ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๕
๙. สันธิตเถรคาถา

               อรรถกถาสันธิตเถรคาถา               
               คาถาของท่านพระสันธิตเถระ เริ่มต้นว่า อสฺสตฺเถ หริโตภาเส.
               เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร?
               แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ ทั้งหลาย เข้าไปสั่งสมบุญไว้ในภพนั้นๆ ได้เกิดเป็นนายโคบาลผู้หนึ่ง ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขี.
               เมื่อพระศาสดาเสด็จปรินิพพานแล้ว เขาเข้าไปหาพระเถระรูปหนึ่ง ฟังธรรมอันปฎิสังยุตด้วยพระพุทธคุณในสำนักของพระเถระ มีใจเลื่อมใส ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ที่ไหน ฟังความที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว กลับได้อนิจจสัญญาว่า แม้ขึ้นชื่อว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายมีอานุภาพมากอย่างนี้ยังต้องดำเนินไปสู่อำนาจแห่งความเป็นของไม่เที่ยง โอ! สังขารทั้งหลายไม่ยั่งยืนหนอ.
               พระเถระให้เขาเกิดอุตสาหะในการบูชาโพธิพฤกษ์. เขาไปสู่ที่ใกล้โพธิพฤกษ์ตามกาลอันเหมาะสม เจริญวิปัสสนา ระลึกถึงพระพุทธคุณ กราบไหว้ต้นโพธิ์.
               ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดในตระกูลที่มั่งคั่ง ในแคว้นโกศล ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้นามว่าสันธิตะ เจริญวัยแล้ว ฟังธรรมกถาอันปฏิสังยุตด้วยอนิจจตา เกิดความสลดใจบวชแล้ว เริ่มตั้งวิปัสสนา ได้เป็นผู้มีอภิญญา ๖ ต่อกาลไม่นานนัก เพราะญาณถึงความแก่กล้าแล้ว.
               ท่านเมื่อระลึกถึงบุพเพนิวาสญาณของตน ระลึกถึงการกราบไหว้โพธิพฤกษ์ และการได้เฉพาะซึ่งอนิจจสัญญา มีพุทธานุสติเป็นอารมณ์.
               เมื่อจะประกาศการบรรลุคุณพิเศษของตนด้วยการเข้าไปอาศัยเหตุ ๒ ประการนั้น ได้กล่าวคาถา ๒ คาถาความว่า
                                   เราเป็นผู้มีสติ ได้อนิจสัญญาอันสหรคต ด้วย
                         พุทธานุสติหนึ่ง อยู่ที่โคนอัสสัตถพฤกษ์อันสว่างไสว
                         ไปด้วยแสงแห่งไฟ แก้วมณีและผ้ามีสีเขียวงาม ความ
                         สิ้นอาสวะเราได้บรรลุแล้วเร็วพลัน เพราะสัญญาที่เรา
                         ได้แล้วในครั้งนั้น ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ ดังนี้.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสฺสตฺเถ ได้แก่ ในที่เป็นที่ประดิษฐานไม้อัสสัตถะ.
               ไม้อัสสัตถะอันเป็นไม้ที่ตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาคเจ้าแห่งเราทั้งหลาย ในบัดนี้ ตั้งอยู่ในที่ใด ในที่ซึ่งมีไม้อัสสัตถพฤกษ์ตั้งอยู่นั้น ครั้งนั้นมีไม้บุณฑริกอันเป็นต้นไม้ที่ตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าสิขี ตั้งอยู่แล้ว เพราะเหตุนั้น ไม้โพธิพฤกษ์นั้น ท่านจึงเรียกว่า อัสสัตถะ เพราะเป็นที่ตั้งแห่งไม้อัสสัตถะ.
               อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อสฺสตฺโถ ได้แก่ ไม้อัสสัตถะที่ยังความเบาใจให้เกิดแก่สัตว์ทั้งหลาย.
               แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า พระเถระกล่าวว่า อสฺสตฺเถ เพราะเหตุที่ท่านนั่ง ณ โคนต้นอัสสัตถะ แล้วเจริญพุทธานุสติในครั้งนั้น.
               บทว่า หริโตภาเส ความว่า สว่างไสวอยู่ด้วยสีแห่งแก้วผลึกอันเขียวสด.
               บทว่า สํวิรุฬฺหมฺหิ ความว่า งอกงามดีแล้ว คือประดิษฐานอยู่แล้วด้วยดี.
               บทว่า ปาทเก ได้แก่ ต้นไม้.
               บทว่า เอกํ พุทฺธคตํ สญฺญํ อภิลตฺถํ สญฺญํ ปฏิสฺสโต ความว่า เราชื่อว่าเป็นผู้มีสติเฉพาะหน้า เพราะมีพระพุทธคุณเป็นที่พึ่ง ได้แล้วซึ่งสัญญาอันสหรคตด้วยพุทธานุสติอันเป็นไปแล้ว โดยนัยมีอาทิว่า อิติปิ โส ภควา ดังนี้ มีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ ชื่อว่าหนึ่ง เพราะความเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นหนเดียว.
               ก็พุทธานุสติสำเร็จแล้วด้วยสัญญามีประมาณเท่าใด สัญญานั้นอันเราได้แล้วในครั้งนั้น เพราะเหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า เอกตึเส อิโต กปฺเป ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ คือ ในกัปที่ ๓๑ โดยการจัดอันดับนับแต่ภัทรกัปนี้ถอยหลังไป.
               บทว่า ยํ สญฺญํ ได้แก่ ได้สัญญาอันสหรคตด้วยพุทธานุสติใด หรือได้อนิจจสัญญา ในสังขารทั้งหลายทั้งปวง ในครั้งนั้น ด้วยการตามระลึกถึงพระพุทธคุณนั้น เพราะเห็นความเป็นของไม่เที่ยงของพระพุทธเจ้าทั้งหลายใด.
               บทว่า ตสฺสา อญฺญาย วาหสา ความว่า กระทำสัญญานั้นให้เป็นอุปนิสัย เพราะความเป็นเหตุแห่งสัญญาตามที่กล่าวแล้วนั้น.
               บทว่า ปตฺโต เม อาสวกฺขโย ความว่า ความสิ้นคือความดับแห่งอาสวะทั้งหลาย อันเราบรรลุแล้วในบัดนี้.
               แม้คาถาอปทานของพระเถระนี้ก็คือ ๒ คาถานี้แหละ.
               สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า๑-
               เรามีสติเกิดขึ้นเฉพาะหน้า ได้สัญญาอันสหรคตในพระพุทธเจ้าอย่างหนึ่ง ที่ไม้อัสสัตถพฤกษ์อันมีรัศมีเขียวสดงดงามดี ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้สัญญาใดในกาลนั้น เพราะการได้สัญญานั้นเป็นเหตุนำมา เราได้บรรลุความสิ้นอาสวะ
               ในกัปที่ ๑๓ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอมกษัตริย์พระนามว่า "ธัมมิกะ" สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เราทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
____________________________
๑- ขุ. อ. เล่ม ๓๒/ข้อ ๒๑๘

               จบอรรถกถาสันธิตเถรคาถา               
               จบวรรควรรณนาที่ ๕               
               แห่งอรรถกถาเถรคาถา ชื่อว่าปรมัตถทีปนี               
               จบอรรถกถาทุกนิบาต               
               -----------------------------------------------------               

               ในวรรคนี้ รวมพระเถระได้ ๙ องค์ คือ
                         ๑. พระกุมารกัสสปเถระ
                         ๒. พระธรรมปาลเถระ
                         ๓. พระพรหมาลิเถระ
                         ๔. พระโมฆราชเถระ
                         ๕. พระวิสาขปัญจาลีปุตตเถระ
                         ๖. พระจูฬกเถระ
                         ๗. พระอนูปมเถระ
                         ๘. พระวัชชิตเถระ
                         ๙. พระสันธิตเถระ
               จบวรรคที่ ๕               
               -----------------------------------------------------               

               ในทุกนิบาตนี้ รวมพระคาถาได้ ๙๘ คาถา และรวมพระเถระผู้ฉลาดในนัยผู้ภาษิตคาถาไว้ได้ ๔๙ องค์.
               จบทุกนิบาต               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๕ ๙. สันธิตเถรคาถา จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 305อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 306อ่านอรรถกถา 26 / 307อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=6036&Z=6053
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :