ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๑
๑๐. อุสภเถรคาถา

               อรรถกถาอุสภเถรคาถา               
               คาถาของท่านพระอุสภเถระ เริ่มต้นว่า นคา นคคฺเคสุ สุสํวิรุฬฺหา.
               เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร?
               แม้พระเถระนี้ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ กระทำบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้นๆ เกิดเป็นเทพบุตร ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าสิขี ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้.
               วันหนึ่งเห็นพระศาสดาแล้ว เป็นผู้มีใจเลื่อมใส ได้ทำการบูชาด้วยดอกไม้ทิพย์ การบูชาด้วยดอกไม้นั้นได้ตั้งอยู่โดยอาการดังมณฑปดอกไม้ตลอด ๗ วัน. เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายได้มีการประชุมเป็นมหาสมาคม.
               ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บังเกิดในตระกูลของผู้มั่งคั่ง แคว้นโกศลในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่า อุสภะ.
               เขาถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว เป็นผู้มีความเลื่อมใสอันได้แล้วในพระศาสดา ในคราวรับมอบพระวิหารชื่อว่าเชตวัน บรรพชาแล้ว กระทำบุรพกิจเสร็จแล้ว อยู่ที่เชิงเขาในป่า.
               ก็โดยสมัยนั้น เมื่อเมฆในฤดูฝนพัดผ่านทำให้ฝนตกลงมา กองใบไม้ที่สุมกันจนหนาทึบ เพราะเครือเถาของกิ่งไม้ จะมี (กองอยู่) ที่ยอดเขา.
               ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง พระเถระออกจากถ้ำ มองเห็นป่าที่น่ารื่นรมย์ และภูเขาที่น่ารื่นรมย์นั้นแล้ว คิดอยู่โดยโยนิโสมนสิการว่า ธรรมชาติมีต้นไม้เป็นชื่อแม้เช่นนี้ หาเจตนามิได้ ย่อมถึงความเจริญงอกงาม เพราะความสมบูรณ์ของฤดู เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไฉน เราได้ฤดูเป็นที่สบายแล้ว จักไม่เจริญด้วยคุณธรรมทั้งหลาย ดังนี้แล้วได้กล่าวคาถาว่า
                         พฤกษชาติทั้งหลายบนยอดเขา ที่ถูกฝนใหม่ตกรดแล้ว
                         ย่อมงอกงาม จิตอันควรแก่ภาวนา ย่อมเกิดทวีขึ้นแก่เรา
                         ผู้มีนามว่า "อุสภะ" ผู้ใคร่วิเวก ผู้มีความสำคัญในป่าดังนี้.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นคา แปลว่า ต้นไม้. บางอาจารย์เรียกว่า นาคา หมายถึงต้นกากะทิง.
               บทว่า นคคฺเคสุ แปลว่า บนยอดเขา.
               บทว่า สุสํวิรุฬฺหา ความว่า เป็นต้นไม้มีรากงอกงามด้วยดี คือแผ่ขยายไปโดยรอบ. อธิบายว่า แตกกิ่งก้านสาขาทั้งอ่อนทั้งแก่ แลดูสล้างไปโดยรอบทั้งข้างล่างและข้างบน.
               บทว่า อุทคฺคเมเฆน นเวน สิตฺตา ความว่า อันเมฆที่ทำให้ฝนตกที่เกิดขึ้นครั้งแรกห่าใหญ่ ตกรดชุ่มโชก.
               บทว่า วิเวกกามสฺส ได้แก่ ปรารถนาจิตตวิเวก อันสงัดแล้วจากกิเลส คือปรารถนาจิตตวิเวกนั้นว่า กายวิเวกอันผู้อยู่ในป่าได้แล้วก่อน บัดนี้เราพึงได้จิตตวิเวกอันเป็นนิสสยปัจจัยแห่งการบรรลุอุปธิวิเวก.
               อธิบายว่า ได้แก่การหมั่นประกอบเนืองๆ ซึ่งชาคริยธรรม.
               ด้วยเหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า อรญฺญสญฺญิโน (ผู้มีความสำคัญในป่า) ดังนี้.
               อธิบายว่า ผู้มีความสำคัญในการอยู่ในป่า คือมากไปด้วยเนกขัมมสังกัปปะอย่างนี้ว่า ขึ้นชื่อว่าการอยู่ป่าอันพระศาสดาทรงสรรเสริญแล้ว ทรงชมเชยแล้ว ก็และการอยู่ป่านั้นก็เพียงเพื่อทำสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนาให้บริบูรณ์ เพราะฉะนั้น สมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนานั้น เราควรกระทำให้อยู่ในเงื้อมมือ ดังนี้.
               บทว่า ชเนติ เท่ากับ อุปฺปาเทนฺติ แปลว่า ย่อมให้เกิดขึ้น. ก็บทว่า ชเนติ นี้ เป็นเอกวจนะ ใช้ในอรรถแห่งพหุวจนะ. ส่วนอาจารย์บางพวกกล่าวว่า ชเนนฺติ.
               บทว่า ภิยฺโย แปลว่า ยิ่งๆ ขึ้นไป.
               พระเถระเรียกตนเองนั่นแหละ ด้วยบทว่า อุสภสฺส เหมือนเรียกคนอื่น.
               บทว่า กลฺยตํ ความว่า ความที่จิตสมควร คือความที่จิตควรแก่การงาน ได้แก่ความที่จิตควรแก่ภาวนา.
               ความข้อนี้นั้น ข้าพเจ้ากล่าวไว้ในหนหลังแล้วทั้งนั้น.
               พระเถระกล่าวคาถานี้อยู่อย่างนี้นั่นแล ขวนขวายวิปัสสนาแล้ว บรรลุพระอรหัต.
               สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า๑-
               เราเป็นเทพบุตรได้บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นนายก พระนามว่าสิขี ได้น้อมบูชาพระพุทธองค์ ด้วยดอกมณฑารพ พวงมาลัยทิพย์ เป็นหลังคาบังร่มในพระตถาคตตลอด ๗ วัน ชนทั้งปวงมาประชุมกันนมัสการพระตถาคต.
               ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.
               ในกัปที่ ๑๐ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราชพระนามว่า "ชุตินธระ" สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
____________________________
๑- ขุ. อ. เล่ม ๓๒/ช้อ ๑๕๗

               ก็คาถานี้แหละได้เป็นคาถาพยากรณ์พระอรหัตผลของพระเถระ.

               จบอรรถกถาอุสภเถรคาถา               
               จบวรรควรรณนาที่ ๑๑               
               แห่งอรรถกถาเถรคาถา ชื่อว่าปรมัตถทีปนี               
               -----------------------------------------------------               

               ในวรรคนี้ รวมพระเถระได้ ๑๐ รูป คือ
                         ๑. พระเพลัฏฐกานิเถระ
                         ๒. พระเสตุจฉเถระ
                         ๓. พระพันธุรเถระ
                         ๔. พระขิตกเถระ
                         ๕. พระมลิตวัมภเถระ
                         ๖. พระสุเหมันตเถระ
                         ๗. พระธรรมสังวรเถระ
                         ๘. พระธัมมสวปิตุเถระ
                         ๙. พระสังฆรักขิตเถระ
                         ๑๐. พระอุสภเถระ
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๑ ๑๐. อุสภเถรคาถา จบ.
อ่านอรรถกถา 26 / 1อ่านอรรถกถา 26 / 246อรรถกถา เล่มที่ 26 ข้อ 247อ่านอรรถกถา 26 / 248อ่านอรรถกถา 26 / 474
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=5601&Z=5614
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :