหนอแล จึงเข้าไปหาพระเถระแล้วเรียนถามว่า ท่านเจ้าข้า บุตรของดิฉันพูดอะไรกับท่าน.
               พระเถระตอบว่า บุตรของท่านกล่าวถึงทุกข์ที่อยู่ในครรภ์อันตนเสวยแล้ว พูดว่า ถ้าท่านอนุญาตก็จักบวช.
               นางตอบว่า ท่านเจ้าข้า ดีแล้ว ขอท่านจงให้เขาบวชเถิด.
               พระเถระนำสีวลีกุมารไปวิหารเมื่อบอกตจปัญจกกรรมฐานแล้ว ให้บวช กล่าวสอนว่า ดูก่อนสีวลี การให้โอวาทอย่างอื่นไม่มีแก่เธอ เธอจงพิจารณาถึงทุกข์ที่เธอเสวยมาตลอด ๗ ปีเท่านั้น
               สีวลีสามเณรกล่าวว่า ท่านขอรับ ภาระของท่าน คือการให้ข้าพเจ้าบวช ส่วนกิจกรรมอันใดที่ข้าพเจ้าสามารถที่จะทำได้ ข้าพเจ้าจักรู้กิจกรรมนั้นเอง.
               ก็สีวลีสามเณรตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ในขณะที่ขมวดผมปมแรก ถูกตัดออกนั่นเทียว ตั้งอยู่ในสกทาคามิผล ในขณะที่เกลียวผมปมที่ ๒ ถูกตัดออกตั้งอยู่ในอนาคามิผล ในขณะที่เกลียวผมปมที่ ๓ ถูกนำออก ส่วนการปลงผมสำเร็จและการกระทำให้แจ้งพระอรหัต ได้มีไม่ก่อนไม่หลังกัน.
               จำเดิมแต่วันที่สีวลีสามเณรบรรลุพระอรหัต ปัจจัย ๔ ย่อมเกิดแก่ภิกษุสงฆ์ เพียงพอแก่ความต้องการ.
               ในข้อนี้ มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างนี้ ในเวลาต่อมา พระบรมศาสดาได้เสด็จไปยังพระนครสาวัตถี. พระสีวลีเถระถวายอภิวาทพระบรมศาสดาแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักทดลองบุญของข้าพระองค์ ขอพระองค์จงมอบภิกษุ ๕๐๐ รูปแก่ข้าพระองค์.
               พระศาสดาตรัสสั่งว่า จงรับไปเถิด สีวลี.
               ท่านพาภิกษุ ๕๐๐ รูปเดินทางบ่ายหน้าไปสู่หิมวันตประเทศ เดินทางผ่านดง เทวดาที่สิงอยู่ที่ต้นไทรที่ท่านเห็นเป็นครั้งแรก ได้ถวายทานตลอด ๗ วัน. เทวดาทั้งหลายได้ถวายทานทุกๆ ๗ วัน ในสถานที่ทั่วๆ ไปที่ท่านเห็นต่างกรรม ต่างวาระกันดังนี้ คือ
                         ท่านเห็นต้นไทรเป็นครั้งแรก เห็นภูเขาชื่อว่าปัณฑวะเป็น
                         ครั้งที่ ๒ เห็นแม่น้ำอจิรวดีเป็นครั้งที่ ๓ เห็นแม่น้ำวรสาคร
                         เป็นครั้งที่ ๔ เห็นภูเขาหิมวันต์เป็นครั้งที่ ๕ ถึงป่าฉัททันต์
                         เป็นครั้งที่ ๖ ถึงภูเขาคันธมาทน์เป็นครั้งที่ ๗ และพบพระ
                         เรวตะเป็นครั้งที่ ๘.

               ส่วนเทวดาผู้พระราชาทรงพระนามว่านาคทัตตะ สถิตอยู่ ณ ภูเขาคันธมาทน์ ได้ถวายทานในวันทั้ง ๗ (คือ) ถวายขีรบิณฑบาต ในวันหนึ่ง ถวายสัปปิบิณฑบาตในวันหนึ่ง (สลับกันไป).
               ภิกษุสงฆ์ถามว่า แม่โคที่จะรีดนมของเทวดาผู้พระราชานี้ก็ไม่ปรากฎ การกวนนมส้มก็ไม่ปรากฏ ดูก่อนเทวดาผู้พระราชา ของนี้เกิดขึ้นแก่ท่านได้อย่างไร?
               ท้าวเทวราชตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ นี้เป็นผลแห่งการถวายสลากภัตรน้ำนมแด่พระทศพลทรงพระนามว่ากัสสปะ.
               ในกาลต่อมา พระศาสดาทรงกระทำการต้อนรับของพระขทิรวนิยเรวตเถระให้เป็นอัตถุปบัติ (เหตุเกิดแห่งเรื่อง) ทรงแต่งตั้งพระสีวลีเถระไว้ในตำแหน่งแห่งภิกษุผู้เลิศในบรรดาภิกษุผู้เลิศด้วยลาภและเลิศด้วยยศทั้งหลาย ในศาสนาของพระองค์.
               ส่วนอาจารย์บางพวกกล่าวถึงการบรรลุพระอรหัตของพระเถระนี้ผู้บรรลุถึงความเป็นผู้เลิศด้วยลาภ เลิศด้วยยศอย่างนี้ไว้ดังนี้ว่า
               เมื่อพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรให้โอวาทโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง เมื่อสีวลีกุมารกล่าวว่า กระผมจักรู้กิจกรรมที่กระผมสามารถจักกระทำได้ (ด้วยตนเอง) ดังนี้แล้ว บรรพชาเรียนวิปัสสนากรรมฐาน เห็นกุฏิหลังหนึ่งว่าง (สงบสงัด) จึงเข้าไปสู่กุฏินั้นในวันนั้นแหละ ระลึกถึงทุกข์ที่ตนเสวยแล้ว ในท้องมารดาตลอด ๗ ปี แล้วพิจารณาทุกข์นั้น ในอดีตและอนาคต โดยทำนองนั้นแหละอยู่ ภพทั้ง ๓ ก็ปรากฏว่าเป็นเสมือนไฟติดทั่วแล้ว.
               สีวลีสามเณรหยั่งลงสู่วิปัสสนาวิถี เพราะญาณถึงความแก่รอบ ทำอาสวะแม้ทั้งปวงให้สิ้นไป ตามลำดับมรรค บรรลุพระอรหัตแล้ว ในขณะนั้นเอง.
               การบรรลุพระอรหัตของพระเถระนั้นแล ท่านประกาศ (ระบุไว้) โดยสภาพแม้ทั้งสอง.
               ส่วนพระเถระก็เป็นผู้แตกฉานในปฏิสัมภิทา ได้อภิญญา ๖.
               สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
               ในกาลนั้น เราเป็นท้าวเทวราชมีนามว่าวรุณะ พรั่งพร้อมด้วยยาน พลทหารและพาหนะ บำรุงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อพระโลกนาถทรงพระนามว่าอัตถทัสสี ผู้สูงสุดกว่าสัตว์ เสด็จนิพพานแล้ว เราได้นำเอาดนตรีทั้งปวงไปประโคมไม้โพธิ์อันอุดม เราประกอบด้วยการประโคม การฟ้อนรำและกังสดาลทุกอย่าง บำรุงไม้โพธิ์พฤกษ์อันอุดม ดังบำรุงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเฉพาะพระพักตร์.
               ครั้นบำรุงโพธิพฤกษ์อันงอกขึ้นที่ดิน ดื่มรสด้วยรากนั้นแล้วนั่งคู้บัลลังก์ แล้วทำกาลกิริยา ณ ที่นั่นเอง เราปรารภในกรรมของตน เลื่อมใสในโพธิพฤกษ์อันอุดม ได้อุบัติยังชั้นนิมมานรดี ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น ดนตรีหกหมื่นแวดล้อมเราทุกเมื่อ เป็นไปในภพน้อยภพใหญ่ทั้งในมนุษย์และเทวดา ไฟ ๓ กองของเราดับแล้ว ภพทั้งปวงเราถอนขึ้นได้แล้ว เราทรงกายสุดท้ายในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
               ในกัปที่ ๕๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอมกษัตริย์ ๓๔ พระองค์มีพระนามว่าสุพาหุ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
               ก็พระสีวลีเถระ ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อเปล่งอุทานด้วยกำลังแห่งปีติ ได้กล่าวคาถาว่า
                         เราเข้าไปสู่กุฏิเพื่อประโยชน์อันใด เมื่อเราแสวงหา
                         วิชชาและวิมุตติ ได้ถอนขึ้นซึ่งมานุสัย ความดำริ
                         ของเราเหล่านั้นสำเร็จแล้ว ดังนี้.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เต เม อิชฺฌึสุ สงฺกปฺปา ยทตฺโถ ปาวิสึ กุฏึ วิชฺชาวิมุตฺตึ ปจฺเจสฺสํ ความว่า ความดำริในการออกจากกามเป็นต้นที่กระทำการถอนขึ้นซึ่งความดำริในกามเป็นต้น ในกาลก่อนเหล่าใดอันเราปรารถนายิ่งนักว่า เมื่อไรหนอแล เราจักเข้าไปสงบ ตทายตนะ (พระนิพพาน) ที่พระอริยเจ้าทั้งหลายเข้าถึงแล้วในปัจจุบัน คือความดำริที่มุ่งวิมุตติ ที่หมายรู้กันว่าเป็นความประสงค์เพื่อความหลุดพ้น ได้แก่มโนรถ เราไม่ประมาทเนืองๆ เข้าไปสู่กุฎี คือสุญญาคาร เพื่อต้องการสิ่งใด คือเพื่อประโยชน์อันใด คือเพื่อยังประโยชน์อันใดให้สำเร็จ ได้แก่เพื่อเห็นแจ้ง มุ่งแสวงหาวิชชา ๓ และผลวิมุตติ ความดำริเหล่านั้นสำเร็จแล้วแก่เรา คือความดำริเหล่านั้นสำเร็จแล้ว คือสมประสงค์เราแล้วทุกประการในบัดนี้.
               อธิบายว่า เป็นผู้มีความดำริที่เป็นกุศลสำเร็จแล้ว คือมีมโนรถบริบูรณ์แล้ว เพื่อจะแสดงถึงความสำเร็จแห่งความดำริเหล่านั้น ท่านจึงกล่าวบทว่า มานานุสยมุชฺชหํ (เราได้ถอนขึ้นซึ่งมานานุสัย) ดังนี้.
               ประกอบความว่า เพราะเหตุที่เราถอนขึ้น คือละ ได้แก่ตัดขาดซึ่งมานานุสัย ฉะนั้น ความดำริทั้งหลายเหล่านั้นของเราจึงสำเร็จ.
               อธิบายว่า เมื่อละมานานุสัยได้แล้ว ขึ้นชื่อว่าอนุสัยที่ยังละไม่ได้ไม่มี และพระอรหัตย่อมชื่อว่าเป็นอันได้บรรลุแล้วอีกด้วย เพราะฉะนั้น การละมานานุสัย ท่านจึงกล่าวกระทำให้เป็นเหตุแห่งความสำเร็จของความดำริตามที่กล่าวแล้ว.

               จบอรรถกถาสีวลีเถรคาถา               
               จบวรรควรรณนาที่ ๖               
               แห่งอรรถกถาเถรคาถา ชื่อว่าปรมัตถทีปนี               
               -----------------------------------------------------               

               ในวรรคนี้รวมพระเถระได้ ๑๐ รูป คือ
                         ๑. พระโคธิกเถระ
                         ๒. พระสุพาหุเถระ
                         ๓. พระวัลลิยเถระ
                         ๔. พระอุตติยเถระ
                         ๕. พระอัญชนวนิยเถระ
                         ๖. พระกุฏิวิหารีเถระ
                         ๗. พระทุติยกุฏิวิหารีเถระ
                         ๘. พระรมณียกุฏิกเถระ
                         ๙. พระโกสัลลวิหารีเถระ
                         ๑๐. พระสีวลีเถระ
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๖ ๑๐. สีวลีเถรคาถา จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 196อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 197อ่านอรรถกถา 26 / 198อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=5318&Z=5329
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com